ปัจจัยระหว่างการคลอดที่เป็นอุปสรรคต่อการเริ่มการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

 รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

 เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า หากสามารถเริ่มต้นการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ภายในหนึ่งชั่วโมงแรกหลังคลอด จะเป็นผลดีต่ออัตราและระยะเวลาของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ มีคำถามว่า ปัจจัยอะไรระหว่างการคลอดที่เป็นอุปสรรคต่อการเริ่มการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ มีการศึกษาวิจัยที่ตอบคำถามนี้ โดยพบว่า การใช้ยาแก้ปวดในกลุ่มมอร์ฟีนให้แก่มารดาในระหว่างการคลอด จะลดการเริ่มการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ภายในหนึ่งชั่วโมงแรกหลังคลอดลงร้อยละ 22 การใช้หัตถการในการช่วยคลอดทางช่องคลอด ได้แก่ การใช้เครื่องดูดสุญญากาศ และการใช้คีมช่วยคลอด จะลดการเริ่มการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ภายในหนึ่งชั่วโมงแรกหลังคลอดลงร้อยละ 26 ขณะที่การผ่าตัดคลอดจะลดการเริ่มการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ภายในหนึ่งชั่วโมงแรกหลังคลอดลงร้อยละ 701 ดังนั้น จะเห็นว่าการผ่าตัดคลอดเป็นปัจจัยที่ส่งผลเสียต่อการเริ่มต้นการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่มากที่สุด การลดการผ่าตัดคลอดที่ไม่จำเป็นจึงเป็นสิ่งที่บุคลากรทางการแพทย์ควรร่วมมือรณรงค์ เพราะนอกจากจะมีส่วนช่วยในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่แล้ว ยังลดความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายกับมารดาและทารก และลดการใช้ทรัพยากรทางการแพทย์ที่ขาดความคุ้มค่าลงด้วย

เอกสารอ้างอิง     

1.        Fan HSL, Wong JYH, Fong DYT, Lok KYW, Tarrant M. Association Between Intrapartum Factors and the Time to Breastfeeding Initiation. Breastfeed Med 2020.

การที่มารดามีภาวะเครียดจากการที่ทารกต้องนอนโรงพยาบาลนานทำให้การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ลดลง

 รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

ภาวะเครียดจะมีผลกระทบต่อความรู้สึกของมารดาซึ่งจะมีผลต่อการทำงานของสมองส่วนไฮโปธาลามัส โดยจะมีปฏิกิริยาผ่านการหลั่งออกซิโตซินที่จะมีผลต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ดังนั้น เมื่อมารดามีภาวะเครียดจะส่งผลทำให้มารดาเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ลดลง มีการศึกษาว่า หากทารกนอนโรงพยาบาลนานหรือต้องนอนอยู่ที่หอทารกป่วยวิกฤตจะส่งผลต่อภาวะเครียดของมารดาและการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างไร ซึ่งผลจากการศึกษาพบว่า มารดาที่มีทารกนอนโรงพยาบาลนานหรือต้องนอนอยู่ที่หอทารกป่วยวิกฤตจะมีภาวะเครียดสูงกว่ามารดาหลังคลอดปกติ ซึ่งจะมีความสัมพันธ์กับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ลดลง1 ดังนั้น การให้การดูแลทางด้านจิตใจแก่มารดาและครอบครัวที่มีทารกนอนโรงพยาบาลนานหรือต้องนอนอยู่ที่หอทารกป่วยวิกฤตจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น ซึ่งจะช่วยให้มารดาลดภาวะเครียดที่จะส่งผลเสียต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้

เอกสารอ้างอิง          

1.        Foligno S, Finocchi A, Brindisi G, et al. Evaluation of Mother’s Stress during Hospitalization Can Influence the Breastfeeding Rate. Experience in Intensive and Non Intensive Departments. Int J Environ Res Public Health 2020;17.

อารมณ์ความรู้สึกที่ไม่ดีของมารดาระหว่างการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

 รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

แม้ว่าในระหว่างการให้นมลูกมารดาจะมีความรู้สึกที่ดีต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ โดยจากการศึกษาพบร้อยละ 62 ซึ่งจะมีอารมณ์ความรู้สึกของการเป็นแม่ มีความรู้สึกรักและผูกพันระหว่างมารดาและทารก แต่ในรายที่มีความยากลำบากในระหว่างการให้นมลูกจะพบอารมณ์ความรู้สึกที่ไม่ดีเกิดขึ้นได้ โดยพบความรู้สึกเจ็บหัวนมร้อยละ 8 ความรู้สึกเป็นภาระที่ต้องดูแลทารกร้อยละ 6 ความรู้สึกว่าล้มเหลวในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ร้อยละ 11 ซึ่งในรายเหล่านี้ จะมีความเสี่ยงที่จะเปลี่ยนไปเลี้ยงลูกด้วยนมผงดัดแปลงสำหรับทารกสูงขึ้น1 ดังนั้น บุคลากรทางการแพทย์ควรจะดูแลและติดตามมารดากลุ่มนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อให้การสนับสนุนและให้คำปรึกษาที่เหมาะสม ซึ่งจะช่วยเพิ่มให้มารดามีการคงการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้ดีขึ้น       

เอกสารอ้างอิง

1.        Gianni ML, Lanzani M, Consales A, et al. Exploring the Emotional Breastfeeding Experience of First-Time Mothers: Implications for Healthcare Support. Front Pediatr 2020;8:199.

การตรวจยืนยันการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

การรายงานการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว ส่วนใหญ่จะได้ข้อมูลจากความจำของมารดาเป็นหลัก ซึ่งข้อจำกัดจะขึ้นอยู่กับความจำและความยาวนานของระยะเวลาในการฟื้นความทรงจำ ทำให้ความน่าเชื่อถือจึงมีน้อย โดยความน่าเชื่อถือจะดีขึ้นหากมีการเก็บข้อมูลไปข้างหน้าและประกอบกับการมีการจดบันทึกข้อมูลที่ชัดเจน สำหรับการตรวจยืนยันการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์จึงมีความน่าสนใจ โดยมีความพยายามที่จะตรวจการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวด้วยการให้มารดาดื่มสารกรัมมันตรังสีขนาดต่ำที่จะผ่านไปยังนมแม่ แล้วไปตรวจยืนยันจำนวนที่ผ่านไปยังทารกเพื่อตรวจยืนยันการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว นอกจากนี้ ปัจจุบันยังมีการใช้การตรวจคาร์โบไฮเดรตในอุจจาระของทารกโดยการตรวจโมโนแซกคาไรด์และโอลิโกแซกคาไรด์ที่ทารกอายุสองเดือนและห้าเดือน1 ซึ่งผลจากงานวิจัยมีความน่าเชื่อถือ ดังนั้นจึงอาจใช้เป็นทางเลือกหนึ่งในการตรวจสอบยืนยันการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวสำหรับการที่ต้องการศึกษาวิจัยที่ต้องการหลักฐานยืนยันที่น่าเชื่อถือ

เอกสารอ้างอิง

1.            Ranque CL, Stroble C, Amicucci MJ, et al. Examination of Carbohydrate Products in Feces Reveals Potential Biomarkers Distinguishing Exclusive and Nonexclusive Breastfeeding Practices in Infants. J Nutr 2020;150:1051-7.

การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในสามวันแรกทำนายการหยุดการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในระยะแรกได้

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

การเริ่มการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้เร็วจะช่วยเพิ่มอัตราและระยะเวลาในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ซึ่งมักจะมีคำกล่าวที่ว่า การเริ่มต้นที่ดีมักจะมีผลลัพธ์ที่ดีตามมาด้วย รวมถึงในเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ก็เช่นกัน มีการตั้งสมมติฐานว่า การเริ่มต้นการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในช่วงสามวันแรกหลังคลอดมีความสัมพันธ์กับผลของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว และได้มีการศึกษาในประเทศบังคลาเทศพบว่า การเริ่มต้นการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในสามวันแรกหลังคลอดสามารถทำนายการหยุดการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในระยะแรกได้1 ดังนั้น สิ่งนี้เป็นการเน้นย้ำให้บุคลากรทางการแพทย์ใส่ใจในการดูแลการเริ่มต้นการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ตั้งแต่ในระยะแรกหลังคลอดที่มารดาและทารกอยู่ที่โรงพยาบาล ซึ่งหากสามารถสนับสนุนให้มารดาเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวสำเร็จ โอกาสที่มารดาจะสามารถประสบความสำเร็จในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ก็จะเพิ่มขึ้น

เอกสารอ้างอิง

1.            Raihan MJ, Choudhury N, Haque MA, Farzana FD, Ali M, Ahmed T. Feeding during the first 3 days after birth other than breast milk is associated with early cessation of exclusive breastfeeding. Matern Child Nutr 2020:e12971.

แหล่งความรู้ เกี่ยวกับสูติ-นรีเวช (Obstetrics-Gynecology)