คลังเก็บหมวดหมู่: นมแม่

นมแม่

แนวทางในการสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างน้อย 6 เดือน

 

 

          นมแม่เป็นอาหารสำหรับทารกแรกเกิดของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมาตลอดช่วงสองร้อยล้านปี ยงสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมาตลอดช่วงสองร้อยล้านปีลักษณะของนมสัตว์แต่ละชนิดจะมีความแตกต่างกันตามการดำรงชีวิต ความแตกต่างของโปรตีนและไขมันที่ทำให้เหมาะสมในช่วงเวลาที่ให้ในระหว่างวัน โดยที่ลักษณะหนึ่งของนมแม่ที่เหมือนกันคือ นมแม่มีสารอาหาร ภูมิคุ้มกัน สารชีวภาพ และสารอื่นๆ ที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นช่วยในการเจริญเติบโตและพัฒนาการ ปกป้องการติดเชื้อที่ส่งต่อให้เกิดการดำรงเผ่าพันธุ์มาจนทุกวันนี้

           นมแม่ดีมีประโยชน์ และได้รับการใช้เป็นเกณฑ์มาตรฐานสำหรับการเลี้ยงทารก1 โดยตั้งแต่ พ.ศ.2522 องค์การอนามัยโลก แนะนำให้แม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว โดยไม่ให้อาหารอื่น แม้แต่น้ำในระยะทารกอายุ 4-6 เดือนแรก ต่อมาในปี พ.ศ.2544 องค์การอนามัยโลกแนะนำให้แม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว 6 เดือนเต็ม2 จึงเริ่มป้อนอาหารอื่น และน้ำ พร้อมกินนมแม่ควบคู่ไปด้วย จนลูกอายุ 2 ปี หรือนานกว่านั้น การดำเนินงานด้านการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในประเทศไทยเริ่มตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2520-2524) และต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน โดยในปี พ.ศ.2547 กระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศนโยบาย แนะนำให้แม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวอย่างน้อย 6 เดือน และตั้งเป้าหมายไว้ว่า เมื่อสิ้นแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติฉบับที่ 9 (พ.ศ.2549) ทารกควรได้รับนมแม่อย่างเดียวนาน 6 เดือน อย่างน้อยร้อยละ 30 แต่ถ้าติดตามผลการดำเนินการเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่นั้นพบว่า การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวอย่างน้อย 4 เดือนที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2536-2544 พบตั้งแต่ร้อยละ 1.0-16.33 ซึ่งตัวเลขของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำและไม่บรรลุเป้าหมาย โดยปัจจัยที่มีผลต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ได้แก่ ความรู้ของมารดาเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ อาชีพของมารดาทั้งก่อนและหลังการมีบุตรคนล่าสุด ภาวะผิดปกติหรืออาการแทรกซ้อนของเด็กขณะอยู่ในโรงพยาบาล ระยะเวลาที่คิดจะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของมารดา ความพึงพอใจของมารดาที่ได้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ การได้รับการสนับสนุนจากสามี การให้ลูกสัมผัสและดูดนมแม่ในชั่วโมงแรกของชีวิต การปฏิบัติตามบันได 10 ขั้นสู่ความสำเร็จการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ที่มารดาได้รับคำแนะนำจากสถานบริการ การได้รับความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่และการมีกลุ่มช่วยเหลือแม่ในหมู่บ้าน3-5

            เมื่อทบทวนอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ จากข้อมูลการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติโดยการสนับสนุนของยูนิเซฟในปี 2550 การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างน้อย 6 เดือนจากการสำรวจ 43000 ครัวเรือน พบว่ามีเพียงร้อยละ 5.46  ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ต่ำที่สุดในโลก6  สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ที่ทุกคนต่างเห็นประโยชน์ แต่ในการปฏิบัติจริงกลับมีผู้ที่ปฏิบัติได้เพียงจำนวนน้อย คำถามจึงเกิดขึ้นว่า “เมื่อเห็นคุณค่าของนมแม่แล้วใยไม่นำไปใช้ประโยชน์” ปัญหาอุปสรรคคืออะไร? จากการศึกษาและวิเคราะห์ แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ปัญหาทางด้านกายภาพและสุขภาพของมารดาและทารก และปัญหาด้านพฤติกรรมการเลี้ยงดูของมารดาและครอบครัว

ปัญหาและแนวทางสนับสนุน

           ปัญหาทางด้านกายภาพของเต้านมมารดาที่พบบ่อยตั้งแต่ก่อนและในระยะตั้งครรภ์ ได้แก่ หัวนมบอด หัวนมสั้นและหัวนมบุ๋ม ซึ่งสิ่งเหล่านี้ หากมีการตรวจวินิจฉัยตั้งแต่เริ่มต้นฝากครรภ์ในระยะแรก7 ให้การแก้ไขด้วยการกระตุ้นดึงหัวนม (Hoffman maneuver) หรือใช้เครื่องมือช่วยดูดหัวนม (Nipple puller) จะสามารถลดปัญหาเหล่านี้ได้

           ปัญหาทางด้านกายภาพของเต้านมมารดาที่พบบ่อยในระยะหลังคลอด ได้แก่ หัวนมแตก เต้านมอักเสบและเป็นหนอง ซึ่งเกิดจากลักษณะการดูดนมแม่ของลูกไม่เหมาะสม การป้องกันและแก้ไขต้องอาศัย การเรียนรู้ของมารดาจากการเอาใจใส่ในการสอนของผู้สอนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ การจัดท่าที่เหมะสม การให้ลูกอมหัวนมและลานหัวนม งับแล้วใช้เหงือกกดบริเวณลานหัวนมด้านบนร่วมกับใช้ลิ้นกดลานหัวนมด้านล่าง ขณะดูดนมกล้ามเนื้อลิ้นจะหดตัวจากปลายไปสู่โคนเกิดจังหวะการดูดนมเป็นระลอก7 ทำให้น้ำนมไหลออกดีผิดกับการดูดนมที่ลูกดูดนมเฉพาะนม น้ำนมจะไม่ค่อยออก ลูกก็ต้องดูดแรงขึ้น เกิดแผลแตกที่หัวนม และเมื่อมีการติดเชื้อจากบริเวณผิวหนังเข้าไปในแผลก็ทำให้เกิดเต้านมอักเสบและเป็นหนองได้

            ปัญหาทางด้านสุขภาพของมารดา มารดามีโรคประจำตัวที่เป็นข้อห้ามในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ได้แก่ มีการติดเชื้อเอชไอวี ติดเชื้อวัณโรคที่ยังไม่ได้รับการรักษา ติดเชื้องูสวัดบริเวณผิวหนังที่เต้านม หรือมีการใช้ยาต้านมะเร็ง ยาที่มีสารรังสี ยาเสพติดและแอลกอฮอล์        การให้การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในคุณแม่เหล่านี้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อเปรียบเทียบถึงข้อดีข้อเสียของการเลือกให้นมแม่ แต่สำหรับสารเสพติดและแอลกอฮอล์หากงดแล้ว ก็สามารถให้นมแม่ได้

            ปัญหาทางด้านกายภาพและสุขภาพของทารกแรกเกิดที่พบได้แก่ ภาวะลิ้นติด (Tongue tie) ปากแหว่งเพดานโหว่ หายใจเร็ว ทารกตัวเหลืองหรือจำเป็นต้องย้ายเข้าดูแลในหอผู้ป่วยทารกวิกฤต ปัญหาเหล่านี้จะรบกวนกลไกการดูดนมแม่ หรืออาจชะลอการให้กระตุ้นการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในระยะแรก หากแต่มีความตั้งใจในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ อาจให้นมแม่โดยการป้อนด้วยแก้วก่อนระหว่างรอการแก้ไขในแต่ละปัญหา

            ปัญหาทางด้านการเลี้ยงดูของมารดา ปัญหานี้ส่วนใหญ่เข้าใจว่ามารดารู้ว่านมแม่มีประโยชน์แต่ไม่เข้าใจในการปฏิบัติจริง ขั้นตอนที่จะทำให้ประสบความสำเร็จในการให้การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ต้องเริ่มตั้งแต่การให้ความรู้ ย้ำเรื่องประโยชน์และความเพียงพอของนมแม่ที่มีให้กับลูกทุกคนหากให้ถูกวิธี เมื่อมารดามีความตั้งใจ มุ่งมั่นแล้ว จุดเริ่มต้นอีกจุดคือ หลังคลอดทันทีหรือภายในครึ่งหรือหนึ่งชั่วโมงแรกควรให้มารดาและบุตรได้สัมผัสกัน สร้างสายใยสายสัมพันธ์ระหว่างกันและกระตุ้นการให้นมแม่เลย2,4 จากจุดนี้ติดตามต่อโดยการให้การกระตุ้นนมแม่ทุกสองหรือสามชั่วโมง และให้มารดาอยู่ร่วมกับทารกตลอดเวลาที่อยู่ในโรงพยาบาล (Rooming-in) 2,4  ขณะที่มารดาและบุตรอยู่ด้วยกันก็สร้างให้เกิดกระบวนการการเรียนรู้การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ภายใต้การเอาใจใส่อย่างต่อเนื่องของบุคลากรทางการแพทย์ จนกระทั่งมารดาสามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้อย่างถูกต้อง ถูกท่า สบายและสามารถให้ได้นานพอ และน้ำนมพอก่อนกลับบ้าน เมื่อมารดากลับบ้านไปแล้ว การเปิดช่องทางให้มีการปรึกษาเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ได้แก่ การมีสายด่วนนมแม่รับปรึกษาปัญหาการการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ตลอด 24 ชั่วโมง การมีคลินิกนมแม่เพื่อรับแก้ปัญหาในกรณีที่คุณแม่ต้องการผู้ฝึกหัดการการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ นอกจากนี้ การเยี่ยมบ้านของทีมสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในพื้นที่จะช่วยค้นหาปัญหาการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่และทำการแก้ไขเชิงรุก

            ปัญหาทางด้านการเลี้ยงดูของครอบครัว ครอบครัวไทยเป็นครอบครัวใหญ่ โดยในบ้านจะมีหลักของครอบครัวเป็นผู้นำความคิด อาจจะเป็น ปู่ ย่า ตา ยาย ลุง ป้า หรือสามี บุคคลเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับความรู้เรื่องประโยชน์ของนมแม่ ปลูกฝังค่านิยมที่ถูกต้องในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ และเชิญชวนมาเป็นแนวร่วมในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เนื่องจากบุคคลเหล่านี้จะมีศักยภาพในการบริหารจัดการ สอดส่องดูแลเอาในใส่ในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของมารดาขณะที่อยู่ที่บ้าน และเป็นผู้ช่วยในกรณีมารดาต้องไปทำงาน ปัญหาเรื่องมารดาต้องไปทำงานก็เป็นปัญหาใหญ่อีกปัญหาหนึ่งที่ต้องสอนให้มารดารู้จักบีบนมแม่และรู้จักเก็บรักษาอย่างถูกต้อง นมแม่ในอุณหภูมิปกติจะเก็บไว้ได้นาน 6 ชั่วโมง เก็บไว้ในกระติกใส่น้ำแข็งได้นาน 24 ชั่วโมงหากไม่มีตู้เย็นที่ทำงาน เก็บไว้ในตู้เย็นช่องธรรมดาได้นาน 5-8 วัน เก็บไว้ในช่องแข็งในตู้เย็นชนิดประตูเดียวได้นาน 2 สัปดาห์ เก็บไว้ในช่องแข็งในตู้เย็นชนิดประตูแยกได้นาน 3-6 เดือน และในกรณีที่นำนมแม่ที่แช่แข็งออกมาปล่อยให้ละลายเก็บไว้ได้นาน 24 ชั่วโมง2 การรู้จักเก็บรักษานมแม่จะมีส่วนช่วยอย่างมากในกรณีที่มารดาต้องไปทำงาน  การบีบเก็บนมแม่จะช่วยคงการกระตุ้นนมแม่ระหว่างวัน โดยมารดาอาจใช้เวลาช่วงพักหรือเข้าห้องน้ำบีบเก็บนมแม่เก็บเข้ากระติกน้ำแข็งหรือตู้เย็นที่ทำงาน แล้วนำมาเก็บเข้าช่องแข็งของตู้เย็นที่บ้านในกรณีที่จะเก็บไว้นาน สำหรับในสถานประกอบการที่มีมุมนมแม่ก็มีส่วนช่วยสนับสนุนให้มารดาการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้ดียิ่งขึ้น

            นอกจากนี้ การช่วยสนับสนุนจากนโยบายสุขภาพของรัฐบาลที่ชัดเจนว่าจะสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวอย่างน้อย 6 เดือน การอนุญาตให้ลาพักหลังคลอดเพื่อเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ร่วมกับเครือข่ายขององค์กร สถานประกอบการที่มีแนวทางในฝ่ายบุคคลเพื่อส่งเสริมให้ลูกจ้างเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ มีมุมนมแม่ในโรงงานและห้างสรรพสินค้า โดยนโยบายเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งในความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อสร้างเสริมให้เกิดทรัพยากรที่ดีและมีคุณภาพของประเทศต่อไปในอนาคต

สรุป

            การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวอย่างน้อย 6 เดือน เป็นสิ่งที่ทั่วโลกยอมรับ การสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวอย่างน้อย 6 เดือนนั้นต้องวิเคราะห์ปัญหาและสาเหตุของการไม่สามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวอย่างน้อย 6 เดือนได้ โดยปัญหาที่พบได้แก่ ปัญหาทางด้านกายภาพและสุขภาพของมารดาและทารก และปัญหาด้านพฤติกรรมการเลี้ยงดูของมารดาและครอบครัว ซึ่งแต่ละปัญหาต้องอาศัยความใส่ใจของมารดา ครอบครัว บุคลากรทางการแพทย์ ร่วมกับนโยบายสุขภาพของรัฐบาล และความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรหรือสถานประกอบการที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เพื่อเป็นพื้นฐานการพัฒนาบุคลากรของประเทศชาติ

 

เอกสารอ้างอิง

  1. Kramer MS, Kakuma R. The optimal duration of exclusive breastfeeding. A systemic review. WHO 2002.
  2. Eglash A, Montgomery A, Wood J. Breastfeeding. Dis Mon 2008;54:343-411.
  3. จินตนา พัฒนพงศ์ธร,ศันสนีย์ เจตน์ประยุกต์. รายงานการวิจัยอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่และปัจจัยที่มีผลต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ สำนักส่งเสริมสุขภาพ กรมอนามัย 2547.
  4. Keister D, Roberts KT, Werner KL. Strategies for breastfeeding success. Am Fam Physician 2008;78:225-32.
  5. Nelson AM. A metasynthesis of qualitative breastfeeding studies. J Midwifery Womens Health 2006;51:e13-20.
  6. Largest-ever survey on situation of children and women in Thailandshows progress and challenges. UNICEF. Accessed August 25, 2009, at: http://www.unicef.org/infobycountry/media_39098.html
  7. Zembo CT.Breastfeeding. Obstet Gynecol Clin North Am 2002;29: 51-76.

 

 

 

บทความโดย รศ.นายแพทย์ภาวิน พัวพรพงษ์

 

 

 

การสร้างความสำเร็จในการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

การสร้างความสำเร็จในการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

                ในสังคมไทยปัญหาการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ยังมีมาก จากข้อมูลการสำรวจการเลี้ยงลูกของ UNICEF ในปี 2550 พบว่าอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวหกเดือนเท่ากับร้อยละ 5.41 ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ต่ำมาก การสร้างความสำเร็จในการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ต้องสร้างความตะหนักแก่สังคมโดยความร่วมมือของหลายฝ่าย โดยฝ่ายรัฐบาลควรมีนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างชัดเจนพร้อมการสื่อสารลงมาในองค์กรต่างๆ ที่มีหน้าที่ในการดูแลส่งเสริมในด้านปฏิบัติ มีการติดตามข้อมูลอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับปรุงและพัฒนารูปแบบการดำเนินการซึ่งจะนำไปสู่การเพิ่มการอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวอย่างน้อยหกเดือน ในฝ่ายเอกชนและผู้ประกอบการจะมีส่วนในด้านการสนับสนุนการลาหลังคลอดบุตรเพื่อให้แม่ให้นมลูกร่วมกับหลังแม่กลับมาทำงาน การจัดสถานที่ให้แม่สามารถมีสถานที่ในการเก็บน้ำนมระหว่างการทำงานหรือจัดสถานเลี้ยงเด็กเล็กให้แม่สามารถมาให้นมลูกระหว่างการทำงานได้ นอกจากนี้ การจัดมุมนมแม่ในสถานที่สาธารณะหรือห้างสรรพสินค้าต่างๆ เพื่อให้แม่ได้ให้นมลูกระหว่างทำกิจกรรมต่างๆ ระหว่างวันได้อย่างสะดวก

ครอบครัว เป็นส่วนที่สำคัญอีกส่วนหนึ่ง ด้วยครอบครัวไทยเป็นครอบครัวใหญ่ มีพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยายอยู่ร่วมกัน หรือแม้ไม่ได้อยู่ร่วมกันก็มีอิทธิพลอย่างมากในวิธีการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ การให้ความรู้ให้ผู้ใหญ่ในครอบครัวเข้าใจ และให้เขาเหล่านั้นมีบทบาทในการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ด้วยจะเป็นส่วนผลักดันกลไกการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในครอบครัวได้

สำหรับหน่วยงานที่ให้บริการทางการแพทย์ ถือเป็นหน่วยงานหลักที่จะให้ความรู้ คำปรึกษา คอยติดตาม ช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ในหน่วยงานนี้มีข้อแนะนำ 10 ขั้นตอนในการสร้างความสำเร็จในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่2 คือ

  1. เขียนนโยบายการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่และสื่อสารให้กับบุคลากรทางการแพทย์ทราบ
  2. ฝึกบุคลากรให้มีทักษะในการนำนโยบายมาปฏิบัติ
  3. แจ้งสตรีที่ตั้งครรภ์เกี่ยวกับประโยชน์และการดำเนินการเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
  4. ช่วยให้แม่เริ่มการให้นมภายในครึ่งชั่วโมงแรกหลังคลอด
  5. สอนคุณแม่ให้รู้วิธีการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ และรู้วิธีทำให้นมแม่ยังคงมีอย่างต่อเนื่องเมื่อจำเป็นต้องแยกจากลูก
  6. ไม่ให้น้ำหรืออาหารเสริมอื่นๆ นอกจากนมแม่ ยกเว้นมีความจำเป็นทางการแพทย์
  7. ให้แม่ได้อยู่กับลูกตลอด 24 ชั่วโมง
  8. สนับสนุนให้ลูกได้ดูดนมตามความต้องการ
  9. ไม่ให้ทารกดูดหัวนมหลอกหรือดูดนมจากขวดนม
  10. สร้างทีมสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพื่อรับส่งต่อการดูแลหลังจากแม่ได้รับอนุญาตให้กลับบ้าน

ข้อแนะนำ 10 ขั้นตอนนี้ หากหน่วยงานปฏิบัติด้วยความเข้มงวดและสม่ำเสมอ ร่วมกับความร่วมมือในภาคส่วนอื่นๆ อัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในประเทศไทยก็น่าจะสูงขึ้น

หนังสืออ้างอิง

  1. Largest-ever survey on situation of children and women in Thailandshows progress and challenges. UNICEF. [Cited August 25, 2009] Available from : http://www.unicef.org/infobycountry/media_39098.html
  2. Eglash A, Montgomery A, Wood J. Breastfeeding. Dis Mon 2008; 54:343-411.

 

 

บทความโดย รศ.นายแพทย์ภาวิน พัวพรพงษ์

 

 

นมแม่ มีประโยชน์สุด…สุด

นมแม่

 

          เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ คำถามที่มักจะถูกถามว่า วางแผนจะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ไหม? คุณแม่บางคนอาจตอบโดยไม่ต้องใช้เวลาคิดว่า “ตั้งใจ” กระบวนการการตัดสินใจนี้ขึ้นอยู่กับข้อมูลที่คุณแม่มีเกี่ยวกับประโยชน์ของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เรามาเรียนรู้ในสิ่งนี้กันเถอะ

          ประโยชน์ของนมแม่ นอกจากการมีสารอาหารที่ครบถ้วนและมีภูมิคุ้มกันโรคต่างๆ แล้ว ในเด็กที่กินนมแม่จะพบภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้น้อยกว่าเด็กที่กินนมผง1 ได้แก่

– การอักเสบของหูชั้นกลาง

– การอับเสบของกระเพาะและลำไส้

– การอับเสบของลำไส้ชนิดเนื้อตาย (necrotizing enterocolitis)

– การติดเชื้อในทางเดินหายใจส่วนล่างที่รุนแรง

– หอบหืด

– การตายของทารกเฉียบพลันโดยไม่ทราบสาเหตุ (sudden infant death syndrome)

– โรคผื่นแพ้ที่ผิวหนัง

         จะเห็นว่า เมื่อการเจ็บป่วยในทารกที่กินนมแม่พบน้อยกว่าในช่วงขวบปีแรก ค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพทารกจึงใช้น้อยกว่า ทำให้นอกจากประหยัดค่านมผงแล้ว ยังประหยัดค่ารักษาพยาบาลของทารกด้วย ส่วนผลในระยะยาวช่วยลดโอกาสการเกิด โรคอ้วน โรคเบาหวาน2และโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวในวัยเด็ก

         สำหรับผลดีที่พบในคุณแม่ที่ให้นมบุตร จะลดความเสี่ยงในการเกิดเบาหวาน มะเร็งรังไข่ และมะเร็งเต้านม3 แถมในระหว่างให้นมบุตรช่วงหกเดือนแรก หากให้นมแม่อย่างเดียว จะมีผลช่วยคุมกำเนิดได้ด้วย โดยโอกาสที่จะตั้งครรภ์มีน้อยเพียงร้อยละ 1-2

         เมื่อคุณแม่เห็นข้อดีต่างๆ มากมายเหล่านี้แล้ว น่าจะช่วยให้สามารถตอบคำถามว่า ตั้งใจจะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่หรือไม่ด้วยความมั่นใจ และจูงใจให้คุณแม่และครอบครัวมีความมุ่งมั่นในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

หนังสืออ้างอิง

  1. Eglash A, Montgomery A, Wood J. Breastfeeding. Dis Mon 2008; 54:343-411.
  2. Stuebe AM, Rich-Edwards JW, Willett WC, Manson JE, Michels KB. Duration of lactation and incidence of type 2 diabetes. JAMA 2005;294:2601-10
  3. Bernier MO, Plu-Bureau G, Bossard N, Ayzac L, Thalabard JC. Breastfeeding and risk of breast cancer: a metaanalysis of published studies. Hum Reprod Update 2000;6:374-86.

 

 

บทความโดย รศ.นายแพทย์ภาวิน พัวพรพงษ์

 

 

ดูอย่างไรว่า นมแม่มีพอ?

ดูอย่างไรว่า นมแม่มีพอ?

 

          ปัญหาสำหรับคุณแม่มือใหม่ที่พบเจอในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ การที่น้ำนมมาช้า มาน้อยและมาไม่เพียงพอ ปกติน้ำนมแม่จะเริ่มมาภายใน 24-48 ชั่วโมงหลังคลอด ซึ่งกลไกสำคัญที่ทำให้น้ำนมมาเร็วคือ การเข้าเต้าได้ถูกต้องและให้ลูกกระตุ้นดูดนมทุก 2-3 ชั่วโมง เมื่อน้ำนมมาแล้ว คุณแม่ก็มักจะวิตกกังวลว่าน้ำนมจะเพียงพอหรือไม่ จะมีวิธีในการสังเกตอย่างไร สิ่งนี้ไม่ยากเลย หากคุณแม่สังเกตลักษณะต่างๆ ที่บ่งบอกว่านมแม่มีพอ1 ดังนี้

– เต้านมคุณแม่ตึงก่อนให้นม และนิ่มหลังจากให้นมเรียบร้อยแล้ว

– ขณะที่ลูกดูดนมข้างหนึ่ง น้ำนมจะไหลออกจากเต้านมอีกข้าง

– ได้ยินเสียงกลืนน้ำนมขณะลูกดูดนม

– ลูกรู้สึกผ่อนคลายขณะดูดนมและพึงพอใจหลังดูดนม

– ระหว่างลูกดูดนม มีเวลาที่ลูกตื่น รู้สึกตัวแต่สงบ

– ให้นมได้ 8-12 ครั้งใน 24 ชั่วโมง

– ลูกปัสสาวะเกือบทุกครั้งหลังดูดนมและถ่ายหลายครั้งต่อวัน

– น้ำหนักลูกเพิ่มขึ้น 20-30 กรัมต่อวันหลังจาก 3-5 วันหลังคลอด

          ลักษณะหลายอย่างข้างต้นบ่งบอกถึงว่า น้ำนมที่ให้ลูกน่าจะเพียงพอ เมื่อคุณแม่สังเกตพบอาการต่างๆ แล้ว อยากให้มีความมั่นใจ เนื่องจากเด็กที่กินนมแม่มักจะไม่อ้วน แต่น้ำหนักขึ้นและพัฒนาการตามเกณฑ์ปกติ คุณแม่บางคนอยากให้ลูกอ้วน น่ารัก แต่การที่ลูกน้ำหนักเกินเกณฑ์ จะมีผลต่างความเจ็บป่วยในระยะยาวของลูกได้ ดังนั้น ความต้องการหรือค่านิยมผิดๆ คุณแม่และครอบครัวควรทำความเข้าใจและนึกถึงประโยชน์ของลูกเป็นหลักก่อนเสมอ

          การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่นั้น เมื่อมีน้ำนมมาแล้วและมาเพียงพอ การยิ่งกระตุ้นให้บ่อยน้ำนมยิ่งมามาก การให้ลูกดูดนมแนะนำให้ลูกดูดนมจนเกลี้ยงเต้าข้างหนึ่ง แล้วสลับมาให้อีกข้างให้เกลี้ยงเต้าเช่นกัน การให้นมจนเกลี้ยงเต้าข้างหนึ่งแล้วสลับมาให้อีกข้างจะให้เวลาการสร้างน้ำนมในข้างที่หมด และจะทำให้การสร้างน้ำนมยิ่งสร้างเร็วขึ้น การให้นมโดยมีเทคนิคถูกต้องนี้จะสร้างให้คุณแม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวอย่างน้อยหกเดือนได้ตามความตั้งใจ

 

หนังสืออ้างอิง

  1. Eglash A, Montgomery A, Wood J. Breastfeeding. Dis Mon 2008; 54:343-411.

 

 

บทความโดย รศ.นายแพทย์ภาวิน พัวพรพงษ์

 

 

อะไรคือการเข้าเต้า?

การเข้าเต้า

 

         คุณแม่และครอบครัวอาจจะเคยได้ยินบุคลากรทางการแพทย์เอ่ยถึงการเข้าเต้าในการสอนเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ คุณแม่อาจฟังไปเพลินๆ ไม่ได้ติดใจอะไร แต่เมื่อสอบถามว่า อะไรคือการเข้าเต้า คุณแม่มักอ้ำอึ้ง ไม่แน่ใจในความหมาย

         การเข้าเต้า หมายถึง การนำทารกเข้าสู่เต้านมแม่ เพื่อให้ดูดนม ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า “Latch on” โดยกลไกการเข้าเต้านั้น เริ่มตั้งแต่การนำทารกเข้าสู่เต้านมแม่ ให้การกระตุ้นด้วยสัมผัสของเต้านมกับริมฝีปากล่างก่อนซึ่งจะกระตุ้นให้ทารกอ้าปาก จากนั้นประกบเต้านมเข้ากับริมฝีปากบนเพื่อให้ทารกงับกลุ่มของหัวนมและลานหัวนมเข้าไปในปาก1 กระบวนนี้จะนำไปสู่การกระตุ้นดูดนมจากเต้านมแม่ การเข้าเต้าได้อย่างเหมาะสมจะทำให้ทารกดูดนมได้ดี อาจกล่าวได้ว่า “การเข้าเต้าเป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่” เมื่อเข้าเต้าได้แล้ว จะดูอย่างไรว่าเข้าเต้าได้อย่างเหมาะสม มีการคิดคะแนนประเมินการเข้าเต้าจากข้อมูล ลักษณะการเข้าเต้า การได้ยินเสียงกลืนน้ำนม ลักษณะหัวนม การสะดวกสบายและการอุ้มประคองทารก ดังตารางที่ 1 หรือเรียกว่า Latch score โดยใช้ตัวย่อของ LATCH มาใช้เป็นหัวข้อในการช่วยจำและให้คะแนน เพื่อทำนายความสำเร็จของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

         การให้คะแนนประเมินการเข้าเต้า หากพบว่าคะแนนที่ประเมินมากกว่า 8 จะทำนายโอกาสของความสำเร็จของระยะเวลาการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เมื่อครบหกสัปดาห์หลังได้สูงกว่า 1.7 เท่าของคุณแม่ที่ได้คะแนนต่ำกว่า2 ดังนั้น การรับรู้ข้อมูลเหล่านี้ คงจะทำให้คุณแม่เข้าใจและเตรียมตัวได้ดีในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

 

ตารางที่ 1 แสดงคะแนนการประเมินการเข้าเต้าหรือ Latch score

ตารางที่ 1 แสดงคะแนนการประเมินการเข้าเต้าหรือ Latch score

 

 

หนังสืออ้างอิง

  1. Eglash A, Montgomery A, Wood J. Breastfeeding. Dis Mon 2008; 54:343-411.
  2. Kumar SP, Mooney R, Wieser LJ, Havstad S. The LATCH scoring system and prediction of breastfeeding duration. J Hum Lact 2006; 22:391-7.

 

การเข้าเต้า

 

 

 

บทความโดย รศ.นายแพทย์ภาวิน พัวพรพงษ์