รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
??????????? ความเครียดมีผลต่อการตัดสินใจหลาย ๆ อย่างของมารดารวมทั้งในเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ แม่ที่มีความเครียดมากมักมีความเสี่ยงที่จะหยุดการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ก่อนเวลาที่เหมาะสม มีการศึกษาถึงภาวะที่ก่อให้เกิดความเครียดแก่มารดาในช่วงหนึ่งปีก่อนการคลอดบุตรและติดตามผลว่ามีผลกระทบต่อการเริ่มต้นการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่และส่งผลทำให้หยุดการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ที่ระยะเวลาหนึ่งเดือนหลังคลอดหรือไม่ พบว่า มารดาที่มีปัจจัยใหญ่อย่างน้อยหนึ่งอย่างในช่วงหนึ่งปีก่อนการคลอดบุตรจะมีผลทำให้การเริ่มการให้ลูกด้วยนมแม่ในระยะแรกหลังคลอดน้อยลง และเมื่อติดตามการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของมารดาที่หนึ่งเดือนพบว่า มารดาที่มีความเครียดดังกล่าวหยุดการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่มากกว่ามารดาที่ไม่มีความเครียด 1 การที่บุคลากรทางการแพทย์มีความรู้และความเข้าใจในเรื่องนี้ จะสามารถนำไปประยุกต์ในการคัดกรองความเสี่ยงของมารดาที่จะหยุดให้นมแม่ก่อนเวลาอันควร โดยให้ความสนใจและใส่ใจในมารดากลุ่มนี้มากขึ้น เพื่อช่วยแก้ปัญหาและหาทางออกที่เหมาะสมให้มารดาสามารถยังคงให้นมแม่ต่อเนื่องไปได้ตามระยะเวลาที่ควรเป็น
เอกสารอ้างอิง
Kitsantas P, Gaffney KF, Nirmalraj L, Sari M. The influence of maternal life stressors on breastfeeding outcomes: a US population-based study. J Matern Fetal Neonatal Med 2018:1-5.
รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
??????????? เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า ทารกที่กินนมแม่จากเต้าหากได้เริ่มต้นตั้งแต่ในระยะแรกหลังคลอดและให้นมแม่เป็นเวลานานจะมีความผูกพันระหว่างมารดากับทารกเพิ่มมากขึ้น ซึ่งกลไกของความผูกพันระหว่างมารดาและทารกจะผ่านการทำงานของฮอร์โมนหลักคือ ออกซิโทซิน ที่ถูกเรียกว่าเป็น ?ฮอร์โมนแห่งความรัก? มีการศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่กับการเลี้ยงดูทารกที่ไม่ดีพบว่า ทารกที่กินนมแม่จะมีโอกาสถูกทอดทิ้งน้อยกว่าร้อยละ 46 และเสี่ยงต่อการล่วงละเมิดทางเพศน้อยกว่าร้อยละ 53 1 สิ่งนี้เป็นหลักฐานที่ตอกย้ำถึงผลของความรักความผูกพันที่ถูกสร้างขึ้นจากกระบวนการกินนมแม่ ทำให้เกิดการดูแลเอาใจใส่ทารก รักและใส่ใจ ทะนุถนอม จนมีผลในการป้องกันหรือลดความเสี่ยงในการเลี้ยงดูทารกไม่ดี เสี่ยงต่อการถูกทอดทิ้งและล่วงละเมิดทางเพศได้
เอกสารอ้างอิง
Kremer KP, Kremer TR. Breastfeeding Is Associated with Decreased Childhood Maltreatment. Breastfeed Med 2018;13:18-22.
รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
??????????? เป็นที่ทราบกันแล้วว่า การโอบกอดเนื้อแนบเนื้อมีประโยชน์หลายอย่าง ได้แก่ กระตุ้นการพัฒนาการของทารกผ่านระบบสัมผัสของมารดา ช่วยให้ทารกรู้สึกสงบ ปลอดภัย อบอุ่น ป้องกันอาการตัวเย็นของทารก ช่วยป้องกันการเกิดอาการน้ำตาลต่ำจากการตื่นตระหนกของทารก ทำให้มีการใช้พลังงานมากส่งผลให้เกิดภาวะน้ำตาลต่ำ นอกจากนี้ การโอบกอดทารกเนื้อแนบเนื้อบนอกมารดาหลังคลอดทันทียังช่วยในกระบวนการการปรับตัวของทารกสู่สิ่งแวดล้อมภายนอกและมีความพร้อมที่จะคืบคลานเข้าหาเต้านมมารดา เพื่อการเริ่มต้นการดูดกินนมแม่1 ซึ่งการเริ่มต้นการกินนมแม่ตั้งแต่ในระยะแรกหลังคลอดนั้น ส่งผลต่ออัตราการลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวและระยะเวลาการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ด้วย ดังนั้น สถานพยาบาลควรมีการดำเนินการเพื่อส่งเสริมหรือทำให้เกิดการโอบกอดเนื้อแนบเนื้อหลังคลอดทันทีและควรให้เวลากับกระบวนการนี้อย่างน้อยหนึ่งชั่วโมงเพื่อการกระตุ้นกระบวนการดังกล่าวเหล่านี้จะกระทำได้สมบูรณ์และได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่
เอกสารอ้างอิง
Lau Y, Tha PH, Ho-Lim SST, et al. An analysis of the effects of intrapartum factors, neonatal characteristics, and skin-to-skin contact on early breastfeeding initiation. Matern Child Nutr 2018;14.
เรื่องนำทาง
แหล่งความรู้ เกี่ยวกับสูติ-นรีเวช (Obstetrics-Gynecology)