การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่กับการวิจัย:จากงานประจำสู่งานวิจัยเพื่อรับใช้สังคม ตอนที่ 3

ศ.ดร.สุสัณหา ยิ้มแย้ม

การเขียนวัตถุประสงค์ คำถาม และสมมุติฐานของการวิจัย

วัตถุประสงค์ของการวิจัย (research objective):  เป็นข้อความที่ระบุทิศทางของการแสวงหาความรู้และบอกภาพรวมของเป้าหมายที่ผู้วิจัยต้องการบรรลุ ซึ่งการเขียนวัตถุประสงค์ของการวิจัยต้องบ่งบอกถึงพฤติกรรมที่ผู้วิจัยจะดำเนินการกับตัวแปรที่เป็นสถานการณ์ที่จะศึกษา

คำถามการวิจัย (research question) เป็นคำถามที่ผู้วิจัยตั้ง ควรสอดคล้องกับสถานการณ์ปัญหาการวิจัยและวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้  ลักษณะคำถามการวิจัย ต้องเฉพาะเจาะจง (specific) สั้น (short) ชัดเจน (clear) คม (sharp) ไม่มีอคติ (non-bias) สิ่งสำคัญต้องเป็นประโยคคำถาม มีการระบุตัวแปรและประชากรที่ศึกษา และสามารถทำวิจัยเพื่อตอบปัญหาได้ โดยผลที่ได้จากการวิจัยต้องเป็นประโยชน์

สมมุติฐานการวิจัย (hypothesis): เป็นข้อความเขียนถึงผลการวิจัย ที่ผู้วิจัยคาดว่าจะได้รับ  จุดมุ่งหมายที่สำคัญในการตั้งสมมุติฐาน เป็นการเชื่อมโยงระหว่างทฤษฎีกับสถานการณ์จริงที่สังเกต เป็นการขยายขอบความรู้ ซึ่งเป็นการอนุมานมาจากทฤษฎี ช่วยชี้ทิศทางของการทำวิจัยให้ชัดเจน 

การกำหนดตัวแปรในการวิจัย: การกำหนดตัวแปรที่ดีจะนำไปสู่การสร้างเครื่องมือวัด และวิธีการวัดตัวแปรนั้น ๆ อย่างถูกต้องเหมาะสม  ซึ่งตัวแปรในการวิจัย เป็นคุณสมบัติหรือคุณลักษณะของบุคคลหรือสถานการณ์หรือมโนทัศน์ ที่ต้องการศึกษาที่แปรค่าได้ การเลือกตัวแปรที่เหมาะสมจะนำไปสู่การวิเคราะห์ผลได้ดีและส่งเสริมความน่าเชื่อถือของงานวิจัย

               โดยสรุปแล้วงานวิจัยเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เป็นการพัฒนางานประจำสู่งานวิจัยที่น่าท้าทาย และไม่น่ายากจนเกินไป หากนักวิจัยและบุคลากรสุขภาพทุกท่านที่มีความมุ่งมั่นในการพัฒนางานประจำเพื่อแก้ไขปัญหาในการทำงาน ให้มีการเปลี่ยนแปลงไปในการทางที่ดียิ่งขึ้น อันจะส่งผลทั้งตัวผู้วิจัย องค์กรหรือหน่วยงาน ผู้รับบริการ และสังคมในวงกว้างต่อไป  ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่างานวิจัยเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เป็นงานวิจัยที่พัฒนามาจากงานประจำสู่งานวิชาการรับใช้สังคมที่ตอบสนองตามนโยบาย Thailand 4.0 ของรัฐบาล

 

ที่มาจาก การบรรยายและหนังสือประกอบการประชุมวิชาการนมแม่แห่งชาติครั้งที่ 6 ในวันที่ 8-10 พฤศจิกายน 2560 ณ โรงแรมมณเฑียร ริเวอร์ไซด์

 

การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่กับการวิจัย:จากงานประจำสู่งานวิจัยเพื่อรับใช้สังคม ตอนที่ 2

ศ.ดร.สุสัณหา ยิ้มแย้ม

แนวทางในการพัฒนาหัวข้องานวิจัยการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

การพัฒนาหัวข้อ/โจทย์ในการวิจัย

           ในการพัฒนาโจทย์วิจัยอาจจะเริ่มจากปัญหา/คำถามวิจัยที่ได้จากงานประจำที่รับผิดชอบดำเนินการอยู่ และต้องการจะแก้ไขปัญหาหรือพัฒนาต่อยอดหรือขยายผลงานที่ทำอยู่  โดยใช้กระบวนการหาคำตอบด้วยวิธีการที่น่าเชื่อถือ เพื่อใช้ตัดสินใจในการพัฒนาคนและพัฒนางานในระบบสุขภาพ  ทั้งนี้งานวิจัยนั้นจะต้องมีคุณลักษณะดังนี้

  • เป็นงานอิสระทางวิชาการและสามารถประยุกต์ใช้กับงานประจำ
  • เป็นเครื่องมือในการเปิดแนวคิดใหม่ๆ ในการทำงาน
  • ช่วยผู้ปฏิบัติงานในการสร้างความรู้และสามารถย้อนกลับมาช่วยงานประจำที่ทำอยู่
  • ไม่ควรยึดติดรูปแบบการวิจัย แต่ควรถูกต้องตามหลักวิชาการ
  • ไม่จำเป็นต้องได้องค์ความรู้ใหม่ทั้งหมด แต่เป็นการค้นหาวิธีการพื่อประยุกต์ใช้ในบริบทของผู้วิจัย
  • เป็นเครื่องมือการพัฒนาคนให้รู้จักพัฒนาฐานข้อมูล ใช้ข้อมูล และสามารถคิดเชิงระบบ
  • เป็นเครื่องมือในการสร้างเสริมศักยภาพทำให้เข้าใจสภาพแวดล้อมที่รอบตัวมากขึ้น
  • ช่วยสร้างระบบพี่เลี้ยงในการทำวิจัย และเอื้อเฟื้อกันในการทำงานระหว่างนักวิชาการและผู้ปฏิบัติงานโดยตรง
  • สามารถนำไปตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานเพื่อทำให้ผู้อื่นร่วมเรียนรู้ได้

การพัฒนาหัวข้อวิจัยและทำให้ปัญหาการวิจัยมีความชัดเจนนั้น มีขั้นตอนดังนี้

  1. เลือกประเด็นที่สนใจ อาจจะใช้จินตนาการ และลองเขียนแผนผังความคิด ซึ่งอาจจะเป็นหัวข้อกว้างๆ(general idea) ที่ยังไม่ชัดเจน ไม่เป็นรูปธรรม โดยไม่ต้องวิพากษ์ วิจารณ์ใด ๆ ในครั้งแรก พยายามให้ความคิดพรั่งพรู หลั่งไหลออกมาก่อน หลังจากนั้นค่อยมาพิจารณาคัดเลือก โดยใช้หลักการดังนี้
  • ความสนใจของผู้วิจัยที่ส่งผลต่อแรงจูงใจที่จะทำ
  • ความแปลกใหม่ ไม่ซ้ำซ้อน เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ /ต่อยอด
  • ปัญหามีความสำคัญ/ประโยชน์ต่อพัฒนางานด้านสุขภาพในหน่วยงาน ชุมชน สังคมและประเทศชาติ
  • เป็นคำถามที่สามารถหาคำตอบได้โดยใช้กระบวนการวิจัยได้
  • มีความเหมาะสมและเป็นไปได้ในการทำวิจัย โดยคำนึงถึงระยะเวลาที่ศึกษา และกลุ่มเป้าหมาย อุปกรณ์ เครื่องมือ และสิ่งสนับสนุนต่าง ๆ ความร่วมมือจากบุคคลอื่นและหน่วยงาน งบประมาณ แหล่งสนับสนุน จริยธรรม คุณธรรม และค่านิยม ประสบการณ์และความชำนาญของผู้วิจัย
  1. ปรับหัวข้อที่กว้าง ให้แคบลง เป็นหัวข้อที่เฉพาะเจาะจง (specific topic) เพื่อนำไปสู่ปัญหาที่ทำวิจัยได้ โดยการตั้งถามว่า 5 W (Why, Who, What, Where, When) และ 1 H (How) ดังนี้
  • ทำไม (Why) ทำไมต้องศึกษาเรื่องนี้
  • ใคร (Who) ที่มีปัญหาหรือเป็นกลุ่มที่ต้องการการแก้ไขปัญหาหรือปรับปรุง
  • อะไร (What) เป็นปัจจัยที่เป็นสาเหตุหรือมีอิทธิพล หรืออะไรผลที่ตามมา
  • ที่ไหน (Where) ควรวิจัยหรือศึกษาเรื่องนี้ที่ไหน
  • เมื่อไหร่ (When) ควรวิจัยหรือศึกษาเรื่องนี้เมื่อไหร่
  • อย่างไร (How) วิธีการดำเนินงานวิจัยเป็นอย่างไร
  1. ศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับหัวข้อที่สนใจ เพื่อให้ชัดเจนเกี่ยวกับความรู้ของหัวข้อนั้น เพื่อหาช่องว่างขององค์ความรู้ที่สนใจ และตั้งคำถามการวิจัยให้ชัดเจน
  2. เขียนปัญหาการวิจัยที่ชัดเจนรวมทั้งข้อมูลสนับสนุน โดยการเริ่มเขียนปัญหาการวิจัย อาจเป็นเพียง 2-3 ประโยคก่อน แล้วจึงขยายความเป็น “ความสำคัญและความเป็นมาของปัญหา” ที่มีประกอบด้วยสาระสำคัญดังนี้ ความสำคัญของปัญหา (significant of problem) ภูมิหลัง (background) สถานการณ์ของปัญหาในปัจจุบัน และวิธีการดำเนินการศึกษาประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
  3. ประเมินปัญหาการวิจัย ตามหลักการกำหนดปัญหาการวิจัย เพื่อพิจารณาคัดเลือกประเด็นที่สนใจซึ่งอาจจะมีหลายประเด็น ให้เหลือประเด็นที่เหมาะสมและมีความเป็นไปได้ในการทำวิจัย โดยใช้หลักเกณฑ์ในการพิจารณาดังนี้ ประเมินเช่นเดียวกันกับการเลือกหัวข้อวิจัย

ที่มาจาก การบรรยายและหนังสือประกอบการประชุมวิชาการนมแม่แห่งชาติครั้งที่ 6 ในวันที่ 8-10 พฤศจิกายน 2560 ณ โรงแรมมณเฑียร ริเวอร์ไซด์

 

การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่กับการวิจัย:จากงานประจำสู่งานวิจัยเพื่อรับใช้สังคม ตอนที่ 1

ศ.ดร.สุสัณหา ยิ้มแย้ม

                 การวิจัยเป็นสิ่งที่อยู่รอบตัว ซึ่งไม่ใช่เป็นเรื่องที่ยุ่งยากอย่างที่บางคนคิด  หากเราได้เรียนรู้ เข้าใจ และได้ทดลองนำมาใช้ ในทางตรงกันข้ามการวิจัยช่วยให้ทำงานประจำได้อย่างสนุก ไม่น่าเบื่อกับการงานที่ซ้ำซากแต่ไม่ได้ผลเท่าที่ควร  หากเพียงแต่เรารู้สังเกต ตั้งคำถาม และค้นหาคำตอบ โดยการมีมุมมองใหม่ที่ผ่านกระบวนการคิดไตร่ตรองอย่างรอบด้านและมีวิจารณญาณ รวมทั้งมีการค้นหาวิธีใหม่มาทดลองใช้ในการแก้ไขสถานการณ์ปัญหากับงานประจำที่เราต้องเผชิญทุกวัน เราก็จะพบว่างานวิจัยเป็นเรื่องที่น่าสนใจและท้าทายให้คนเราเผชิญสถานการณ์ รวมทั้งแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในการทำงานได้อย่างมีเหตุมีผล มีระบบระเบียบ เกิดการพัฒนางานให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลได้อย่างกว้างขวางทั้งในประโยชน์ในส่วนตัว องค์กร/หน่วยงาน และสังคมโดยรวม 

             การทำวิจัยจากงานประจำ (routine to research) หมายถึง กระบวนการแสวงหาความรู้ด้วยวิธีการอย่างเป็นระบบของผู้ปฏิบัติงานประจำในการแก้ปัญหาและพัฒนางานที่รับผิดชอบดำเนินการอยู่ตามปกติ โดยมีผลลัพธ์เป็นการพัฒนาตนเองและเพื่อนร่วมงาน อันส่งผลกระทบในการบรรลุเป้าประสงค์สูงสุดขององค์กร  การพิจารณาว่างานวิจัยที่ถือว่าพัฒนามาจากงานประจำนั้น อาจต้องพิจารณาจากโจทย์วิจัย ผู้ทำวิจัย ผลลัพธ์ของการวิจัยและการนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ ดังนี้

  • “โจทย์วิจัย” ต้องมาจากงานประจำเป็นการแก้ปัญหา/พัฒนางานประจำ
  • “ผู้ทำวิจัย” ต้องเป็นผู้ทำงานประจำ มีบทบาทหลักของการวิจัย
  • “ผลลัพธ์ของการวิจัย” ต้องวัดที่ผลต่อตัวผู้ป่วยหรือบริการที่มีผลต่อผู้ป่วยโดยตรง ไม่ใช่วัดที่ตัวชี้วัดทุติยภูมิเท่านั้น เช่น ระดับสารต่าง ๆ ในร่างกาย/ผลการตรวจพิเศษต่าง ๆ
  • “การนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์” ต้องมีผลต่อเปลี่ยนแปลงการให้บริการผู้ป่วยโดยตรงหรือต่อการจัดบริการผู้รับบริการ

ที่มาจาก การบรรยายและหนังสือประกอบการประชุมวิชาการนมแม่แห่งชาติครั้งที่ 6 ในวันที่ 8-10 พฤศจิกายน 2560 ณ โรงแรมมณเฑียร ริเวอร์ไซด์

การปรับพฤติกรรมทางสังคม ในโครงการไม่ให้น้ำแก่ทารกแรกเกิด ประสบการณ์จากประเทศเวียดนาม

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

                    ประเทศเวียดนามนั้น ก่อนหน้าที่จะมีการรณรงค์ด้วยการโฆษณาทางสื่อทีวี อัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวหกเดือนต่ำ แล้วทำไมจึงเกิดโครงการการรณรงค์ไม่ให้น้ำแก่ทารกโดยการโฆษณาทางสื่อทีวี เรื่องนี้ได้มีข้อมูลมาจากฐานการวิจัยว่า การที่อัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวหกเดือนต่ำเนื่องมาจากปัจจัยที่มารดาให้น้ำแก่ทารก โดยที่แนวทางที่จะแก้ไขก็คือ การให้ความรู้แก่มารดา และจากฐานข้อมูลจากการวิจัยเช่นกัน พบว่าสื่อทางทีวีมีผลต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชนได้มากและประชาชนยังเข้าถึงสื่อนี้ได้เป็นอย่างดี ดังนั้น โครงการไม่ให้น้ำแก่ทารก เพื่อที่จะช่วยให้ทารกได้กินเฉพาะนมแม่หกเดือนจึงเกิดขึ้น โดยขั้นตอนของการดำเนินที่จะนำสู่ความสำเร็จ ประกอบด้วย

  1. การดำเนินที่เป็นขั้นเป็นตอน โดยการดำเนินงานตามขั้นตอนที่มีการพิสูจน์แล้วว่าได้ผล
  • การวิเคราะห์ปัญหา (analyzing)
  • การวางแผนจัดการ (designing)
  • การพัฒนาการดำเนิน (developing)
  • การทดสอบก่อนการปฏิบัติจริง (pretesting)
  • การนำสู่การปฏิบัติจริง (launching)
  • การติดตามประเมินผล (monitoring)
  1. มีการใช้ข้อมูลจากการวิเคราะห์วิจัยที่จะเสาะหา “สิ่งเล็ก ๆ ที่เพียงกระทำจะส่งผลต่อพฤติกรรมในวงกว้าง”
  2. จุดเน้นของการเปลี่ยนแปลงคือ การขยับแรงขับเคลื่อนที่ส่งผลต่อพฤติกรรม ซึ่งรูปแบบการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมจากสื่อโฆษณาการไม่ให้น้ำ โดยการสื่อสารว่าไม่มีความจำเป็นต้องให้น้ำแก่ทารกในช่วงหกเดือนแรกเพราะจะทำให้ลูกได้รับนมแม่น้อยลง ทำให้ได้รับประโยชน์จากแร่ธาตุและสารอาหารต่าง ๆ จากนมแม่น้อยลง ผ่านตัวละครที่เป็นทารกที่น่ารักที่จะนำไปสู่การติดตา จดจำ และระลึกถึงได้เมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่ต้องมีการให้นมลูก แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมสามารถเกิดการปรับเปลี่ยนได้รวดเร็วกว่าที่คิดหรือจินตนาการไว้ โดยอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวหกเดือนเพิ่มขึ้นราวสองเท่าหลังจากมีการสื่อโฆษณาไม่ให้น้ำทางทีวีได้แพร่ภาพ ออกไปในระยะเวลาอันสั้น
  3. ความถี่บ่อยและช่วงเวลาของการเผยแพร่สื่อ มีความสำคัญ จากข้อมูลพบว่าการที่จะให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้นั้น ต้องมีการได้รับสื่อในความถี่ที่พอเหมาะ ซึ่งช่วงเวลาที่เหมาะสมที่มารดาและครอบครัวจะได้รับสื่อพบว่าเป็นช่วงเวลาที่ค่าสื่อโฆษณามีอัตราสูง แต่เมื่อคำนึงถึงผลสำเร็จก็มีความคุ้มค่าและน่าลงทุน

                   สรุปแล้ว โครงการไม่ให้น้ำแก่ทารกเพื่อสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวหกเดือนให้เพิ่มขึ้นของประเทศเวียดนามประสบความสำเร็จจากพื้นฐานการสำรวจวิจัยบนฐานข้อมูล มีการดำเนินการอย่างเป็นระบบ ประกอบกับการลงทุนที่คำนึงความคุ้มค่าเมื่อมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม จึงน่าจะนำมาเป็นแบบอย่างในการรณรงค์เพื่อขับเคลื่อนการสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในประเทศไทยด้วย ซึ่งต้องอยู่บนพื้นฐานของการดำเนินงานบนฐานข้อมูลและการทำงานที่เป็นระบบอย่างมีมาตรฐานเช่นกัน

ที่มาจาก การบรรยายของ Ms. Phan Hong Linh และหนังสือประกอบการประชุมวิชาการนมแม่แห่งชาติครั้งที่ 6 ในวันที่ 8-10 พฤศจิกายน 2560 ณ โรงแรมมณเฑียร ริเวอร์ไซด์

การใช้สารเสพติดกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

พญ.ริชาพรรณ ชูแกล้ว

               ปัญหาการใช้สารเสพติดเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในสตรีวัยเจริญพันธุ์ ซึ่งสารเสพติดมีทั้งที่ถูกและผิดกฎหมาย สารเสพติดที่ถูกกฎหมาย ได้แก่ สุรา และบุหรี่ สารเสพติดที่ผิดกฎหมาย ได้แก่ อนุพันธ์ฝิ่น สารกระตุ้น และกัญชา ข้อแนะนำสำหรับมารดาที่ใช้สารเสพติดนั้นคือ การละเว้นหรืองดการใช้สารเสพติดเมื่อทราบว่าตั้งครรภ์รวมถึงระหว่างการให้นมบุตร แต่ในสตรีบางรายที่ยังคงมีการใช้สารเสพติดอยู่ในระหว่างการตั้งครรภ์ เมื่อคลอดบุตรแล้ว จะมีความวิตกกังวลว่าจะสามารถให้นมลูกได้หรือไม่ และส่วนใหญ่จะได้รับคำแนะนำให้งดการให้นมบุตร ซึ่งข้อมูลและหลักฐานในเชิงประจักษ์สำหรับการใช้สารเสพติด การผ่านของสารเสพติดเข้าสู่น้ำนม และอันตรายที่จะเกิดกับทารกยังขาดข้อมูลและความชัดเจน เนื่องจากในงานวิจัยที่ศึกษามักมีตัวแปรของการใช้ยาในระหว่างการตั้งครรภ์ และโรคอื่น ๆ ของมารดาที่ใช้สารเสพติด นอกจากนี้ความเสี่ยงยังขึ้นอยู่กับชนิด ปริมาณ และช่วงระยะเวลาห่างจากการใช้สารเสพติดกับการที่ทารกกินนมแม่ ดังนั้น การให้คำแนะนำในการจะตัดสินใจเลือกให้ทารกกินนมแม่หรือใช้นมผงดัดแปลงสำหรับทารก ควรพิจารณาเป็นราย ๆ ไป โดยชั่งน้ำหนักถึงประโยชน์ที่จะได้รับจากการกินนมแม่เทียบกับความเสี่ยงหรืออันตรายที่จะเกิดกับทารกที่จะได้รับสารเสพติด ตัวอย่างข้อแนะนำในการใช้สารเสพติดในระหว่างการให้นมบุตร ได้แก่

  • สารเสพติดจำพวกอนุพันธ์ฝิ่น ได้แก่ เฮโลอีน มารดาควรได้รับการรักษาระหว่างการตั้งครรภ์โดยใช้ยาเมธาโดน (methadone) ซึ่งมีข้อมูลหลักฐานว่าปลอดภัยและคุ้มค่าในการที่จะเลือกให้นมแม่
  • กัญชา จะมีผลต่อระบบประสาท หากทารกได้รับในระหว่างที่มีการพัฒนาของระบบประสาทของทารก แต่ในระหว่างการให้นมบุตรนั้น กัญชาจะมีผลทำให้มารดาง่วงซึมและส่งผลต่อประสิทธิภาพในการดูแลทารกมากกว่าอันตรายที่จะเกิดกับทารกโดยตรง
  • แอลกอฮอล์ ระดับแอลกอฮอล์ในกระแสเลือดจะใกล้เคียงกับในน้ำนม แนะนำให้หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ในระหว่างให้นมบุตร แต่หากมารดาได้ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ไม่เกิน 2 ดื่มมาตรฐาน (ปริมาณใกล้เคียงกับการกินเบียร์ 2 กระป๋อง) ควรเว้นระยะห่างจากการให้นม 2 ชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายกำจัดแอลกอฮอล์ออกไป ซึ่งพบว่า ทารกที่กินนมแม่หลังการเว้นระยะการให้นมบุตร ไม่พบว่ามีอันตรายหรือความเสี่ยงใด ๆ ที่เกิดแก่ทารก
  • บุหรี่ ในมารดาที่สูบบุหรี่ ควรเปลี่ยนไปใช้ยาที่ใช้ในการรักษาการติดบุหรี่ ซึ่งพบว่ามีความปลอดภัยเมื่อใช้ในระหว่างการให้นมบุตร
  • สารกระตุ้น เช่น ยาบ้า ควรเว้นช่วงการให้นมบุตรอย่างน้อย 24 ชั่วโมงจากการใช้ครั้งสุดท้าย เนื่องจากยาจะอยู่ในร่างกายมารดาได้นานกว่า อย่างไรก็ตาม การเว้นระยะของการให้นมบุตรนั้นยังขึ้นอยู่กับปริมาณสารเสพติดที่ได้รับด้วย

ที่มาจาก การบรรยายและหนังสือประกอบการประชุมวิชาการนมแม่แห่งชาติครั้งที่ 6 ในวันที่ 8-10 พฤศจิกายน 2560 ณ โรงแรมมณเฑียร ริเวอร์ไซด์

แหล่งความรู้ เกี่ยวกับสูติ-นรีเวช (Obstetrics-Gynecology)