รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
??????????? เป็นที่ทราบกันเป็นอย่างดีว่า การที่ทารกได้กินนมแม่จะมีพัฒนาการ ความเฉลียวฉลาดและมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานมากกว่าเมื่อทารกเจริญเติบโตขึ้น แต่บางคนยังคงมีข้อสงสัยว่า การที่ทารกได้กินนมแม่นั้น ผลประโยชน์ของการกินนมแม่ต่อความเฉลียวฉลาดจะมีผลต่อเนื่องไปนานแค่ไหน และผลประโยชน์นี้จะยังมีจนถึงช่วงวัยสูงอายุหรือไม่ มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของการกินนมแม่กับความเฉลียวฉลาดในวัยผู้ใหญ่และผู้สูงอายุพบว่า การที่ทารกได้กินนมแม่จะช่วยในเรื่องพัฒนาการของระบบประสาทได้ดีกว่าจนกระทั่งถึงช่วงวัยผู้สูงอายุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทักษะของการใช้เหตุผลโต้ตอบในการเจรจา1 ดังนั้น นอกจากทารกที่กินนมแม่จะมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตที่มากกว่าแล้ว พัฒนาการทางด้านการเจรจาโต้ตอบพร้อมเหตุผลยังพบมากในผู้สูงอายุที่มีประวัติการกินนมแม่ ซึ่งทักษะเหล่านี้มีความจำเป็นในการเป็นผู้นำ จึงอาจเป็นไปได้ว่า การที่ทารกได้กินนมแม่อาจช่วยให้ทารกมีโอกาสที่จะเป็นผู้นำสูงเมื่ออายุสูงวัยมากขึ้น ซึ่งคำถามนี้ยังต้องการการศึกษาเพิ่มเติมต่อไปในอนาคต
เอกสารอ้างอิง
Rantalainen V, Lahti J, Henriksson M, et al. Association between breastfeeding and better preserved cognitive ability in an elderly cohort of Finnish men. Psychol Med 2017:1-13.
รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
? ? ? ? ? ? ? จากหลายการศึกษาที่พบว่าบุคลากรทางการแพทย์ขาดความรู้และความมั่นใจที่จะให้คำปรึกษามารดาและครอบครัวในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ โดยเฉพาะในส่วนของแพทย์ แม้ว่าในเกณฑ์การประกอบวิชาชีพเวชกรรมของแพทยสภาในปี 2555 ได้กำหนดเป็นสิ่งที่ต้องรู้เมื่อจบเป็นแพทย์ แต่หลักสูตรของแต่ละสถาบันที่ผลิตแพทย์ที่มีการจัดการเรียนรู้หลากหลาย ยังขาดความชัดเจนในการประเมินสมรรถนะ (competency) ที่เป็นมาตรฐานขั้นต่ำที่แพทย์ที่จบมา ต้องปฏิบัติได้ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว การขับเคลื่อนเพื่อกำหนดเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำในการเรียนรู้ของนิสิตนักศึกษาแพทย์จึงมีความจำเป็น ซึ่งการประเมินมาตรฐานคุณภาพการศึกษาของหลักสูตรอาจต้องใส่ใจและให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ สำหรับหลักสูตรของพยาบาล ความชัดเจนในการกำหนดเกณฑ์การเรียนรู้ในเรื่องนมแม่มีความชัดเจนมากกว่ารวมทั้งรูปแบบการประเมินความรู้และประสบการณ์ อย่างไรก็ตาม ความขาดแคลนพยาบาลที่มีประสบการณ์ในการทำงานมีจำนวนมาก ดังนั้น ในภาพรวมจึงเกิดการขาดความรู้และประสบการณ์ของบุคลากรทางการแพทย์ที่จะส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เพราะการสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ไม่ใช่แต่เพียงดูว่ามารดาเข้าเต้าให้นมลูกได้เท่านั้น แต่ยังต้องมีกระบวนการการดูแล ให้คำปรึกษาเพื่อช่วยมารดาแก้ไขปัญหาหรืออุปสรรคต่าง ๆ ในระหว่างการดูแลทารกและเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ 1 ซึ่งแต่ละภาคส่วนที่มีบทบาทและเกี่ยวข้องกับส่วนนี้ ควรร่วมช่วยกันเพื่อสร้างระบบหรือกระบวนการให้บุคลากรทางการแพทย์มีความรู้และประสบการณ์ในการให้คำปรึกษาเรื่องนมแม่โดยที่มีจำนวนพอเพียงด้วย
เอกสารอ้างอิง
Robinson BA, Hartrick Doane G. Beyond the latch: A new approach to breastfeeding. Nurse Educ Pract 2017;26:115-7.
รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
? ? ? ? ???หลายสิ่งหลายอย่างของลักษณะที่ปรากฏออกมาของทารกเป็นมาจากพันธุกรรมและสภาพแวดล้อมในระหว่างการตั้งครรภ์ แต่ปัจจัยที่ได้รับการศึกษาและพบว่ามีผลต่อสุขภาพและภูมิคุ้มกันของทารกเมื่อทารกเจริญเติบโตขึ้นก็คือ การได้รับสารอาหารที่ดีและเหมาะสมตั้งแต่ในระยะแรกของชีวิต ซึ่งได้แก่ การที่ทารกได้กินนมแม่ การได้รับวิตามินดีที่เพียงพอ และการได้รับการกระตุ้นภูมิคุ้มกันจากแบคทีเรียที่เป็นโปรไบโอติก ที่พบว่าอาจเป็นตัวกำหนดสุขภาพที่ดีของทารกเมื่อเจริญเติบโตขึ้นและเป็นสิ่งที่กระตุ้นภูมิคุ้มกันให้มีการทำงานอย่างเหมาะสม ซึ่งการที่จะได้รับสารอาหารที่ดีนั้นรวมกันอยู่ในการให้ลูกได้เริ่มต้นการกินนมแม่ตั้งแต่ในระยะแรกของชีวิต การมีการโอบกอดทารกเนื้อแนบเนื้อช่วยในเรื่องจุลินทรีย์ที่เป็นโปรไบโอติก และการดูแลให้มารดาได้รับวิตามินดีที่เพียงพอระหว่างการให้นมบุตร 1 ถ้าหากมารดาสามารถปฏิบัติสิ่งนี้ได้ก็เท่ากับเป็นการวางรากฐานของสุขภาพที่ดี มีภูมิคุ้มกันที่เหมาะสมที่จะพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่ทารกต้องเผชิญเมื่อเติบโตขึ้นในอนาคต
เอกสารอ้างอิง
Berti C, Agostoni C, Davanzo R, et al. Early-life nutritional exposures and lifelong health: immediate and long-lasting impacts of probiotics, vitamin D, and breastfeeding. Nutr Rev 2017.
?
รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
??????????? เมื่อมารดาตั้งครรภ์ มารดาและครอบครัวจะมาฝากครรภ์ ซึ่งแพทย์ที่พบเจอก็จะเป็นสูติแพทย์ ซึ่งจะเป็นผู้ให้ความรู้ แนะนำการปฏิบัติตัวต่าง ๆ ของมารดาในระหว่างตั้งครรภ์ การคลอด และในช่วงระยะหลังคลอด โดยที่การให้ความรู้เรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ควรเริ่มตั้งแต่ในระยะฝากครรภ์ เพื่อสร้างความเข้าใจและความตระหนักถึงความสำคัญของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ที่จะส่งผลต่อทัศนคติของมารดาและครอบครัวในการที่จะตัดสินใจเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ซึ่งบทบาทที่กล่าวมาแล้วนั้น ส่วนใหญ่มักเป็นสูติแพทย์ที่เป็นผู้เริ่มต้นดูแลมารดาและครอบครัวในระยะฝากครรภ์ ดังนั้น ในการเรียนการสอนแพทย์ประจำบ้านสาขาสูติศาสตร์นรีเวชวิทยาควรให้ความสำคัญกับการจัดการเรียนการสอนเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่แก่แพทย์ที่จะจบไปเป็นสูติแพทย์ มีการศึกษาในสหรัฐอเมริการพบการจัดการเรียนการสอนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในแพทย์ประจำบ้านทางสูติศาสตร์นรีเวชวิทยามีชั่วโมงการจัดการเรียนการสอนสูงกว่าแพทย์ประจำบ้านทางกุมารเวชศาสตร์และแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว 1 ดังนั้น การสื่อสารจากสถาบันผลิตแพทย์ประจำบ้านและราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์ที่บอกถึงบทบาทที่สำคัญในการส่งเสริม สนับสนุนและปกป้องนมแม่ของสูตินรีแพทย์จะช่วยเพิ่มอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ที่ยังมีตัวเลขที่ต่ำอยู่ของประเทศไทยได้
เอกสารอ้างอิง
Rodriguez Lien E, Shattuck K. Breastfeeding Education and Support Services Provided to Family Medicine and Obstetrics-Gynecology Residents. Breastfeed Med 2017.
รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
??????????? เป็นที่ทราบกันเป็นอย่างดีว่า การที่มารดาให้ลูกกินนมแม่จะช่วยลดความเสี่ยงของมารดาที่จะเป็นมะเร็งเต้านมและในมารดาที่เป็นมะเร็งเต้านม ประวัติของการที่เคยให้ลูกกินนมแม่มีผลที่ดีต่อพยากรณ์ของโรค อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันพบการเกิดมะเร็งเต้านมสูงขึ้นและยังเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของมะเร็งในสตรีที่ทำให้สตรีเสียชีวิต ดังนั้น การทราบปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดมะเร็งเต้านมจึงมีความจำเป็น เพื่อสตรีจะได้ปฏิบัติตัวอย่างเหมาะสมโดยลดปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ โดยปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดมะเร็งเต้านม ได้แก่ การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ การรับประทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตและไขมันอิ่มตัวสูง การรับประทานกรดไขมันที่ไม่อิ่มตัว (polyunsaturated fatty acid) อาหารที่มีเส้นใย และวิตามินบางชนิดน้อย โดยวิตามินที่มีผลคือ วิตามินดี โฟเลต และคาโรทีนนอยด์ (carotenoid) การออกกำลังกายน้อย และสัดส่วนของไขมันในร่างกาย 1 จะเห็นว่า ปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้นอกจากจะมีผลต่อการเกิดมะเร็งเต้านมแล้ว ยังอาจส่งผลทำให้เกิดโรคทางเมตาบอลิกและเบาหวานในระยะยาวได้ ความเข้าใจเรื่องปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ของสตรีจะนำไปสู่การตระหนักถึงความสำคัญในการปรับเปลี่ยนทัศนคติที่จะมีผลต่อรูปแบบของการใช้ชีวิตที่อาจส่งผลในการลดการเกิดมะเร็งเต้านมและช่วยส่งเสริมสุขภาพของสตรีให้ดีขึ้นได้
เอกสารอ้างอิง
Romieu, II, Amadou A, Chajes V. The Role of Diet, Physical Activity, Body Fatness, and Breastfeeding in Breast Cancer in Young Women: Epidemiological Evidence. Rev Invest Clin 2017;69:193-203.
เรื่องนำทาง
แหล่งความรู้ เกี่ยวกับสูติ-นรีเวช (Obstetrics-Gynecology)