คลังเก็บหมวดหมู่: ความรู้สำหรับนักศึกษา

ความรู้สำหรับนักศึกษา

ปัจจัยที่มีผลต่อการคิดภาระงานในคลินิกนมแม่

IMG_3481

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

??????????????? ปัจจัยที่มีผลต่อการคิดภาระงานโดยทั่วไป1 แบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่

  • ปัจจัยจากพยาบาล ได้แก่ ปัจจัยจากความสามารถของพยาบาล (nurse ability) แต่ละคนอาจแตกต่างกัน บางคนมีทักษะในเรื่องการให้คำปรึกษาการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ การเข้าเต้า หรือการจัดท่าทารกได้ดี พูดได้กระชับ ใช้เวลารวดเร็ว ขณะที่บางคนต้องใช้เวลาสื่อสารอธิบายนาน โดยผลของการให้คำปรึกษาได้ผลเหมือนๆ กัน ปัจจัยจากสมรรถนะทางคลินิกของพยาบาล (clinical competency) โดยแบ่งได้เป็น 5 ระดับ คือ พยาบาลระดับเริ่มต้นทำงานไม่มีประสบการณ์ (novice) พยาบาลระดับเริ่มที่ทำได้ (advanced beginner) พยาบาลระดับที่พอทำได้ (competent) พยาบาลระดับที่เก่ง (proficient) และพยาบาลระดับที่เชี่ยวชาญ (expert) ซึ่งสมรรถนะทางคลินิกนี้จะส่งผลต่อระยะเวลาการทำงานของแต่ละคน
  • ปัจจัยจากผู้ป่วย ได้แก่ ปัจจัยจากความซับซ้อนของการดูแลผู้ป่วย (care complexity) ซึ่งในผู้ป่วยที่มีโรคที่รุนแรงหรือมีความซับซ้อนสูงจะใช้เวลาในการดูแลนาน
  • ปัจจัยจากหน่วยงานหรือองค์กร ได้แก่ ปัจจัยเรื่องความเพียงพอของบุคลากรและเครื่องมือ ปัจจัยการหน่วยงานที่สนับสนุนการทำงานในการให้การดูแลรักษาผู้ป่วย ปัจจัยจากงานการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย ปัจจัยจากการหมุนเปลี่ยนของผู้ป่วย (patient turnover) ปัจจัยจากความหลากหลายของผู้ป่วย (case mix) ปัจจัยเรื่องการให้การสนับสนุนขององค์กร ปัจจัยเรื่องความสามารถของผู้บริหารจัดการพยาบาล (nurse manager ability) ปัจจัยเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์กับพยาบาล ปัจจัยเรื่องวัฒนธรรมความปลอดภัย และปัจจัยการบริหารงานระบบ (process efficiency)

? ? ? ? ? ? ดังนั้น การที่จะคิดอัตรากำลังและผลิตภาพการพยาบาลของคลินิกนมแม่จำเป็นต้องคำนึงปัจจัยเหล่านี้ที่จะต้องกำหนดมาตรฐาน คำนิยามและลักษณะการเก็บข้อมูลที่จะสร้างการยอมรับจากทีมพยาบาลด้วยกันเองและหน่วยงานภายนอกที่จะมาประเมิน ซึ่งการสร้างให้เกิดการคิดอัตรากำลังและผลิตภาพการพยาบาลของคลินิกนมแม่ก็ถือเป็นนวัตกรรมที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมของการให้บริการที่เหมาะสมและเอื้อต่อความปลอดภัยของผู้ป่วยได้

เอกสารอ้างอิง

  1. Swiger PA, Vance DE, Patrician PA. Nursing workload in the acute-care setting: A concept analysis of nursing workload. Nurs Outlook 2016;64:244-54.

 

คลินิกนมแม่กับภาระงานการพยาบาล

img_2197

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

??????????????? ปัจจุบันเรื่องการคิดภาระงานของวิชาชีพต่างๆ มีความสำคัญ เพื่อใช้เป็นหลักพื้นฐานในการคำนวณอัตรากำลังและทำให้การบริหารจัดการมีประสิทธิภาพโดยใช้ข้อมูลที่มีอยู่เพื่อการบริหารจัดการ คลินิกนมแม่เป็นบริการที่จัดให้แก่มารดาและครอบครัว โดยมีการให้บริการทั้งการให้คำแนะนำ การให้คำปรึกษา การให้การดูแลรักษา ตอบคำถามทางโทรศัพท์ นอกจากนี้ สิ่งที่ขาดไม่ได้ที่ต้องมีควบคู่กันคือการพัฒนาความรู้ใหม่หรือนวัตกรรมรวบทั้งเป็นที่ให้ความรู้แก่นักศึกษาแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ จึงต้องนำกระบวนการการพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ การสร้างนวัตกรรม และการให้การอบรมความรู้แก่บุคลากรทางการแพทย์มาคิดเป็นภาระงานด้วย โดยทั่วไป การคิดภาระงานจะแยกตามลักษณะงาน โดยมีค่าความหนักเบาหรือค่าน้ำหนักการให้บริการพยาบาลแตกต่างกันในการให้บริการในแต่ละที่ของการให้การพยาบาล เช่น การให้บริการที่แผนกผู้ป่วยนอก การให้บริการที่หอผู้ป่วย การให้บริการที่หอผู้ป่วยวิกฤต การให้บริการที่ห้องผ่าตัด และการให้บริการที่ห้องคลอด โดยคลินิกนมแม่ หากเปิดเป็นลักษณะของการให้บริการที่แผนกผู้ป่วยนอกอาจต้องคิดการให้บริการในวันทำการคือ 5 วันทำการต่อสัปดาห์ แต่หากการให้บริการอยู่ที่หอผู้ป่วยหลังคลอดและเปิดบริการทุกวัน ควรคิดวันทำการ 7 วันต่อสัปดาห์ ซึ่งการกำหนดมาตรฐานของการให้บริการมารดาและทารกอาจอ้างอิงการใช้การแยกประเภทผู้ป่วยเป็น 5 ประเภท ได้แก่ ประเภทที่ 1 ใช้เวลาไม่เกิน 10 นาที ประเภทที่ 2 มากกว่า 10 นาทีแต่ไม่เกิน 45 นาที ประเภทที่ 3 เกิน 45 นาทีแต่ไม่เกิน 120 นาที ประเภทที่ 4 เกิน 120 นาทีแต่ไม่เกิน 150 นาที และประเภทที่ 5 มากกว่า 150 นาที ?จัดการให้บริการมารดาและทารกลงในแต่ละประเภท เพื่อคำนวณอัตรากำลังและผลิตภาพของพยาบาล อย่างไรก็ตาม มีการศึกษาในปี 2556 ถึงภาระงานและผลิตภาพของพยาบาลในโรงพยาบาลของรัฐ 12 แห่งในพื้นที่เครือข่ายการให้บริการเขต 2 พบว่าเมื่อเทียบผลิตภาพกำลังคนในโรงพยาบาลที่มีขนาดใหญ่และรักษาคนไข้ที่มีความซับซ้อนกว่าหรือโรงพยาลาลศูนย์มีผลิตภาพสูงกว่าโรงพยาบาลขนาดเล็กหรือโรงพยาบาลชุมชน1 ดังนั้น การคิดอัตรากำลังและผลิตภาพของพยาบาลจำเป็นต้องคำนึงถึงการให้บริการของสถานพยาบาลนั้นๆ ว่าเป็นสถานพยาบาลลักษณะใด ตติยภูมิ ทุติยภูมิ หรือปฐมภูมิ เพื่อการบริหารอัตรากำลังอย่างเหมาะสม

เอกสารอ้างอิง

  1. กฤษดา แสวงดี, วิไลลักษณ์ เรืองรัตนตรัย, ปิยะ หาญวรวงศ์ชัย, อำนวย กาจีนะ. ภาระงานและผลิตภาพของพยาบาลในโรงพยาบาลของรัฐ 12 แห่งในพื้นที่เครือข่ายการให้บริการเขต Journal of Health Science 2015;24:471-50.

 

ปัจจัยที่มีผลต่อการเริ่มต้นการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในระยะแรกหลังคลอด

IMG_1470

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

??????????????? การเริ่มต้นการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในระยะแรกหลังคลอดมีความสำคัญและช่วยเพิ่มอัตราและระยะเวลาของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ โดยทั่วไป แนะนำให้เริ่มการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ภายในครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมงหลังคลอด อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทยจากการสำรวจขององค์การยูนิเซฟในปี 2555 พบว่า การเริ่มการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในหนึ่งชั่วโมงแรกหลังคลอดพบร้อยละ 43.6 ขณะที่อัตราการเริ่มการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในหนึ่งชั่วโมงแรกหลังคลอดทั่วโลกพบร้อยละ 7.7-98.4 (เฉลี่ยร้อยละ 57.6)1 จะเห็นว่า อัตราการเริ่มการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของประเทศไทยต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของทั่วโลก ซึ่งอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่ออัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวในหกเดือนแรกของประเทศไทยด้วย สำหรับปัจจัยที่พบว่าส่งผลทำให้การเริ่มการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เริ่มต้นได้ช้ากว่าในหนึ่งชั่วโมงแรกหลังคลอด ได้แก่ มารดาที่มีภาวะแทรกซ้อนระหว่างการตั้งครรภ์และการผ่าตัดคลอด1 โดยเฉพาะอัตราการผ่าตัดคลอดในประเทศไทยที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในโรงพยาบาลของภาครัฐพบราวร้อยละ 40 และในโรงพยาบาลเอกชนพบถึงราวร้อยละ 80 ซึ่งน่าจะเป็นอุปสรรคที่สำคัญต่อการเริ่มต้นการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในระยะแรกหลังคลอด

เอกสารอ้างอิง

  1. Takahashi K, Ganchimeg T, Ota E, et al. Prevalence of early initiation of breastfeeding and determinants of delayed initiation of breastfeeding: secondary analysis of the WHO Global Survey. Sci Rep 2017;7:44868.

ปัจจัยเรื่องถิ่นที่อยู่และพฤติกรรมการกินของมารดามีผลต่อส่วนประกอบของนมแม่

IMG_1670

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

??????????????? ส่วนประกอบของนมแม่มีทั้งสารอาหารและสารที่ออกฤทธิ์ทางชีวภาพ ซึ่งส่วนประกอบของนมแม่จะมีการเปลี่ยนแปลงตามระยะของการคลอดทารกและช่วงระยะเวลาหลังคลอด โดยทั่วไป สารอาหารหลักและพลังงานของนมแม่มักไม่แตกต่างกันในมารดาที่อาศัยอยู่ที่พื้นที่ที่แตกต่างกันและมีพฤติกรรมการกินที่แตกต่างกัน1 แต่สารอาหารที่พบน้อยบางชนิดอาจมีความแตกต่างกันจากผลของพื้นที่ที่มีอุบัติการณ์ของการขาดสารอาหารบางประเภทหรือมีพฤติกรรมการกินอาหารที่แตกต่างกัน ซึ่งบุคลากรทางการแพทย์ควรให้ความสำคัญและทำการศึกษาถึงความขาดแคลนสารอาหารในแต่ละชนิดที่อาจส่งผลต่อส่วนประกอบของนมแม่ที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละพื้นที่หรือแต่ละประเทศ เพื่อการให้คำแนะนำเรื่องการเสริมการรับประทานอาหารให้เหมาะสม ชดเชยในสารอาหารที่มารดามีความเสี่ยงที่จะขาด ซึ่งจะช่วยให้ผลของการตั้งครรภ์ การเจริญเติบโตและความสมบูรณ์ของทารกเป็นไปด้วยดี

เอกสารอ้างอิง

  1. Sunaric S, Denic M, Lalic J, et al. Physicochemical and biochemical parameters in milk of Serbian breastfeeding women. Turk J Med Sci 2017;47:246-51.

การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในมารดาที่ให้เคมีบำบัดระหว่างการตั้งครรภ์

img_2123

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

??????????????? อุบัติการณ์ของการเกิดมะเร็งระหว่างการตั้งครรภ์ในสตรีพบราว 1 ใน 1000 ต่อการตั้งครรภ์1 ซึ่งในมะเร็งบางชนิดทางเลือกในการให้การรักษาอาจมีการให้เคมีบำบัดระหว่างการตั้งครรภ์ การให้เคมีบำบัดระหว่างการตั้งครรภ์มักมีผลทำให้การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่มีความยากลำบาก เนื่องจากทำให้น้ำนมของมารดาน้อยลงหรือไม่มี การให้นมลูกของมารดาที่ได้รับเคมีบำบัด หากเว้นช่วงหลังการให้ยาเกิน 3 สัปดาห์ การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่สามารถทำได้ เพราะระยะเวลา 3 สัปดาห์ยาเคมีบำบัดที่ใช้จะถูกกำจัดจากร่างกายมารดาหมด1 แต่หากมีการใช้ยาเคมีบำบัดหลังคลอด การให้นมบุตรควรหลีกเลี่ยงเนื่องจากอาจมีอันตรายแก่ทารก มีรายงานทารกเกิดเม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือดต่ำหลังการกินนมจากมารดาที่ได้รับยา cyclophosphamide อย่างไรก็ตาม หากมารดาต้องการให้ลูกได้กินนมแม่ ควรมีการปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจสอบถึงผลของการใช้ยาเคมีบำบัดในรายละเอียดแต่ละชนิด ขนาดของยาที่ผ่านน้ำนม รวมถึงผลเสียต่างๆ ที่มีรายงาน โดยทั่วไปมารดาอาจต้องใช้การบีบน้ำนมด้วยมือหรือการปั๊มนมในระยะหลังคลอดใหม่ๆ หรือในช่วงที่ยาเคมีบำบัดยังอยู่ในร่างกายของมารดาและผ่านน้ำนมไปสู่ทารก แต่เมื่อหยุดให้ยาแล้ว การเว้นระยะให้ร่างกายมารดาได้กำจัดยาเคมีบำบัด แล้วจึงพิจารณาการให้ทารกกินนมจากเต้านมมารดา สิ่งนี้แม้มีความยากลำบากแต่สามารถทำได้ โดยมีรายงานการให้นมลูกหลังการใช้ยาเคมีบำบัดพอสมควร

เอกสารอ้างอิง

  1. Stopenski S, Aslam A, Zhang X, Cardonick E. After Chemotherapy Treatment for Maternal Cancer During Pregnancy, Is Breastfeeding Possible? Breastfeed Med 2017;12:91-7.