มารดาที่เป็นเบาหวานมักต้องให้นมผงเสริมแก่ทารกหลังคลอด

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

                หากมารดาเป็นเบาหวาน มักพบภาวะแทรกซ้อนระหว่างการตั้งครรภ์และหลังคลอดเพิ่มขึ้น ได้แก่ ทารกตัวโต คลอดยาก มีการใช้หัตถการและผ่าตัดคลอดบ่อยขึ้น ตกเลือดหลังคลอดพบมากขึ้น โดยหากพบมีความเสื่อมของหลอดเลือดร่วมด้วย จะพบความพิการของทารก ทารกน้ำหนักตัวน้อย ภาวะน้ำคร่ำมาก ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นอุปสรรคในการเริ่มต้นการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ นอกจากนี้ การหลั่งอินซุลินที่เพิ่มขึ้น ยังมีผลทำให้น้ำนมมาช้า จากภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้ ทำให้ทารกมีโอกาสที่จะต้องย้ายไปดูแลที่หอทารกป่วยวิกฤติเพิ่มขึ้น โอกาสที่ทารกที่ได้นมผงเสริมในระยะแรกหลังคลอดจึงมีสูง มารดาเหล่านี้จึงถือเป็นกลุ่มเสี่ยงกลุ่มหนึ่งที่จะไม่ได้ให้ลูกกินนมแม่หรือหยุดการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ก่อนเวลาอันควร ดังนั้น บุคลากรทางการแพทย์ควรให้คำปรึกษาและดูแลมารดาอย่างใกล้ชิด ไม่หมดหวังที่จะเริ่มต้นการกินนมแม่ใหม่แม้หลังจากทารกกินนมผงไปแล้ว รวมทั้งช่วยประคับประคองติดตามดูแลสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างต่อเนื่อง1 ให้มารดามีความเชื่อมั่นในตนเองว่าสามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้ ซึ่งถือเป็นความท้าทายที่บุคลากรทางการแพทย์ต้องเผชิญในการปกป้อง ส่งเสริม และสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

เอกสารอ้างอิง

  1. Cordero L, Stenger MR, Landon MB, Nankervis CA. In-hospital formula supplementation and breastfeeding initiation in infants born to women with pregestational diabetes mellitus. J Neonatal Perinatal Med 2019.

มารดาที่อายุน้อยมักมีอุปสรรคในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

                เมื่อพูดถึงมารดาที่อายุน้อย กลุ่มที่พบปัญหาเพิ่มขึ้นในปัจจุบัน ได้แก่ มารดาวัยรุ่น ซึ่งการตั้งครรภ์ในมารดาวัยรุ่นนั้นพบมีภาวะแทรกซ้อนสูง โดยภาวะแทรกซ้อนที่พบ ได้แก่ การตั้งครรภ์หลังการพยายามทำแท้ง การคลอดก่อนกำหนด ทารกมีน้ำหนักตัวน้อย โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่อาจมีผลเสียต่อทารก การใช้ยาเสพติด การใช้ความรุนแรงในครอบครัว การมีภาวะเครียดของมารดาในระหว่างการตั้งครรภ์และหลังคลอด ซึ่งหากจัดกลุ่มปัญหาอาจมองภาพเป็นกลุ่มได้ดังนี้

  • ปัญหาความพร้อมทางร่างกาย หากมารดาตั้งครรภ์อายุน้อยมาก (โดยทั่วไปต่ำกว่า 13 ปี) มารดามักมีปัญหาด้านสรีรวิทยาที่ยังไม่มีความพร้อมในด้านรูปร่างที่จะมีพัฒนาการเพื่อรองรับการคลอด ทำให้มีโอกาสที่จะได้รับการผ่าตัด คลอดสูง
  • ปัญหาทางด้านจิตใจ มารดาวัยรุ่นมักมีการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ได้ง่าย ขาดความมั่นคงทางอารมณ์ การตั้งครรภ์และการคลอดถือเป็นประสบการณ์ครั้งใหญ่ที่สร้างภาวะเครียดให้กับมารดา
  • ปัญหาทางด้านสังคม มารดาวัยรุ่นมักมีการตั้งครรภ์ในวัยเรียน มารดายังขาดความรู้และขาดการวางแผนที่จะมีบุตร มีความวิตกกังวลเรื่องการถูกมองไม่ดี อาจมีปัญหาเรื่องการใช้ความรุนแรงในครอบครัว ปัญหายาเสพติด ปัญหาการถูกข่มขืน ซึ่งล้วนแล้วแต่สร้างภาวะเครียดให้แก่มารดา
  • ปัญหาทางด้านเศรษฐานะ มารดามักยังไม่ได้อยู่ในวัยทำงาน ทำให้ไม่ดีรายได้ ขาดการดูแลตนเอง ขาดการบำรุงครรภ์และดูแลทารกอย่างเหมาะสมหลังการคลอด จึงมักส่งผลเสียต่อทั้งสุขภาพของมารดาและทารกและเพิ่มความเสี่ยงจากการตั้งครรภ์และการคลอด

           จากปัญหาที่กล่าวมาในข้างต้นในมารดาอายุน้อย บุคลากรทางการแพทย์จะเห็นว่าปัญหาหรืออุปสรรคของมารดาอายุน้อยมีในหลากหลายด้านและหลายระดับ1 การทำความเข้าใจกับความคิดและรู้สึกของมารดากับปัญหาที่ต้องเผชิญในหลายด้านจะทำให้สามารถให้คำปรึกษาได้อย่างเหมาะสมโดยควรมีการติดตามอย่างต่อเนื่องในมารดากลุ่มนี้ เนื่องจากปัญหาหรืออุปสรรคต่าง ๆ ที่มารดาพบจะนำไปสู่การหยุดการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ก่อนเวลาอันควร ซึ่งเป็นผลเสียต่อสุขภาวะของประชากรของประเทศรวมถึงเพิ่มภาระของค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้ในการดูแลสุขภาพในอนาคต

เอกสารอ้างอิง

  1. Chopel A, Soto D, Joiner B, et al. Multilevel Factors Influencing Young Mothers’ Breastfeeding: A Qualitative CBPR Study. J Hum Lact 2019;35:301-17.

 

 

การจัดการให้คำปรึกษาทางสื่อสังคมออนไลน์ช่วยการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

                ปัจจุบัน การให้มารดานอนพักอยู่ที่โรงพยาบาลหลังจากการคลอดบุตรจะเป็นช่วงเวลาที่สั้น โดยทั่วไปจะเป็น 1-2 วัน หากมารดาและทารกปกติ ก็จะได้รับการอนุญาตให้กลับบ้าน ซึ่งในมารดาครรภ์แรกหรือมารดาที่ขาดประสบการณ์ในการให้นมลูกจะได้รับการฝึกให้นมลูก แต่ช่วงเวลาที่ฝึกยังสั้น อาจขาดความมั่นใจในตนเองว่าจะสามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้หรือไม่ ดังนั้น การให้การสนับสนุนและให้คำปรึกษามารดาหลังจากที่กลับไปอยู่ที่บ้านแล้วจึงมีความสำคัญ สำหรับรูปแบบการให้การสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่หลังจากมารดากลับไปอยู่ที่บ้านแล้ว อาจทำโดยการมีบุคลากรทางการแพทย์ไปเยี่ยมบ้าน หรืออาจมีการนัดติดตามมาฝึกปฏิบัติเพิ่มเติมที่คลินิกนมแม่เพื่อให้มารดามีความมั่นใจในการให้นมลูกดีขึ้น อย่างไรก็ตาม มีการพัฒนารูปแบบการให้คำปรึกษามารดาผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์มากขึ้น ซึ่งจากการศึกษาพบว่า การจัดระบบให้มีการให้คำปรึกษาเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ทางสื่อสังคมออนไลน์จะช่วยให้มารดามีอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวเพิ่มขึ้นและระยะเวลาการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ยาวนานขึ้นได้1

เอกสารอ้างอิง

  1. Cavalcanti DS, Cabral CS, de Toledo Vianna RP, Osorio MM. Online participatory intervention to promote and support exclusive breastfeeding: Randomized clinical trial. Matern Child Nutr 2019:e12806.

การมีเกณฑ์การให้ทารกย้ายไปหอทารกป่วยวิกฤตที่เหมาะสมช่วยเรื่องนมแม่

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

                การที่ทารกต้องย้ายไปที่หอทารกป่วยวิกฤต (neonatal intensive care unit หรือ NICU) นั้น มีผลทำให้การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่มีความลำบากและอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ลดลงได้ เนื่องจากมารดาและทารกต้องแยกจากกัน ทารกต้องมีการตรวจสอบทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม มีการให้น้ำเกลือและยาต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้มักเป็นอุปสรรคต่อการเริ่มต้นการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ทั้งสิ้น มีการศึกษาการใช้เกณฑ์การวินิจฉัยการติดเชื้อในกระแสเลือดของทารกตั้งแต่ระยะแรก (Kaiser Neonatal Early-Onset Sepsis Calculator (NEOSC)) เพื่อช่วยในการตัดสินใจว่า ทารกมีความจำเป็นต้องย้ายไปดูแลที่หอทารกป่วยวิกฤตหรือไม่ในทารกที่มีความเสี่ยงของการติดเชื้อในน้ำคร่ำ (chorioamnionitis) พบว่าการใช้เกณฑ์การวินิจฉัยนี้ช่วยลดการย้ายทารกไปหอทารกป่วยวิกฤต ลดการเจาะเลือด ลดการใช้ยาปฏิชีวนะ และเป็นผลดีต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่1 โดยไม่มีทารกคนใดต้องกลับมานอนโรงพยาบาลซ้ำหรือมีภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ เพิ่มเติม ดังนั้น การมีเกณฑ์การย้ายไปหอทารกวิกฤตที่เหมาะสมที่ช่วยลดการย้ายทารกที่ไม่จำเป็นต้องอาศัยการดูแลที่หอทารกป่วยวิกฤต อาจเป็นหนทางหนึ่งที่ช่วยสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้

เอกสารอ้างอิง

  1. Bridges M, Pesek E, McRae M, Chabra S. Use of an Early Onset-Sepsis Calculator to Decrease Unnecessary NICU Admissions and Increase Exclusive Breastfeeding. J Obstet Gynecol Neonatal Nurs 2019.

 

 

 

 

การจัดบริการสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ช่วยเพิ่มอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

                การเริ่มต้นสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของบุคลากรทางการแพทย์สามารถเริ่มต้นที่สถานพยาบาลก่อนได้ ได้จัดการให้ความรู้และบริการที่สนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ โดยในการจัดการบริการนั้นมีการศึกษาพบว่า การให้ทารกได้รับการโอบกอดเนื้อแนบเนื้อ การเริ่มต้นให้ทารกได้กินนมแม่ตั้งแต่ภายในหนึ่งชั่วโมงแรกหลังคลอด การให้มารดาและทารกอยู่ด้วยกันตลอด 24 ชั่วโมง การให้นมแม่ตามความต้องการของทารก การมีบุคลากรทางการแพทย์ให้คำปรึกษาและช่วยเหลือให้มารดาให้นมแม่ในระยะหลังคลอด การไม่สนับสนุนให้มารดาใช้นมผงเลี้ยงทารกหรือใช้หัวนมหลอก ปัจจัยเหล่านี้มีผลทำให้เพิ่มอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวจากการติดตามในระยะหนึ่งเดือนแรกได้ โดยแต่ละปัจจัยมีผลต่อการเพิ่มอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวราวร้อยละ 201 ดังนั้น หากบุคลากรทางการแพทย์ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นการสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ตรงไหน อาจจะทำการเริ่มต้นที่การให้บริการที่สนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ที่สถานพยาบาล ก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเพิ่มอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวได้

เอกสารอ้างอิง

  1. Bizon A, Giugliani C, Castro de Avilla Lago J, et al. Combined pro-breastfeeding practices are advantageous in facilities providing maternity and newborn services. Matern Child Nutr 2019:e12822.

แหล่งความรู้ เกี่ยวกับสูติ-นรีเวช (Obstetrics-Gynecology)