รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
การเกิดภาวะเลือดไปเลี้ยงสมองของทารกไม่เพียงพอเกิดได้ทั้งในระยะก่อนคลอด ระยะคลอด และระยะหลังคลอด โดยมักเกิดขึ้นในระยะคลอดมากที่สุด ซึ่งการที่เลือดไปเลี้ยงสมองทารกไม่เพีบงพอจะทำให้สมองเกิดการขาดออกซิเจน ทำให้เกิดความเสียหายแก่สมอง โดยที่หากมีอาการรุนแรงจะทำให้เกิดการเสียหายของสมองที่ถาวร (cerebral palsy) ได้ อย่างไรก็ตาม มีการศึกษาถึงการเกิดภาวะเลือดไปเลี้ยงสมองของทารกไม่เพียงพอในระยะหลังคลอดพบว่ามีปัจจัยที่พบร่วมกัน คือ การเกิดภาวะเลือดไปเลี้ยงสมองของทารกไม่เพียงพอในขณะที่มารดาโอบกอดทารกเนื้อแนบเนื้อและให้ลูกกินนมแม่1 แม้ว่าอัตราการเกิดภาวะเลือดไปเลี้ยงสมองของทารกไม่เพียงพอในทารกหลังคลอดขณะกินนมแม่จะพบน้อย แต่การเกิดภาวะเลือดไปเลี้ยงสมองของทารกไม่เพียงพออาจจะก่อให้เกิดความพิการทางสมองของทารกอย่างถาวะได้ การให้ความรู้แก่มารดาถึงภาวะการเกิดภาวะเลือดไปเลี้ยงสมองของทารกไม่เพียงพอและสอนให้มารดาสามารถสังเกตอาการที่ผิดปกติของทารกจะช่วยให้สามารถทำการให้การดูแลรักษาทารกได้รวดเร็ว ซึ่งจะช่วยทั้งลดการเกิดความพิการทางสมองของทารกอย่างถาวรและช่วยในการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ด้วย
เอกสารอ้างอิง
1. Miyazawa T, Itabashi K, Tamura M,
Suzuki H, Ikenoue T, Prevention Recurrence Committee JOCSfCP. Unsupervised
breastfeeding was related to sudden unexpected postnatal collapse during early
skin-to-skin contact in cerebral palsy cases. Acta Paediatr 2020;109:1154-61.
รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
สัญชาตญาณหรือความรู้สึกพื้นฐานของมารดาที่ให้กำเนิดลูกมักมีความต้องการที่จะเลี้ยงลูกด้วยนมตนเอง ยิ่งมารดายิ่งได้ทราบถึงประโยชน์และความสำคัญของการให้ลูกได้กินนมแม่แล้ว หากไม่สามารถให้นมลูกด้วยตนเองได้ อาจมีความวิตกกังวล หดหู่ รู้สึกผิด หรือมีอาการซึมเศร้าได้ มีการศึกษาที่พบว่า การให้ลูกได้กินนมแม่ยิ่งนานพบว่าจะยิ่งช่วยลดความวิตกกังวลของมารดาลงได้1 ซึ่งเป็นไปได้ว่า การที่มารดาสามารถให้ลูกกินนมแม่ได้จะสามารถตอบสนองต่อสัญชาตญาณหรือความรู้สึกพื้นฐานของการเป็นมารดา ซึ่งทำให้ลดความวิตกกังวลลงได้ ในการศึกษาเดียวกัน ยังพบอีกว่ามารดาที่ให้ลูกกินนมแม่จะพบอาการซึมเศร้าหลังคลอดน้อยกว่ามารดาที่ไม่ได้ให้ลูกกินนมแม่ด้วย ดังนั้น “การปฏิบัติตามธรรมชาติของการพัฒนาการของสิ่งมีชีวิตที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่จะช่วยป้องกันและลดการเกิดภาวะตึงเครียดและซึมเศร้าในระยะหลังคลอดของมารดาลงได้ ”
1. Miksic S, Uglesic B, Jakab J,
Holik D, Milostic Srb A, Degmecic D. Positive Effect of Breastfeeding on Child
Development, Anxiety, and Postpartum Depression. Int J Environ Res Public
Health 2020;17.
รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
อาหารที่เหมาะสมสำหรับทารกในหกเดือนแรก คือ นมแม่ ซึ่งการให้นมแม่เพียงอย่างเดียวเพียงพอสำหรับการเจริญเติบโต พัฒนาการ และการช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ทารก อัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวหกเดือนในประเทศไทยที่มีรายงานในปี 2559 อยู่ที่ร้อยละ 23.1 ซึ่งยังเป็นอัตราที่ต่ำ การสนับสนุนให้มารดาเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวหกเดือนแรก พื้นฐานการศึกษา ความรู้ความเข้าใจถึงประโยชน์และความสำคัญของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เป็นสิ่งสำคัญ นอกจากนั้น การส่งเสริมให้ทารกที่ป่วยได้รับนมแม่ยังช่วยในการฟื้นตัวและลดการนอนโรงพยาบาลของทารก การใช้นมบริจาคจากธนาคารนมแม่สามารถช่วยเพิ่มอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวได้1 {Merjaneh, 2020 #172810} อย่างไรก็ตาม หากมารดาสามารถบีบเก็บน้ำนมให้ลูกของตนเองได้จะดีที่สุด “เพราะน้ำนมมารดาคนใดที่ให้กำเนิดลูกก็จะมีความจำเพาะและเหมาะสมที่สุดสำหรับลูกของมารดาคนนั้น”
เอกสารอ้างอิง
1. Merjaneh N, Williams P, Inman S,
et al. The impact on the exclusive breastfeeding rate at 6 months of life of
introducing supplementary donor milk into the level 1 newborn nursery. J
Perinatol 2020.
รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
มารดาที่ให้ลูกกินนมแม่จะมีผลดีหลายอย่าง
ซึ่งจะช่วยป้องกันโรคที่เป็นสาเหตุการตายที่พบบ่อยในปัจจุบัน ได้แก่ มะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่
รวมทั้งกลุ่มโรคเมตาบอลิก โดยมีการศึกษาในประเทศเกาหลีในมารดา 1983 รายที่อยู่ในวัยทองพบว่า
หากมารดามีประวัติที่ให้ลูกกินนมแม่อย่างน้อย 3
เดือนจะป้องกันการเกิดกลุ่มโรคเมตาบอลิกได้ถึงครึ่งหนึ่ง1 ดังนั้น หากพิจารณาประโยชน์ของนมแม่ในด้านเหล่านี้ จะเห็นว่า
การที่มารดาให้ลูกได้กินนมแม่น่าจะทำให้มารดามีอายุที่ยืนและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจากการลดการเกิดโรคข้างต้น
ซึ่งการลงทุนทางด้านสุขภาพแก่มารดาโดยการให้ลูกกินนมแม่นับเป็นอีกหนึ่งการลงทุนที่มีความคุ้มค่าทางด้านเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข
เอกสารอ้างอิง
1. Ra JS, Kim SO. Beneficial effects of
breastfeeding on the prevention of metabolic syndrome among postmenopausal
women. Asian Nurs Res (Korean Soc Nurs Sci) 2020.
รศ.นพ.ภาวิน
พัวพรพงษ์
ขณะรอคลอด มารดาจะมีอาการเจ็บครรภ์คลอด ซึ่งในระยะแรกจะมีอาการเจ็บครรภ์ห่าง ต่อมาอาการเจ็บครรภ์จะถี่ขึ้น อาการปวดจะร้าวไปหลัง และเมื่อลูกเคลื่อนต่ำลงมาใกล้ปากช่องคลอดมาก มารดาจะมีอาการปวดเบ่งเหมือนปวดเบ่งถ่ายเมื่อศีรษะทารกลงมากดบริเวณทวารหนัก การลดความเจ็บปวดระหว่างการรอคลอดที่มารดามีอาการเจ็บครรภ์ วิธีที่ใช้บ่อยคือ การใช้ยาแก้ปวดในกลุ่มมอร์ฟีน โดยยาแก้ปวดในกลุ่มนี้จะลดอาการปวดได้ดี แต่ก็มีข้อเสียคือ ในมารดาอาจทำให้มีอาการคลื่นไส้อาเจียน ง่วง ขาดแรงเบ่งคลอด ขาดสติในการให้นมลูกในระยะแรกหลังคลอด ในทารกอาจทำให้ทารกหายใจช้า ง่วงซึม ไม่สามารถกระตุ้นดูดนมหลังคลอดได้ ดังนั้น จึงควรหลีกเลี่ยงการให้ยากลุ่มนี้ในมารดาที่คาดว่าจะมีการคลอดภายในหนึ่งชั่วโมงหลังการให้ยา มารดามีอาการเจ็บครรภ์คลอด ในปัจจุบันมีค่านิยมในการคลอดตามธรรมชาติเพิ่มขึ้น จึงมักมีการลดการใช้ยาแก้ปวด และนิยมใช้วิธีทางเลือกในการลดความเจ็บปวดระหว่างการรอคลอดแทน ได้แก่ การลูบหน้าท้อง การนวดบริเวณหลัง การปรับจังหวะของการหายใจ การให้สามีหรือพี่เลี้ยงเข้ามาช่วยดูแลระหว่างการรอคลอด ซึ่งจะมีผลดีต่อการเริ่มต้นการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในระยะแรกหลังคลอดด้วย
เรื่องนำทาง
แหล่งความรู้ เกี่ยวกับสูติ-นรีเวช (Obstetrics-Gynecology)