คลังเก็บหมวดหมู่: คำถามที่พบบ่อย

คำถามที่พบบ่อย

การที่ทารกไม่ยอมกินนมแม่ อาจไม่ใช่ต้องการหย่านม

IMG_1025

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

      บางครั้งเมื่อทารกไม่ยอมกินนมแม่ มารดาอาจเข้าใจผิดคิดว่าทารกต้องการหย่านม แต่ในความจริงมีหลายปัจจัยที่ทำให้ทารกไม่ยอมกินนมแม่ โดยทั่วไป ทารกควรกินนมแม่อย่างน้อย 1-2 ปี เพื่อช่วยในพัฒนาการของสมอง ร่างกาย และการเจริญเติบโตที่เหมาะสมตามวัย รวมทั้งช่วยเรื่องภูมิคุ้มกันต่อต้านโรค เมื่อทารกไม่ยอมกินนมหรือหยุดกินก่อนเวลาเหมาะสม มารดาและบุคลากรทางการแพทย์ควรหาสาเหตุที่ทำให้ทารกไม่ยอมกินนมแม่ก่อน โดยไม่ควรเหมารวมว่าทารกต้องการหย่านม สาเหตุที่พบบ่อยที่ทำให้ทารกไม่ยอมกินนมแม่ ได้แก่

      -ทารกกินนมผสม การที่ทารกกินนมผสม กลไกการกินนมผสมคือ น้ำนมจะไหลเข้าปากและคอทารกโดยทารกไม่ต้องออกแรงในการดูดหรือออกแรงน้อย ทารกไม่ต้องแลบลิ้นยื่นออกเพื่อกดลานนมเหมือนกับการกินนมแม่ ซึ่งจะทำให้ทารกได้ฝึกควบคุมการกินอาหาร แต่ในการกินนมผสมจากขวด ทารกจะกินตามที่มารดาป้อน หากไม่ระมัดระวัง ทารกจะกินนมจำนวนมากเกินไป ทำให้แหวะนม อาเจียน ทารกน้ำหนักเกินเกณฑ์ และปฏิเสธการกินนมแม่ได้

      -ทารกไม่สบาย มีการติดเชื้อ การติดเชื้อที่พบได้บ่อย คือ การติดเชื้อในทางเดินหายใจ โดยอาจทำให้ทารกมีน้ำมูก และหายใจไม่สะดวกขณะกินนม ซึ่งจะทำให้ทารกไม่ยอมกินนมได้ นอกจากนี้ การติดเชื้อในหูชั้นกลาง ซึ่งจะทำให้ทารกเจ็บในขณะดูดนม ก็ทำให้ทารกไม่ยอมดูดนมได้เช่นกัน

      -ทารกเริ่มมีฟันขึ้น ทารกจะมีการเจ็บบริเวณเหงือก อาจทำให้ทารกไม่ค่อยยอมดูดนม หรือทารกมีการกัดหัวนมมารดา ทำให้มารดาเจ็บ และกลัวการให้นม

      -ความเครียดในครอบครัว ส่งผลกระทบต่อมารดา และมีผลต่อทารกที่อาจจะรู้สึกถึงความตึงเครียดไปด้วย ทำให้การดูดนมไม่ดีหรือไม่ยอมดูดนม

      -การแยกห่างจากมารดา หากทารกห่างเหินจากมารดาไประยะหนึ่งแล้ว การกลับมาให้นมในตอนแรกๆ ทารก อาจไม่ยอมดูดนมได้ อย่างไรก็ตาม การแยกห่างจากมารดาขึ้นอยู่กับช่วงเวลาในการที่ทารกแยกห่างจากมารดาด้วย ทารกที่แยกห่างจากมารดาตั้งแต่ในระยะแรก ยังไม่มีสายสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูก ลูกอาจรู้สึกห่างเหิน หรือขาดการจดจำหรือฝังใจกับมารดา ผลกระทบจะมีมากกว่า ซึ่งความห่างเหินจะมีและส่งผลต่อการกินนมของลูกด้วย

เอกสารอ้างอิง

  1. Cadwell K, Turner-Maffei C. Pocket guide for lactation management. 2nd ed. Burlington: Jones & Bartlett Learning 2014.

 

การวางแผนสำหรับการหย่านมลูก

IMG_1036

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

       ความตั้งใจของมารดาร่วมกับการวางแผนการเลี้ยงลูกด้วยนมที่ดี จะทำให้ความคาดหวังที่จะเลี้ยงลูกได้ตามระยะเวลาประสบความสำเร็จ เมื่อถึงเวลาที่หย่านมลูก มารดาควรมีการวางแผนเช่นกัน คำถามที่ต้องถามตนเองเมื่อมารดาวางแผนการหย่านมลูก ได้แก่

       -เวลาที่ให้ลูกหย่านม ลูกอายุเท่าไหร่ โดยทั่วไป ตามคำแนะนำขององค์กรอนามัยโลก  แนะนำให้ให้นมลูกอย่างเดียวหกเดือน ต่อจากนั้นให้อาหารตามวัยร่วมกับนมแม่จนครบ 2 ปีหรือนานกว่านั้นขึ้นอยู่กับความต้องการของมารดาและทารก แต่ในสภาพสังคมปัจจุบัน มารดาและครอบครัวอาจวางแผนการให้นมลูกได้ไม่ครบตามแนะนำ หากมารดาให้ลูกหย่านมก่อน 1 ปี การเตรียมอาหารทางเลือกสำหรับทารกที่เหมาะสม คือ นมผสม ซึ่งการเปลี่ยนให้ทารกกินนมผสมในบางราย ทารกอาจไม่ยอมกิน หรืออาจมีการขับถ่ายที่ผิดปกติ ท้องผูกหรือท้องเสียได้ การลองเริ่มนมผสมจึงต้องลองซื้อนมมาขนาดน้อยก่อน เพื่อให้ทารกลองกินดู ว่านมยี่ห้อนี้จะเหมาะสมกับทารกหรือไม่ แล้วจึงซื้อในปริมาณที่มากขึ้น หากมารดาให้ลูกหย่านมหลัง 1 ปี มารดามีทางเลือกของอาหารทดแทนโดยอาจใช้นมผสม นมพาสเจอร์ไรส์ หรือนมสเตอริไลส์ ขึ้นอยู่กับมารดาแต่ละรายที่ตัดสินใจตามความเหมาะสมกับทารก ความสะดวก และเศรษฐานะของมารดา ซึ่งมารดาต้องเตรียมความพร้อมเรื่องค่าใช้จ่ายที่ต้องเพิ่มขึ้นจากนมผสม สำหรับการดูแลทางด้านจิตใจของทารกที่ไม่ได้ดูดนมแม่ การเอาใจใส่ หรือเพิ่มความใกล้ชิดในการดูแลของคนในครอบครัวมากขึ้นจะช่วยให้ทารกปรับตัวได้ดีขึ้น หากมารดามีความจำเป็นต้องออกไปทำงานและไม่สามารถบีบเก็บนมแม่มาให้ได้

       -ระยะเวลาที่ใช้ในการหย่านม หากมารดาต้องการหย่านมหรือหยุดให้นมทันที การปรับตัวของร่างกายอาจไม่ทันกับการตัดสินใจ มารดาอาจมีเต้านมคัด เจ็บเต้านม เต้านมอักเสบ หรือเกิดฝีที่เต้านมได้ หากได้รับการดูแลที่ไม่เหมาะสม การวางแผนโดยการค่อยๆ ลดปริมาณการให้นมแม่ลงร่วมกับการค่อยๆ ให้อาหารทดแทนจะทำให้มารดาและทารกปรับตัวได้ดีกว่า อย่างไรก็ตาม การปรับลดการให้นมแม่ลงตามช่วงเวลาก็เป็นทางเลือกหนึ่ง หากมารดาต้องไปทำงานกลางวันและไม่สามารถบีบเก็บน้ำนมได้ การให้นมแม่ในช่วงเวลากลางคืนก็ยังมีประโยชน์กับทารก โดยเมื่อมารดาลดปริมาณการให้น้อยลง  การผลิตน้ำนมจะลดลงเอง และทารกจะปรับตัว จนหย่านมได้เอง ระยะเวลาในการเตรียมตัวสำหรับการหย่านมในมารดาแต่ละคนอาจไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างของมารดาและทารกโดยยึดเป้าประสงค์หลักคือ ให้ทารกกินนมแม่ให้นานที่สุดเท่าที่นานได้ โดยการหย่านมมีผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจมารดาและทารกน้อยที่สุด

เอกสารอ้างอิง

  1. Cadwell K, Turner-Maffei C. Pocket guide for lactation management. 2nd ed. Burlington: Jones & Bartlett Learning 2014.

 

 

เมื่อแม่ต้องการให้ลูกหย่านม

362225_8693264_0

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

       เมื่อมารดาพูดถึงการหย่านมหรือการหยุดให้นมลูก คงต้องสอบถามความเข้าใจให้ตรงกันก่อนว่า มารดาหมายถึงอะไร บางครั้งการที่มารดาพูดถึงการหย่านม อาจหมายถึงการเริ่มที่จะให้อาหารเสริมตามวัย หรือหมายถึงการหยุดให้นมในเวลากลางคืน หรือหมายถึงความต้องการที่จะหยุดให้นมในวันนี้ทันที หรือในช่วงนี้ หรือหยุดการให้นมไปตลอด

      การเริ่มให้นมจะมีกระบวนการที่มารดาต้องปรับตัวและต้องใช้เวลาเช่นเดียวกันกับการหย่านม มารดาควรต้องทราบว่าร่างกายและจิตใจมารดาต้องใช้เวลาในการปรับตัวเช่นกัน การหยุดให้นมแม่ทันที มารดาอาจมีอาการตึงคัดเต้านม เจ็บ หรือมีการอักเสบของเต้านมได้ หากดูแลไม่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม การหย่านมแม่ควรเลือกในช่วงของอายุของทารกที่เหมาะสม โดยหากมารดามีการเตรียมตัว และให้เวลากับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ การให้ลูกกินนมแม่และการหย่านมจะเป็นความรู้สึกที่ดีที่ฝังอยู่ในจิตใจของมารดาและทารก เมื่อได้ระลึกถึงความหลัง

เอกสารอ้างอิง

  1. Cadwell K, Turner-Maffei C. Pocket guide for lactation management. 2nd ed. Burlington: Jones & Bartlett Learning 2014.

เหตุผลของการหย่านม

00025-1-1-l-small

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

      การให้นมกับการหย่านมเป็นสิ่งที่คู่กัน การหย่านมหลังจากทารกกินนมแม่มาได้ระยะหนึ่งแล้ว พบว่า มีเหตุผลของการหย่านมอยู่ 3 ประการ

      -ประการแรก คือ หย่านมเนื่องจากความต้องการของมารดา ซึ่งเป็นเหตุผลส่วนใหญ่ที่มารดาหยุดให้นมแม่

      -ประการที่สอง คือ หย่านมเนื่องจากความต้องการของทารก การให้นมแม่จะให้ตามความต้องการของทารก โดยแม่จะไม่เสนอ แต่จะไม่ปฏิเสธการให้นม ซึ่งการหย่านมด้วยเหตุผลนี้ ทารกควรกินนมแม่ได้อย่างน้อย 1 ปี

      -ประการที่สาม คือ หย่านมตามค่านิยมของสังคม สังคมไทย แม้ว่าจะเริ่มมีกระแสเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่มากขึ้น แต่อัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ที่นานกว่าหกเดือนยังมีน้อย ค่านิยมในสังคมในแต่ละท้องถิ่นอาจมีความแตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม ควรสร้างค่านิยมของสังคมให้มีการหย่านมเมื่อให้นมแม่อย่างน้อย 2 ปี

เอกสารอ้างอิง

  1. Cadwell K, Turner-Maffei C. Pocket guide for lactation management. 2nd ed. Burlington: Jones & Bartlett Learning 2014.

ตั้งครรภ์ลูกคนใหม่ จะให้นมลูกคนก่อนได้ไหม

S__38207890

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

      โดยทั่วไป หากมารดาให้ลูกกินนมแม่อย่างเดียวหกเดือนจะเป็นส่วนหนึ่งในกลไกของร่างกายที่จะช่วยป้องกันการตกไข่และเป็นการคุมกำเนิด แต่หลังจากหกเดือนแรกแล้ว หากมารดาต้องการมีบุตร สามารถปล่อยให้มีบุตรได้โดยไม่จำเป็นต้องคุมกำเนิดต่อ ในกรณีนี้ อาจจะมีการตั้งครรภ์ลูกคนใหม่ ในขณะที่ลูกคนก่อนยังกินนมแม่อยู่ได้ ซึ่งหากมารดาไม่มีความเสี่ยงในเรื่องการคลอดบุตรก่อนกำหนด การให้นมลูกไปพร้อมกับการตั้งครรภ์สามารถทำได้ แม้มารดาอาจมีอาการเจ็บหัวนมเพิ่มขึ้นได้จากความไวของผิวสัมผัสบริเวณหัวนมมีมากขึ้น และมีปริมาณน้ำนมลดลงได้จากการเปลี่ยนแปลงของร่างกายในระหว่างการตั้งครรภ์ สิ่งเหล่านี้ มารดาไม่จำเป็นต้องวิตกกังวล เนื่องจากการให้นมแม่หลังช่วงหกเดือนแรกไปแล้ว นมแม่เป็นเพียงอาหารเสริม ซึ่งลูกจำเป็นต้องกินอาหารตามวัยให้ครบถ้วนอยู่แล้ว

       เมื่อมารดาคลอด การให้นมลูกที่เกิดใหม่ไปพร้อมกับลูกคนก่อน ภาษาอังกฤษใช้คำว่า “tandem nursing” สามารถทำได้เช่นกัน การเตรียมพร้อมของมารดาให้รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และครบส่วนเป็นสิ่งที่จำเป็นในระหว่างการตั้งครรภ์และให้นมลูก อย่างไรก็ตาม ควรเริ่มให้นมลูกคนที่เกิดใหม่ก่อนและให้นมบ่อยๆ วันละ 8-12 ครั้ง โดยในระหว่างนั้น ยังสามารถให้นมลูกคนก่อนได้ น้ำนมแม่อาจจะเปลี่ยนแปลงไปเป็นหัวน้ำนมหรือน้ำนมเหลือง ซึ่งจะช่วยในการขับถ่ายมากขึ้น แต่ไม่มีอันตรายสำหรับลูกคนโต แต่เรื่องการให้เวลาดูแลเอาใจใส่ลูกคนโตในระหว่างช่วงเวลาที่ไม่ได้ให้นมลูกคนเล็กมีความจำเป็นและมีความสำคัญ เพื่อไม่ให้ลูกคนโตรู้สึกขาดแม่จากการที่ต้องให้นมลูกคนแรก ดังนั้น การจัดสรรเวลาให้เหมาะสมร่วมกับความช่วยเหลือของสามี ปู่ย่าตายาย ที่จะช่วยในการบริหารเวลาในการดูแลลูกทั้งสองคนให้มีความสมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ

เอกสารอ้างอิง

  1. Cadwell K, Turner-Maffei C. Pocket guide for lactation management. 2nd ed. Burlington: Jones & Bartlett Learning 2014.