รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
? ? ? ? ? ? ?เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า การผ่าตัดคลอดเป็นปัญหาที่สำคัญอย่างหนึ่งที่พบได้บ่อยในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ในมารดาที่ผ่าตัดคลอดจะพบมีการเริ่มต้นการให้นมลูกช้า ซึ่งจะส่งผลต่อการมาของน้ำนมและระยะเวลาการให้นมของมารดาด้วย สาเหตุของการที่มีน้ำนมมาช้าในมารดาที่ผ่าตัดคลอดมีหลายสาเหตุอาจจะเกิดจากมารดามีความเครียด วิตกกังวล หิว กระหายน้ำ ?การดื้อต่ออินซุลิน หรืออื่น ๆ มีการศึกษาการให้คาร์โบไฮเดรตก่อนการผ่าตัดในมารดาที่ผ่าตัดคลอดเพื่อช่วยในการลดการหิว การกระหายน้ำ และลดการดื้อต่ออินซุลินพบว่า มารดาที่ได้รับคาร์โบไฮเดรตก่อนการผ่าตัดจะเริ่มการให้นมลูกเร็วกว่า มีความถี่ของการให้นมมากกว่า และมีระยะเวลาของการให้นมลูกนานกว่า 1 ดังนั้นในกรณีที่ไม่มีข้อห้ามใด ๆ การให้คาร์โบไฮเดรตก่อนการผ่าตัดคลอดน่าจะสามารถช่วยให้การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของมารดาดีขึ้นได้
เอกสารอ้างอิง
Fard RK, Tabassi Z, Qorbani M, Hosseini S. The Effect of Preoperative Oral Carbohydrate on Breastfeeding After Cesarean Section: A Double-Blind, Randomized Controlled Clinical Trial. J Diet Suppl 2018;15:445-51.
รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
??????????????? ในการสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่นั้น การฝึกให้มารดามีทักษะในการให้นมลูกเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้มารดาเกิดความเชื่อมั่นว่าสามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ด้วยตนเองได้ โดยความเชื่อมั่นของมารดาจะช่วยให้มารดามีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่สูงกว่า มีการศึกษาเกี่ยวกับปัจจัยที่มีผลต่อการฝึกทักษะในการให้นมลูกของมารดาพบว่า การศึกษา การรับทราบข้อมูลเกี่ยวกับเทคนิคการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่มาก่อน ประสบการณ์ในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ การที่มารดาปราศจากปัญหาเรื่องเต้านม การที่มารดาได้รับการฝึกทักษะการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ทันทีหลังคลอดและมีนัดติดตามการปฏิบัติอย่างน้อยอีกสองครั้งหลังมารดาได้รับอนุญาตให้กลับบ้าน 1 ดังนั้น หากบุคลากรทางการแพทย์มีความเข้าใจในปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้ และนำไปใช้ในการคัดกรองมารดาที่มีความเสี่ยง เพื่อการติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด จะช่วยลดปัญหาของการที่มารดาหยุดการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ก่อนระยะเวลาที่เหมาะสมจากการที่มารดาขาดทักษะในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้
เอกสารอ้างอิง
Tiruye G, Mesfin F, Geda B, Shiferaw K. Breastfeeding technique and associated factors among breastfeeding mothers in Harar city, Eastern Ethiopia. Int Breastfeed J 2018;13:5.
รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
??????????? ปัญหาในการให้นมลูกที่พบบ่อยที่ทำให้มารดาหยุดให้นมลูกในสัปดาห์แรกคือ การเจ็บหัวนมของมารดาในการให้นมลูก ปัญหานี้หากเป็นในการเริ่มให้ลูกดูดนมแม่ใหม่ ๆ ในครั้งแรก ๆ อาจไม่ถือเป็นความผิดปกติโดยเฉพาะหากเป็นมารดาที่คลอดบุตรคนแรกและไม่เคยให้นมลูกมาก่อน แม้ว่าโดยทั่วไปในระหว่างการตั้งครรภ์ ร่างกายของมารดาจะเตรียมความพร้อมโดยการสร้างต่อมที่สร้างไขมันที่จะหลังไขออกมาเคลือบบริเวณหัวนม เพื่อลดการเสียดสีระหว่างการดูดนมของทารกหลังคลอด อย่างไรก็ตาม ก็ยังการเจ็บหัวนมเป็นปัญหาที่พบบ่อย แต่ปัญหานี้หากมารดามีความเข้าใจและมีการให้คำปรึกษาว่าปัญหานี้จะดีขึ้นเองใน 2-3 วันและหายไปภายในหนึ่งสัปดาห์ เมื่อร่างกายมารดาปรับตัวได้ หากปัญหาการเจ็บหัวนมมีระยะยาวนานเกิน 1 สัปดาห์ ปัญหาการเจ็บหัวนมอาจเกิดจากการจัดท่าให้นมที่ไม่เหมาะสม ภาวะลิ้นติด น้ำนมไหลเร็วเกินไป ซึ่งควรมีการให้คำปรึกษาอย่างเหมาะสมเฉพาะรายตามสาเหตุ มีการศึกษาพบว่า การเจ็บหัวนมที่ยาวนานเกินสัปดาห์แรกพบได้ถึงร้อยละ 281 ?ซึ่งถือว่าพบได้บ่อยหากเทียบเคียงที่พบได้ราว 1 ใน 3 ถึง 1 ใน 4 ของมารดาที่ให้นมบุตร ดังนั้น บุคลากรทางการแพทย์ควรมีการเตรียมความพร้อมโดยให้คำปรึกษาเกี่ยวกับปัญหานี้และช่องทางที่จะติดต่อหากมารดาดูแลแก้ไขแล้วไม่ดีขึ้น 2 เพื่อให้มารดาปราศจากความวิตกกังวลและมีความมั่นใจที่จะคงการให้นมลูกต่อไปตามระยะเวลาที่เหมาะสม
เอกสารอ้างอิง
Puapornpong P, Paritakul P, Suksamarnwong M, Srisuwan S, Ketsuwan S. Nipple Pain Incidence, the Predisposing Factors, the Recovery Period After Care Management, and the Exclusive Breastfeeding Outcome. Breastfeed Med 2017;12:169-73.
Feenstra MM, Jorgine Kirkeby M, Thygesen M, Danbjorg DB, Kronborg H. Early breastfeeding problems: A mixed method study of mothers’ experiences. Sex Reprod Healthc 2018;16:167-74.
รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
?????????? ?การ ที่มารดามีความเชื่อมั่นในตนเองว่าสามารถจะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่นั้นจะมีส่วนสำคัญต่อการตัดสินใจในการให้นมแม่แก่ลูกและคงการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ไปได้นาน ทำให้โอกาสที่มารดาจะให้นมลูกตามข้อแนะนำขององค์การอนามัยโลกสูงขึ้น 1 ดังนั้น การให้ความสำคัญกับกระบวนการต่าง ๆ ที่จะเสริมพลังให้มารดามีความมั่นใจว่าสามารถให้นมลูกได้ จึงเป็นสิ่งที่หน่วยงานที่ดูแลสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ควรจัดสรรให้มี ได้แก่ การให้ความรู้มารดาและครอบครัวในระหว่างการตั้งครรภ์ ระยะคลอด และหลังคลอด ฝึกให้มารดามีความมั่นใจว่าสามารถให้นมแม่ได้ด้วยตนเองก่อนการอนุญาตให้มารดากลับบ้านหลังคลอด หรือในกรณีที่มารดาได้กลับบ้านก่อน ควรมีการนัดติดตามเสริมสร้างความมั่นใจให้มารดาในสัปดาห์แรกหลังคลอด หรืออาจเป็นการเสริมพลังจากการออกเยี่ยมบ้านหลังคลอด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบริบทของสถานพยาบาลและเครือข่ายที่ให้การดูแล ความร่วมมือร่วมใจของทุกคนทุกฝ่ายจะส่งเสริมให้อัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่สูงขึ้นได้
เอกสารอ้างอิง
Faridvand F, Mirghafourvand M, Mohammad-Alizadeh-Charandabi S, Malakouti J. Breastfeeding performance in Iranian women. Int J Nurs Pract 2018:e12659.
รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
? ? ? ? ? ? ? ? ? แพทย์ประจำบ้านทางสูติศาสตร์และกุมารเวชศาสตร์ล้วนมีบทบาทในเรื่องสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เนื่องจากในโรงพยาบาลที่มีการอบรมแพทย์ประจำบ้านนั้น แพทย์ประจำบ้านถือเป็นกลไกที่สำคัญในการดูแลมารดาและทารก แพทย์ประจำบ้านทางสูติศาสตร์เป็นผู้ที่จะพบเจอกับมารดาและครอบครัวตั้งแต่ระยะฝากครรภ์ ระยะคลอด รวมถึงหลังคลอด ในขณะแพทย์ประจำบ้านทางกุมารเวชศาสตร์ดูแลทารกต่อเนื่องหลังจากนั้น ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของบทบาทนี้จึงได้มีการประเมินโดยออกข้อสอบในเรื่องการดูแลปัญหาในเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในปีนี้ ซึ่งพบว่าแพทย์ประจำบ้านทางสูติศาสตร์ยังขาดความรู้เรื่องการดูแลปัญหาการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ สำหรับแพทย์ประจำบ้านทางกุมารเวชศาสตร์มีการศึกษาในประเทศแคนาดา พบว่ามีการขาดความรู้และทักษะในการดูแลปัญหาในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เช่นกัน1 ดังนั้น การสนับสนุนให้มีการจัดการเรียนการสอนเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่จึงเป็นสิ่งที่ควรสนับสนุน เพื่อส่งเสริมและสร้างโอกาสให้เด็กไทยได้กินนมแม่มากขึ้น
เอกสารอ้างอิง
Esselmont E, Moreau K, Aglipay M, Pound CM. Residents’ breastfeeding knowledge, comfort, practices, and perceptions: results of the Breastfeeding Resident Education Study (BRESt). BMC Pediatr 2018;18:170.
เรื่องนำทาง
แหล่งความรู้ เกี่ยวกับสูติ-นรีเวช (Obstetrics-Gynecology)