คลังเก็บหมวดหมู่: ข่าวสาร

ข่าวสาร

ทารกให้ความสนใจสิ่งอื่นขณะกินนมผิดปกติหรือไม่

IMG_1035

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

? ?เมื่อทารกเติบโตและมีพัฒนาการมากขึ้น ความสนใจสิ่งรอบข้างจะสูงขึ้น โอกาสที่จะถูกดึงดูดจากเสียง แสง สี หรือการเคลื่อนไหวในระหว่างที่ทารกดูดนมอยู่ จะเพิ่มขึ้นด้วย ทารกอาจจะหยุดกินนมและสนใจในสิ่งเร้าที่มากระตุ้น ทำให้กินนมได้ในระยะสั้น หิวบ่อย หรือทำให้มารดาวิตกว่า ทารกอาจได้รับน้ำนมไม่เพียงพอจนทำให้น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ได้ สิ่งเหล่านี้ มักพบในทารกที่มีอายุราว 4 เดือนขึ้นไป ข้อแนะนำสำหรับมารดา คือรู้และเข้าใจทารก หากมารดาต้องการให้ทารกดูดนมได้เต็มที่ ควรเลือกบรรยากาศของการให้นมในห้องที่สงบ ลดการรบกวนจากสิ่งรอบข้างหรือเสียงโทรศัพท์ โดยหลังจากให้นมเสร็จแล้วจึงให้ทารกได้มีกิจกรรมตามปกติที่จะส่งเสริมการเรียนรู้ของทารก อย่างไรก็ตาม หากว่าการที่ทารกให้ความสนใจกับสิ่งรอบข้างไม่ได้ทำให้เกิดผลเสียต่อทารกจนทำให้น้ำหนักผิดปกติหรือต่ำกว่าเกณฑ์ มารดาอาจเพียงรับรู้ เข้าใจพร้อมติดตามการเจริญเติบโตของทารกโดยไม่จำเป็นต้องมีความวิตกกังวลใดๆ เลย

เอกสารอ้างอิง
1. Bunik M. Breastfeeding telephone triage and advice. 2nd ed. The American Academy of Pediatrics 2016.

การให้ทารกนอนร่วมเตียงเดียวกันกับมารดาดีหรือไม่

64

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

? ? ? ? ? ? ? ? ?การที่ทารกนอนร่วมห้องเดียวกันและใกล้ชิดกับมารดาจะช่วยให้มารดาสังเกตอาการหิวของทารกได้ง่าย และสามารถให้นมได้ตามที่ทารกต้องการ โดยมีความสะดวกจากการที่อยู่ใกล้ๆ สำหรับการนอนร่วมเตียงเดียวกันนั้น อาจทำได้ในกรณีที่เตียงมีพื้นที่เพียงพอ ไม่นุ่มเกินไปหรือมีซอกหลีบที่ทารกจะหล่นลงไปและเกิดอันตรายได้ โดยมารดาความมีความพร้อม ไม่เหนื่อยหรืออ่อนเพลียจนเกินไป ไม่กินเหล้า เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ หรือได้รับยาที่ทำให้ง่วงซึม เนื่องจากสิ่งที่วิตกกังวลในการนอนร่วมเตียงเดียวกันกับมารดาคือ การที่มารดาเบียดทับทารก หรือทารกตกลงในซอกหรือร่องข้างเตียง ดังนั้น หากมีความเสี่ยงดังกล่าวแล้ว การเลือกให้ทารกนอนอยู่ที่เตียงเล็กข้างๆ มารดาอาจเหมาะสมกว่า แต่ในกรณีที่ไม่มีเตียงเล็ก การจัดพื้นที่ให้เหมาะสมโดยทารกอาจนอนบนพื้น หรือมารดานอนบนพื้นใกล้กับทารกก็สามารถทำได้โดยที่ยังได้ประโยชน์จากการอยู่ใกล้ชิดกันและปราศจากความเสี่ยงที่จะเบียดทับทารกด้วย

เอกสารอ้างอิง

  1. Bunik M. Breastfeeding telephone triage and advice. 2nd?ed. The American Academy of Pediatrics 2016.

การให้ลูกกินนมแม่คุมกำเนิดได้จริงหรือ

IMG_1010

??????????????? รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

? ? ? ? ? ? ในมารดาที่ตั้งใจจะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวอยู่แล้ว หากต้องการคุมกำเนิด การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวจะสามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้ โดยโอกาสของการตั้งครรภ์ระหว่างการให้นมลูกอย่างเดียวพบร้อยละ 2 และถือเป็นวิธีการคุมกำเนิดวิธีหนึ่ง โดยในภาษาอังกฤษใช้คำว่า Lactation Amenorrhea Method หรือ LAM หากมารดาเลือกการคุมกำเนิดด้วยวิธีนี้จำเป็นต้องทราบรายละเอียดของการคุมกำเนิดวิธีนี้ด้วย ซึ่งมี 3 ข้อ ดังนี้

? ? ? ? ? ? ? ?-มารดาจำเป็นต้องเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงอย่างเดียว โดยให้นมอย่างสม่ำเสมอทุก 2-3 ชั่วโมง

? ? ? ? ? ? ? ?-วิธีนี้ใช้ได้เฉพาะในช่วงหกเดือนแรกหลังคลอด

? ? ? ? ? ? ? ?-มารดาต้องยังไม่มีประจำเดือนมาระหว่างการคุมกำเนิด

? ? ? ? ? ? ? หากมารดาไม่สามารถให้การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงอย่างเดียวได้ หรือมีประจำเดือนมาในระหว่างให้นมลูก หรือต้องการคุมกำเนิดนานกว่าหกเดือน การคุมกำเนิดเสริมด้วยวิธีอื่นๆ จะทำให้ประสิทธิภาพของการตั้งครรภ์สูงขึ้น โดยอาจใช้ถุงยางอนามัย หรือการกินยาคุมกำเนิดชนิดที่มีฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนอย่างเดียวร่วมด้วย มารดาก็ไม่จำเป็นที่จะวิตกกังวลเรื่องการตั้งครรภ์หรือมีบุตรที่จะเกิดใกล้ชิดกันอีกต่อไป และเมื่อครบระยะหลังคลอดหกเดือน การคุมกำเนิดเสริมอาจใช้เป็นการคุมกำเนิดหลักต่อไปได้

เอกสารอ้างอิง

  1. Bunik M. Breastfeeding telephone triage and advice. 2nd?ed. The American Academy of Pediatrics 2016.

ทารกกินนมเสียงดังเป็นอะไรไหม

00024-3-1-small

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

? ? ? ? ? ?โดยทั่วไป หากทารกเข้าเต้าและดูดนมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะทารกดูดนมจะไม่ได้ยินเสียงการดูดนมเนื่องจากปากของทารกประกบกับเต้านมได้แนบสนิท แต่จะได้ยินเสียงการกลืนนมของทารกได้ ในกรณีที่ทารกกินนมแล้วมีเสียงดังขณะดูดนม ส่วนใหญ่แล้วเกิดจากการเข้าเต้าที่ไม่เหมาะสม มารดาหรือบุคลากรทางการแพทย์ต้องสังเกตว่าขณะเข้าเต้า ทารกได้อ้าปากกว้าง ริมฝีปากของทารกบานออก หน้าอกของทารกอยู่ชิดลำตัวมารดา และไหล่ ลำตัวและสะโพกของทารกอยู่ในแนวเดียวกัน ซึ่งหากมีการปรับเปลี่ยนท่าการเข้าเต้าได้เหมาะสม การเกิดเสียงดังขณะทารกดูดนมจะหายไป ในกรณีที่ปรับเปลี่ยนท่าแล้ว ทารกยังเข้าเต้าได้ไม่ดี โดยไม่สามารถอมหัวนมและลานนมได้ลึกพอ ควรตรวจดูภาวะลิ้นติดในช่องปากของทารก ซึ่งหากมีภาวะลิ้นติดปานกลางถึงรุนแรงและมารดามีอาการเจ็บหัวนมร่วมด้วย อาจจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดแก้ไข แต่ในกรณีที่ทารกมีอาการคัดจมูกหรือมีการติดเชื้อในทางเดินหายใจส่วนบน มารดาอาจได้ยินเสียงหายใจขัดหรือหายใจเร็วขณะที่ทารกดูดนมได้ ซึ่งการแก้ไขทำโดยอาจใช้ลูกยางแดงดูดน้ำมูกหรือเสมหะจากจมูก หรือใช้น้ำเกลือล้างจมูกเพื่อลดการอุดตันของน้ำมูกจะทำให้ทารกหายใจได้โล่งขึ้นและดูดนมได้ดีขึ้นด้วย

? ? ? ? ? ? นอกจากนี้ ในกรณีที่มารดามีน้ำนมไหลมากและไหลเร็วจนเกินไป อาจได้ยินเสียงทารกสำลักน้ำนม การแก้ไขอาจบีบน้ำนมออกก่อน ให้เต้านมคัดตึงน้อยลง น้ำนมจะไหลช้าลง ทารกก็จะดูดนมได้ดีขึ้นโดยไม่สำลัก ดังนั้นจะเห็นว่า การสังเกตเสียงที่ผิดปกติขณะทารกดูดนม การปรับเปลี่ยนลักษณะการเข้าเต้าให้เหมาะสม ร่วมกับการตรวจในช่องปากทารกมีความสำคัญ โดยจะช่วยให้ทารกสามารถกินนมแม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพได้

เอกสารอ้างอิง

  1. Bunik M. Breastfeeding telephone triage and advice. 2nd?ed. The American Academy of Pediatrics 2016.

อาการแพ้ในทารกที่กินนมแม่

00026-1-1-o-small

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

? ? ? ? ? ? ? ? มารดาบางคนอาจมีคำถามว่า ทารกที่กินนมแม่จะมีอาการแพ้ได้หรือไม่ โดยทั่วไป การที่ทารกกินนมแม่จะช่วยป้องกันและลดอาการภูมิแพ้ได้ แต่ในกรณีที่มารดารับประทานอาหารบางอย่าง ได้แก่ นมวัว ผลิตภัณฑ์จากนมวัว สีผสมอาหาร สารกันบูด ไข่ ช็อคโกแลต ถั่ว สารจากอาหารเหล่านี้จะผ่านน้ำนมและทำให้เกิดอาการแพ้ในทารกได้ ซึ่งที่พบบ่อยคือ การแพ้นมวัวหรือผลิตภัณฑ์จากนมวัว โดยพบราวร้อยละ 2-3 ทารกที่มีอาการแพ้อาจพบมีอาการหงุดหงิด งอแง เป็นผื่น คันบริเวณตา คลื่นไส้ อาเจียน ท้องผูกหรือท้องเสีย และอุจจาระอาจมีมูกเลือดปน ในกรณีที่มีอาการที่สงสัยการแพ้นมวัวจากอาหารที่มารดารับประทาน ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อการวินิจฉัยที่แน่ชัด การให้มารดางดนมวัวหรือผลิตภัณฑ์จากนมวัว เนย ชีส หรืออาหารที่มีส่วนผสมของนมวัว แล้วติดตามดูอาการของทารกส่วนใหญ่จะดีขึ้นภายในหนึ่งสัปดาห์ อย่างไรก็ตาม การแพ้สารอาหารที่ผ่านทางน้ำนมนี้ไม่ได้เป็นอาการแพ้ชนิดที่รุนแรงจนเกิดอาการช็อก (anaphylactic shock) และการที่ทารกกินนมแม่ส่วนใหญ่จะช่วยลดความรุนแรงและอาจทำให้เห็นแพ้ช้าลงได้

เอกสารอ้างอิง

  1. Bunik M. Breastfeeding telephone triage and advice. 2nd The American Academy of Pediatrics 2016.