คลังเก็บหมวดหมู่: การดูแลการคลอดโดยใช้ข้อมูลหลักฐานเชิงประจักษ์

การดูแลการคลอดโดยใช้ข้อมูลหลักฐานเชิงประจักษ์

การเริ่มต้นเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวที่โรงพยาบาลช่วยให้ระยะเวลาการให้นมลูกนานขึ้น

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

              ประโยชน์ของการคลอดทารกในโรงพยาบาลที่สนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่คือ โรงพยาบาลจะมีนโยบายและการปฏิบัติรวมทั้งขั้นตอนต่าง ๆ ที่จะเสริมสร้างความรู้ ทัศนคติที่ดีต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของมารดาและครอบครัว และมีแนวทางการดูแลส่งเสริมให้ทารกได้เริ่มต้นการกินนมแม่ตั้งแต่ในระยะแรกหลังคลอด มีการส่งเสริมให้มารดาโอบกอดทารกเนื้อแนบเนื้อ และหลีกเลี่ยงการให้นมผงดัดแปลงสำหรับทารกและอาหารอื่นที่จะให้แก่ทารกในระยะแรก นอกจากนี้ ยังมีระบบติดตามและส่งต่อการดูแลเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ให้แก่บุคลากรทางการแพทย์หรือบุคลากรอาสาที่จะสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในชุมชน ด้วยปัจจัยเหล่านี้จึงพบว่าหากมีการให้ลูกได้กินนมแม่อย่างเดียวในโรงพยาบาลได้ จะช่วยให้ระยะเวลาการให้นมลูกของมารดายาวนานขึ้น1 นี่น่าจะถือเป็นผลประโยชน์หนึ่งของการที่ส่งเสริมให้โรงพยาบาลดูแลมารดาและทารกอย่างเป็นมิตรต่อทารกในเรื่องของนมแม่และปฏิบัติตามบันไดสิบขั้นสู่ความสำเร็จของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ จะช่วยเพิ่มอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้

เอกสารอ้างอิง

  1. Vehling L, Chan D, McGavock J, et al. Exclusive breastfeeding in hospital predicts longer breastfeeding duration in Canada: Implications for health equity. Birth 2018.

 

 

 

ลักษณะบุคลิกภาพของมารดาสำคัญต่อความสำเร็จของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

                  จากการศึกษาที่ผ่าน ๆ มา พบว่าอาการซึมเศร้าหรือวิตกกังวลมีผลต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ แต่ผลการศึกษาเมื่อเร็ว ๆ นี้ ยังพบว่า ลักษณะของบุคลิกภาพของมารดามีความสำคัญต่อความสำเร็จของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ โดยพบว่าบุคลิกภาพที่เปิดรับประสบการณ์ (openness) และบุคลิกภาพที่ยินยอมเห็นใจ (agreeableness) มีผลดีต่อความสำเร็จของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ส่วนบุคลิกภาพที่มีความสนใจต่อสิ่งภายนอก (extraversion) และบุคลิกภาพที่มีความไม่เสถียรทางอารมณ์ (neuroticism) มีผลเสียต่อความสำเร็จของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ โดยที่ลักษณะของบุคลิกภาพของมารดาอาจจะมีความสำคัญต่อความสำเร็จของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่มากกว่าอาการซึมเศร้าหรืออาการวิตกกังวลของมารดา1  ดังนั้นในการให้คำปรึกษาของบุคลากรทางการแพทย์ต่อมารดาควรมีการคำนึงถึงความสำคัญของลักษณะบุคลิกภาพของมารดาเพื่อเลือกการให้คำปรึกษาให้เหมาะกับบุคลิกภาพของมารดาด้วย

เอกสารอ้างอิง

  1. Verbeek T, Quittner L, de Cock P, de Groot N, Bockting CLH, Burger H. Personality Traits Predict Meeting the WHO Recommendation of 6 Months’ Breastfeeding: A Prospective General Population Cohort Study. Adv Neonatal Care 2018.

 

 

การจัดทำวิดีโอการจัดท่าให้นมลูกและการบีบน้ำนมให้แก่บุคลากรช่วยสร้างมั่นใจในการสอนแม่

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

               จากการศึกษาที่ผ่านมา พบว่าแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์มักขาดความมั่นใจในการสอนหรือให้คำปรึกษามารดาและครอบครัวในเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ดังนั้น การจัดการอบรมเพื่อให้ความรู้เรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างสม่ำเสมอ ฝึกทักษะ และเพิ่มสมรรถนะให้บุคลากรมีความรู้ที่ทันสมัย จะช่วยสร้างความมั่นใจให้บุคลากรในการสอนและให้มารดาและครอบครัวในเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ นอกจากนี้ ยังพบว่า การจัดทำวิดีโอการจัดท่าให้นมลูกและการบีบน้ำนมเพื่อให้บุคลากรได้รับความรู้และทบทวนทักษะการปฏิบัติยังช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์มีความรู้และสร้างความมั่นใจให้แก่บุคลากรที่จะทำหน้าที่ในการสอนมารดา ซึ่งจะเห็นว่า การจัดทำสื่อการสอนวิดีโอให้แก่บุคลากรทางการแพทย์เป็นวิธีที่ง่าย และอาจเป็นทางเลือกหนึ่งที่ดีอันหนึ่งที่จะช่วยสร้างความมั่นใจแก่บุคลากร โดยหากมารดามีการจัดท่าให้นมลูกและบีบน้ำนมได้ดีและเหมาะสมจะเป็นพื้นฐานที่จะช่วยให้อัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพิ่มสูงขึ้นได้

เอกสารอ้างอิง

  1. Wallace LM, Ma Y, Qiu LQ, Dunn OM. Educational videos for practitioners attending Baby Friendly Hospital Initiative workshops supporting breastfeeding positioning, attachment and hand expression skills: Effects on knowledge and confidence. Nurse Educ Pract 2018;31:7-13.

ความตั้งใจในการให้ลูกกินนมแม่ของพ่อและแม่ที่ไม่สอดคล้องกันมีผลต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

             เป็นที่ทราบกันว่า ความตั้งใจที่จะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของมารดาและของบิดาจะมีผลดีต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ แต่ก็ยังเกิดคำถามต่อมาว่า หากความตั้งใจของมารดาและบิดาที่ไม่สอดคล้องกันในเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ จะส่งผลต่อการให้นมลูกอย่างไร เมื่อเร็ว ๆ นี้ มีการศึกษาถึงเรื่องนี้ พบว่า หากมารดามีความคิดเห็นที่สอดคล้องกันในเรื่องที่จะไม่ให้ลูกกินนมแม่ ทารกหลังคลอดจะมีโอกาสที่จะไม่ได้กินนมแม่หรือมีการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ที่หกเดือนต่ำกว่าในกรณีที่ทั้งมารดาและบิดาเห็นด้วยว่าจะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ และพบผลในทำนองเดียวกัน หากมารดาและบิดามีความคิดเห็นไม่สอดคล้องกันในเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่คือพบว่า ทารกหลังคลอดจะมีโอกาสที่จะไม่ได้กินนมแม่หรือมีการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ที่หกเดือนต่ำกว่าในกรณีที่ทั้งมารดาและบิดาเห็นด้วยว่าจะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่1 ดังนั้น ในการให้ความรู้ที่เพียงพอที่จะสร้างทัศนคติที่ดีต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่มีความจำเป็นต้องให้ทั้งมารดาและบิดาเพื่อให้เกิดความสอดคล้องกันในการตัดสินใจในการให้นมลูกหลังคลอดและเป็นผลดีต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

เอกสารอ้างอิง

  1. Wallenborn JT, Chambers G, Lowery EP, Masho SW. Discordance in Couples Pregnancy Intentions and Breastfeeding Duration: Results from the National Survey of Family Growth 2011-2013. J Pregnancy 2018;2018:8568341.

 

การเข้าถึงความรู้และสื่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของคนไทยยังจำกัด

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

              ปัจจุบัน สื่อและความรู้ต่าง ๆ ทั่วโลกสามารถเข้าถึงได้โดยผ่านการสื่อสารออนไลน์หรืออินเตอร์เน็ตรวมทั้งความรู้และสื่อเรื่องนมแม่ แม้ว่าคนไทยจะมีการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตมากกว่าในยุคแรก โดยที่ในยุคนี้จะเป็นยุค 4G ที่กำลังจะย่างเข้ายุค 5G แต่การเข้าถึงที่มากนั้นยังมีความจำกัดในเฉพาะชุมชนเมือง และยังขาดการเข้าถึงในกลุ่มประชากรที่อยู่ในชนบท ทั้ง ๆ ที่มีความพยายามจะจัดสรรให้กลุ่มคนในชนบทสามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตโดยการมีจัดโครงการเน็ตประชารัฐเพื่อจะช่วยเอื้อให้เกิดการสร้างโอกาสการเข้าถึงความรู้และสื่อที่สนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม อาจมีปัจจัยหลาย ๆ อย่างที่ยังคงไม่เอื้อหรือเป็นอุปสรรคต่อการเข้าไปศึกษาสื่อความรู้ทางอินเตอร์เน็ต ได้แก่ อุปสรรคทางด้านภาษา อุปสรรคในด้านการให้คำปรึกษาหรือให้การแนะนำการเข้าถึงสื่อที่เป็นประโยชน์ และอุปสรรคด้านการทำความเข้าใจในสื่อต่าง ๆ ที่มีในอินเตอร์เน็ต มีการศึกษาการสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ผ่านแอปพบว่า การจัดทำสื่อความรู้สนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่น่าจะช่วยให้การเข้าถึงและทำความเข้าใจในสื่อความรู้เรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่นั้นดีขึ้น โดยเฉพาะการเลือกทำแอปที่กำหนดผู้ใช้บริการเป็นศูนย์กลาง (user-centers) จะช่วยให้การเข้าถึงสื่อทำได้ง่ายและจะช่วยลดอุปสรรคของการเข้าถึงในกลุ่มประชากรในชนบท1 ถึงแม้ว่าสื่อทางอินเตอร์เน็ตในยุคปัจจุบันจะมีความสำคัญมากขึ้น แต่บุคลากรทางการแพทย์ก็ไม่ควรลืมหรือละทิ้งการสนับสนุนผ่านสื่อต่าง ๆ ที่มีความหลากหลาย เนื่องจากกลุ่มประชากรยังมีพื้นฐานความรู้เบื้องต้นและจริตที่แตกต่างกัน การให้ความรู้ที่เหมาะกับจริตของผู้รับจะได้รับความสนใจและเอื้อให้เกิดผลมากที่สุด

เอกสารอ้างอิง

  1. Wheaton N, Lenehan J, Amir LH. Evaluation of a Breastfeeding App in Rural Australia: Prospective Cohort Study. J Hum Lact 2018;34:711-20.