เรื่องทั้งหมดโดย OB-GYN

ปกติคนตั้งครรภ์ น้ำหนักควรจะขึ้นเดือนละกี่กิโลกรัม?

ปกติคนตั้งครรภ์ น้ำหนักควรจะขึ้นเดือนละกี่กิโลกรัม?

 

? ? ? ? ??โดยทั่วไปในช่วงไตรมาสแรก น้ำหนักขึ้นประมาณ 1 กิโลกรัม นั่นคือ ในสามเดือนแรกน้ำหนักต่อเดือนอาจจะไม่ขึ้นหรือขึ้นประมาณ 1 กิโลกรัม ช่วงไตรมาสสองและที่สาม น้ำหนักจะขึ้นช่วงละประมาณ 5 กิโลกรัม นั่นคือ น้ำหนักต่อเดือนไม่ควรขึ้นเกิน 2 กิโลกรัม โดยรวมแล้วน้ำหนักเพิ่มขึ้นที่เหมาะสมมักประมาณ 11-12 กิโลกรัมเมื่อครรภ์ครบกำหนด

 

บทความโดย รศ.นายแพทย์ภาวิน พัวพรพงษ์

 

 

การติดเชื้อของอวัยวะสืบพันธุ์และอุ้งเชิงกราน

 

?

?การติดเชื้อของอวัยวะสืบพันธุ์และอุ้งเชิงกราน

เนื่องจากพบได้บ่อยจึงจะกล่าวในรายละเอียดดังนี้

การติดเชื้อของมดลูกหลังคลอด ?(postpartum uterine infection)? พบว่ามีชื่อเรียกหลากหลายได้แก่ metritis,? endometritis,? endomyometritis,? และ endoparametritis? เนื่องจากการติดเชื้อไม่ได้อยู่เพียงแค่ในเยื่อบุโพรงมดลูก? แต่ยังมีการติดเชื้อของกล้ามเนื้อมดลูกและบริเวณข้างเคียง? จึงมักนิยมใช้คำว่า ?metritis with pelvic cellulitis?? ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดในการเกิดภาวะนี้พบว่าได้แก่? ?วิธีการคลอดบุตร (route of delivery)?? ซึ่งพบว่าการผ่าตัดคลอดจะมีความเสี่ยงสูง

กลไกการเกิดการติดเชื้อของมดลูกหลังคลอด? ได้แก่ มีการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรียเข้าไปในมดลูก? โดยมีปัจจัยเสี่ยงคือ? การตรวจภายในบ่อยครั้ง? การตรวจติดตามทารกในครรภ์โดยเครื่องตรวจอิเล็กโทรนิคส์ในโพรงมดลูก? การคลอดที่เนินนาน? และการผ่าตัดคลอด? ปัจจัยส่งเสริมได้แก่? บาดแผลจากการผ่าตัด? สารแปลกปลอม (foreign body)? เนื้อเยื่อที่มีเลือดไปเลี้ยงน้อย? และการสะสมของเลือดและน้ำเหลืองในบริเวณที่ผ่าตัด? ทำให้เกิดการแบ่งและเพิ่มจำนวนของแบคทีเรียเข้าไปในเนื้อเยื่อและเกิดการติดเชื้อ เชื้อที่พบในบริเวณนี้? แสดงดังตารางที่ 3

ตารางที่ 3? แสดงแบคทีเรียที่พบบ่อยว่าเป็นสาเหตุของการติดเชื้อของอวัยวะสืบพันธุ์

 

 

อาการและอาการแสดงของการติดเชื้อของมดลูกหลังคลอด? ได้แก่? มีไข้สูง? กดเจ็บบริเวณมดลูก? น้ำคาวปลามีกลิ่นเหม็น? อย่างไรก็ตามก็พบว่า บางครั้งการติดเชื้อโดย b-hemolytic streptococci? มีน้ำคาวปลาปริมาณเล็กน้อยและไม่มีกลิ่นได้?? พบว่ามีคำกล่าวว่า ?ไข้หลังคลอดหลังจากตรวจสอบสาเหตุอื่นๆ แล้วไม่พบ? เป็นลักษณะสำคัญในการให้การวินิจฉัยการติดเชื้อของมดลูกหลังคลอด ?

สำหรับการรักษา? ส่วนใหญ่นิยมให้ยาปฏิชีวนะที่ครอบคลุมเชื้อกว้างเข้าเส้นเลือดดำ? โดยครอบคลุมเชื้อที่พบบ่อยในตารางที่ 3 และมักนิยมให้ยาหลายตัว สูตรยาที่ใช้ตัวอย่างได้แก่

– Ampicillin + Gentamicin

– Clindmycin + Gentamicin

– Ampicillin + Gentamicin + Metronidazole

การใช้ยาปฏิชีวนะในสองสูตรแรกเป็นระยะเวลานาน? จะสามารถทำให้เกิดภาวะ pseudomem-??? branous? colitis? ซึ่งเกิดจากเชื้อ Clostidium difficile ได้? ซึ่งถ้ามีอาการรุนแรงอาจมีอันตรายถึงชีวิต? การรักษาภาวะนี้จำเป็นต้องใช้ vancomycin? หรือ metronidazole? ร่วมกับการรักษาพยุงอาการอื่นๆ

การตอบสนองต่อการรักษาหลังให้การรักษาการติดเชื้อของมดลูกหลังคลอดโดยปกติจะแสดงผลใน 48-72 ชั่วโมง? หลังจากไข้ลง 24 ชั่วโมงสามารถเปลี่ยนยาปฏิชีวนะเป็นยากินได้? และให้ต่อเนื่องไปจนครบ 7-10 วัน

การติดเชื้อของแผลผ่าตัดคลอด? อุบัติการเฉลี่ยประมาณร้อยละ 6? ในกรณีที่ใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกัน? อุบัติการจะลดเหลือร้อยละ 2 หรือน้อยกว่า? ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดภาวะนี้คือ? ความอ้วน? เบาหวาน? การได้รับยากดภูมิคุ้มกัน? ภาวะซีด? การดูแลเรื่องความสะอาดปราศจากเชื้อระหว่างการผ่าตัดและเทคนิคการหยุดเลือดที่ไม่ดีรวมทั้งการเกิด hematoma??? การรักษาโดยให้ยาปฏิชีวนะ? สำหรับกรณีที่เป็นหนอง? จะต้องเปิดทางระบายหนองด้วย

การเกิดปีกมดลูกอักเสบและเยื่อบุช่องท้องอักเสบ?? ส่วนใหญ่เป็นจากการอักเสบจากตัวมดลูกลุกลามไปที่ท่อนำไข่? รังไข่? และเกิดเป็นหนอง? ซึ่งเมื่อแตกออกจะเกิดเยื่อบุช่องท้องอักเสบไปทั่วๆ ท้อง? ในกรณีที่เกิดการอักเสบเป็นก้อนแข็งบริเวณ? parametrium? ใต้ broad ligament จะเรียกเป็น ?parametrium phlegmon?? การรักษาภาวะเหล่านี้จะใช้ยาปฏิชีวนะชนิดฉีด? สำหรับกรณีที่มีการสะสมของหนองหรือเนื้อตายมาก? การผ่าตัดอาจจำเป็น

การติดเชื้อของหลอดเลือดดำอักเสบในอุ้งเชิงกราน(septic pelvic thrombophlebitis)? กลไกการเกิดมักจะเกิดจากการติดเชื้อบริเวณมดลูก? โดยเฉพาะบริเวณที่เป็นที่เกาะของรก? ซึ่งอยู่บริเวณ fundus? เมื่อติดเชื้อจะมีการอักเสบของเส้นเลือดในบริเวณกล้ามเนื้อมดลูก? จากนั้น จะลุกลามเข้าไปใน ovarian vien? ซึ่งข้างขวาจะเทเข้า infevior vena cava? ข้างซ้ายจะเทเข้า renal vein? สำหรับอาการที่ตรวจพบที่สำคัญ คือ อาการปวดบริเวณที่มีการอักเสบโดยปกติมักจะเป็นในวันที่สองหรือสามหลังคลอด? โดยอาจจะมีไข้หรือไม่มีก็ได้? ลักษณะอาการปวดมักจะปวดบริเวณท้องน้อยด้านล่างและปวดบริเวณสีข้าง (flank) อย่างใดอย่างหนึ่ง? หรือทั้งสองอย่างร่วมกัน? การให้การวินิจฉัยมักจะสังเกตอาการไข้ซึ่งไม่พบสาเหตุภายนอกอื่นๆ ร่วมกับอาจจะมีการตรวจพบก้อนบริเวณ parametrium? กดเจ็บตามเส้นเลือดที่มีการอักเสบ? การตรวจ CT หรือ MRI อาจช่วยยืนยันการวินิจฉัย? สมัยก่อนมีการใช้ heparin challenge test ช่วยในการวินิจฉัย คือ ถ้าให้ heparin แล้วไข้ลงก็ให้การวินิจฉัยภาวะนี้?? ในปัจจุบันการรักษาการติดเชื้อของหลอดเลือดดำอักเสบในอุ้งเชิงกรานที่สำคัญ คือ การให้ยาปฏิชีวนะ? ส่วนการให้ heparin ร่วมด้วยเชื่อว่าอาจทำให้ไข้ลดลงช้าลง

การติดเชื้อของแผลบริเวณฝีเย็บ?? พบไม่บ่อยในการคลอดปกติทางช่องคลอด? อุบัติการร้อยละ 0.3-0.5? การติดเชื้อของแผลบริเวณฝีเย็บจะพบลักษณะแผลบวมแดง? บริเวณขอบแผลอาจพบเนื้อตายและมีน้ำเหลือง? น้ำเหลืองปนเลือด หรือหนองออกมาจากบาดแผล?? จากนั้นการแตกแยกของแผลตามมา? อาการที่ตรวจพบได้แก่ ปวดบริเวณแผลฝีเย็บ? ปัสสาวะจะแสบขัด (อาจพบร่วมกับ urinary retention)? มีหนองบริเวณบาดแผล และมีไข้? ปัจจัยที่ช่วยส่งเสริมการเกิดการติดเชื้อ คือภาวะแข็งตัวของเลือดผิดปกติ? การสูบบุหรี่? และการติดเชื้อ? human papillomavirus

สำหรับการรักษาการติดเชื้อของแผลบริเวณฝีเย็บ? ดั้งเดิมจะแนะนำในการรักษาแผลผีเย็บแยกจากการติดเชื้อโดยการรอให้แผลหายเอง? 3-4? เดือน? ถ้าไม่หายจึงพิจารณาการตกแต่งซ่อมแซม? ปัจจุบันมีการรักษาโดยการตกแต่งซ่อมแซมแผลบริเวณฝีเย็บเร็วขึ้น (early repair)? โดยเฉลี่ยพิจารณาทำในวันที่ 6 หลังรักษา? เมื่อสังเกตว่าแผลเริ่มมี granulation tissue ดีและไม่มีลักษณะการติดเชื้อแล้ว?? โดยเตรียมตัวก่อนการเย็บตกแต่งซ่อมแซมดังนี้

  1. ให้ยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำ
  2. เปิดปากแผลตลอดแนวและตัดดึงไหมที่เย็บเดิมออก
  3. การดูแลแผล? โดยตัดเนื้อตายออกให้หมดแล้วล้างแผลวันละ 2 ครั้งด้วย betadine ร่วมกับนั่งแช่ก้นวันละ 3-4 ครั้ง
  4. สวนอุจจาระคืนก่อนวันผ่าตัด
  5. งดน้ำและอาหารหลังเที่ยงคืน

ในการเย็บตกแต่งซ่อมแซมจะทำในห้องผ่าตัดและให้ยาระงับความรู้สึกให้เพียงพอ? การเย็บนิยมเย็บเป็น interrupted? และเย็บเว้นระยะระหว่างเข็มห่าง

การดูแลหลังการผ่าตัด? แนะนำปฏิบัติดังนี้

  1. ให้รับประทานอาหารที่มีกากน้อย
  2. แช่ก้นวันละ 3-4 ครั้ง
  3. ส่องไฟบริเวณฝีเย็บ (heat lamp)

 

การติดเชื้อของแผลในช่องคลอดและปากมดลูก?? แผลในช่องคลอดอาจจะเกิดการติดเชื้อโดยตรงหรือลุกลามมาจากฝีเย็บ? ซึ่งจะพบลักษณะบวมแดงและมีเนื้อตาย? เมื่อเป็นมากอาจลุกลามเข้าทางเดินน้ำเหลืองและเกิดการอักเสบ (lymphangitis)? ใน parametrium ได้? สำหรับการติดเชื้อในบริเวณปากมดลูก? เกิดได้บ่อยกว่า? เนื่องจากในการคลอดมักมีการฉีกขาดของปากมดลูกเสมอและในบริเวณปากมดลูก? ยังพบเป็นแหล่งที่หลบซ่อนของเชื้อโรค? ในกรณีที่มีการฉีกขาดของแผลบริเวณปากมดลูกเข้าไปลึก? อาจลุกลามเข้าเกิดการอักเสบของทางเดินน้ำเหลืองบริเวณ? parametrium และ broaad ligament ได้? การรักษาทั้งสองภาวะนี้ที่สำคัญคือการให้ยาปฏิชีวนะที่ครอบคลุมเชื้อ

Necrotizing fasciitis? ?พบได้น้อย? แต่เป็นภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงมากและมีโอกาสเกิดการเสียชีวิตสูง? ปัจจัยเสี่ยงได้แก่? เบาหวาน? ความอ้วน? ความดันโลหิตสูง? อายุที่มากกว่า 50 ปี?? การขาดสารอาหาร? การเป็นโรคหลอดเลือดส่วนปลาย (peripheral vascular disease)? มะเร็ง? ตับแข็ง? และการใช้ยาเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้น? สาเหตุของการเกิดโรคนี้เกิดจากการติดเชื้อ b-hemolytic streptococci? เดี่ยวๆ หรือที่พบบ่อยกว่าคือ จากเชื้อหลายตัว (polymicrobial)? การให้การรักษาที่สำคัญคือ ? การตัดเนื้อตายออกให้เพียงพอ (extensive surgical debridement) ?? และการให้ยาปฏิชีวนะที่ครอบคลุมเชื้อกว้าง

Toxic shock syndrome? พบน้อยหลังคลอดแต่เป็นภาวะแทรกซ้อนที่มีโอกาสทำให้เกิดการเสียชีวิตได้ถึง 10-15%? มักเกิดในสตรีอายุน้อยที่นิยมใช้ผ้าอนามัยแบบสอด? ซึ่งพบมีเชื้อที่เป็นสาเหตุคือ Staphylococcus aureus? เกาะกลุ่ม colonization อยู่ในช่องคลอดถึงร้อยละ 10 ทำให้เป็นสาเหตุของการเกิดติดเชื้อในระยะหลังคลอด?? นอกจากนี้การลืมผ้าหรือสำลีซับเลือดไว้ในช่องคลอดก็เป็นปัจจัยส่งเสริมการเกิดภาวะนี้? การเกิดภาวะนี้เป็นการเกิดความผิดปกติของหลายอวัยวะ? จากการบาดเจ็บของ capillary endothelial จาก? staphylococcal exotoxin? ซึ่งมีชื่อเรียก? toxic shock syndrome toxin-1 (เดิมมีชื่อเรียก enterotoxin F และ pyogenic exotoxin C)? อาการที่ตรวจพบ ได้แก่? มีไข้? ปวดศรีษะ? สับสน? เป็นผื่นแดง? บวม? คลื่นไส้อาเจียน? ถ่ายเป็นน้ำ? ช็อค? และมีภาวะ disseminated intravascular coagulation? การรักษาภาวะนี้? ต้องรักษาแบบพยุงอาการ (supportive treatment)? ร่วมกับให้ยาปฏิชีวนะที่ครอบคลุมเชื้อ

 

 

ความผิดปกติอื่นๆ ระยะหลังคลอด

 

มดลูกเข้าอู่ช้า (subinvolution)? มักจะพบร่วมกับการมีน้ำคาวปลานานและมากผิดปกติ? สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการตกค้างของเศษของรกในโพรงมดลูก? และการติดเชื้อ? การรักษาในกรณีที่มีการตกเลือดร่วมด้วยจะให้ยากระตุ้นการหดรัดตัวของมดลูกอันได้แก่? methylergonovine? ถ้าการตกเลือดเกิดมากอาจจะต้องขูดมดลูกร่วมด้วย? สำหรับการติดเชื้อรักษาโดยใช้ยาปฏิชีวนะที่ครอบคลุมเชื้อ

การหย่อนตัวของอวัยวะในอุ้งเชิงกราน (pelvic relaxation)? การเกิดการบาดเจ็บและฉีกขาดมากของบริเวณผีเย็บระหว่างการคลอด? อาจจะมีผลทำให้เกิดการหย่อนตัวของอวัยวะในอุ้งเชิงกรานได้? ฉะนั้น การป้องกันไม่ให้เกิดการคลอดที่ลำบากเนิ่นนาน? ซ่อมแซมฝีเย็บอย่างถูกวิธีร่วมกับการบริหารหลังคลอดจะป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนนี้ได้

Galactocele? เกิดจากการอุดตันของท่อน้ำนม? ทำให้เกิดสะสมของน้ำนมในเต้านม? อาจคลำได้เป็นก้อนถ้ามีการสะสมมากจะมี? fluctuation การรักษาโดยปกติจะหายเอง? ถ้าไม่หายใช้การเจาะดูดออก (aspiration)

การมีเต้านมจำนวนมากกว่าปกติ (supernumerary breast)? พบร้อยละ 0.3-0.5? เต้านมที่พบเกินจากปกตินี้อาจพบมีขนาดเล็กมากจนคล้ายกับไฝ? ในกรณีที่ไม่มีหัวนม (nipple)? อาจคล้าย? lipoma? ซึ่งจะเรียงตัวอยู่ในแนว? milk line? ปกติพบอยู่ใต้เต้านมปกติบ่อยกว่าและมักเป็นคู่? ไม่เป็นอันตราย? แต่อาจเจ็บคัดได้? การรักษาเพียงแค่รักษาตามอาการ? แต่ถ้ามีอาการมากพิจารณาตัดออก

หัวนมบอด (inverted nipple)? โดยปกติจะแนะนำและให้การรักษาในระหว่างฝากครรภ์? โดยใช้การจับและดึงบริเวณหัวนมโดยใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้บ่อยๆ? ถ้าพบในระยะคลอดการแก้ไขโดยใช้เครื่องปั๊มน้ำนมไฟฟ้า (electrical pump)? เพื่อให้นมแก่ทารก

หัวนมแตก (nipple fissures)? ส่วนใหญ่เกิดจากการให้นมทารกในลักษณะที่ไม่เหมาะสมทารกจึงขบและกัดบริเวณหัวนม? ทำให้เกิดการแตก? การรักษาเพียงป้องกันการแตกของหัวนมเพิ่มและป้องกันการเกิดการอักเสบของเต้านม? อาจใช้ที่ป้องกันหัวนม (nipple shield)? เช่น? ประทุมแก้ว? ร่วมกับการทาครีมรักษาด้วย? ในการให้นมแก่ทารกสามารถให้ได้ในเต้านมข้างที่ปกติ?? สำหรับข้างที่มีหัวนมแตกอาศัยการปั๊มน้ำนมออกโดยวิธีที่เหมาะสม

ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด? อาจแบ่งตามความรุนแรงและระยะที่เกิดได้เป็น 3 ชนิด ได้แก่? postpartum blues,? postpartum depression,? postpartum psychosis? รายละเอียดของความผิดปกติดังตารางที่ 4

คลิกตารางเพื่อดูภาพใหญ่

 

Obstetrical paralysis? เกิดจากการกดทับบริเวณเส้นประสาทซึ่งพบในการจัดท่าระหว่างการคลอดและการผ่าตัดคลอด?? อาการจะพบอาการชาและอ่อนแรงของกล้ามเนื้อขึ้นอยู่กับการกดทับเส้นประสาทเส้นใด? ตัวอย่างเช่น? มีอาการอ่อนแรงของการ dorsiflexion? ของข้อเท้า? และ extension? ของนิ้วเท้า? เกิด footdrop? จากการกดทับเส้นประสาท? external popiteal nerve?? นอกจากนี้เส้นประสาทอื่นๆ ก็สามารถเกิดอันตรายได้? ได้แก่? femoral,? obturator? และ? sciatic nerve? แต่พบบ่อยน้อยกว่า

การแยกของกระดูกหัวเน่าหรือข้อต่อกระดูก sacroiliac? ซึ่งเกิดในระยะคลอดพบไม่บ่อย? แต่ทำให้เกิดการปวด? เดินและเคลื่อนไหวลำบาก? การรักษาโดยการพักและให้ยาบรรเทาอาการปวด

 


หนังสืออ้างอิง

 

  1. Cunningham FG, Macdonald PC, Gant NF, Leveno KJ, Gilstrap III LC, Hankin GDV, et al. Williams obstetrics. 20th ed.Stamford : Appleton & Lange, 1997 : 547-67.
  2. ชัยรัตน์? คุณาวิกติกุล. ระยะหลังคลอด. ใน: ธีระ? ทองสง, ชเนนทร์? วนาภิรักษ์. บรรณาธิการ.? สูติศาสตร์ ฉบับเรียบเรียงครั้งที่ 4. กรุงเทพมหานคร : พี.บี. ฟอเรน บุ๊คส์?? เซนเตอร์, 2541 : 169-78.
  3. Cunningham FG, Macdonald PC, Gant NF, Leveno KJ, Gilstrap III LC, Hankin GDV, et al. Williams obstetrics. 20th ed.Stamford : Appleton & Lange, 1997 : 533-46.
  4. Callahan TL, Caughey AB, Heffner LJ, Chen A, Feinberg BB. Blueprints in obstetrics and gynecology.Massachusetts. Blackwell Science, 1998 : 76-80.
  5. Sakala EP. Obstetrics and gynecology.?Maryland: William & Wikins, 1997 : 187-209.
  6. Miller AWF, Hanretty KP, Callander R, Ramsden I. Obstetrics illustrated.New York: Churchill Livingstone, 1997 :333-51.

 

บทความโดย รศ.นายแพทย์ภาวิน พัวพรพงษ์

 

 

 

 

การฝากพิเศษกับการฝากครรภ์ธรรมดาอย่างไร?

การฝากพิเศษกับการฝากครรภ์ธรรมดาอย่างไร?

 

? ? ? ? ? ? ? ??การฝากครรภ์โดยปกติจะดูแลเหมือนกัน ขณะคลอดก็จะมีแพทย์เวรเป็นผู้ดูแลคลอด แต่การฝากครรภ์พิเศษนั้น มักหมายถึงต้องการให้แพทย์ที่เราฝากครรภ์พิเศษเป็นผู้ดูแลคลอดให้ ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มนั้นก็แล้วแต่ข้อตกลงกันเอง

 

บทความโดย รศ.นายแพทย์ภาวิน พัวพรพงษ์

 

ภาวะแทรกซ้อนในระยะหลังคลอด

obgyn

 

? ? ? ? ? การมีไข้หลังคลอด (puerperal morbidity)? หมายถึง? การที่สตรีหลังคลอดมีไข้เท่ากับหรือมากกว่า 38.0 .C (100.4 .F )? อย่างน้อย 2 ใน 10 วัน? โดยไม่นับ 24 ชั่วโมงแรกหลังคลอดโดยการวัดอุณหภูมิทางปากด้วยวิธีมาตรฐานอย่างน้อย 4 ครั้งต่อวัน

? ? ? ? ? การวินิจฉัยแยกโรคแม้ว่า? การมีไข้หลังคลอดส่วนใหญ่จะมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อ? แต่ก็พบว่าอาจจะมีสาเหตุอื่นด้วย? การติดเชื้อที่พบหลังการคลอดมากที่สุดคือ ?การติดเชื้อของอวัยวะสืบพันธุ์และในอุ้งเชิงกราน? นอกจากนี้สาเหตุของการมีไข้ที่พบได้คือ

– ภาวะแทรกซ้อนของทางเดินหายใจ

– การเกิดภาวะกรวยไตอักเสบ

– ?การตึงคัดเต้านมและการอักเสบของเต้านมจากการติดเชื้อ

– การอักเสบของหลอดเลือดดำ

– การเกิดหนองของแผลผ่าตัด? ซึ่งอาจพบในรายที่มีการผ่าตัดคลอด

? ? ? ? ? ภาวะแทรกซ้อนของทางเดินหายใจ? ส่วนใหญ่จะพบใน 24 ชั่วโมงแรกของการคลอด และพบในผู้ที่ได้รับการผ่าตัดคลอด? ภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้ได้แก่? atelectasis??? ภาวะปอดบวมจากการสำลัก(aspiration pneumonia)? และภาวะปอดบวมจากการติดเชื้อ atelectasis? จะป้องกันได้โดยการไอหรือการหายใจเข้าออกลึกๆ? สม่ำเสมอ? หรือทุก 4 ชั่วโมงหลังการดมยาสลบ? การมีการอุดตันทางเดินหายใจจากเสมหะที่เหนียวจะลดกลไกการไอและทำให้เสี่ยงต่อการเกิดภาวะนี้? ไข้ที่เกิดจากภาวะนี้ เชื่อว่าเกิดจากการติดเชื้อของเชื้อที่อยู่ในบริเวณนั้น (normal flora)? ซึ่งเพิ่มจำนวนลงไปในทางเดินหายใจส่วนปลายที่มีการอุดตัน? ถ้ามีอาการรุนแรงควรสงสัยภาวะปอดบวมจากการสำลัก? ซึ่งจะพบมีไข้สูงมาก? ฟังเสียงปอดมี wheezing? และพบอาการแสดงของภาวะออกซิเจนในเลือดต่ำ (hypoxemia) ชัดเจน

? ? ? ? ? ภาวะกรวยไตอักเสบ? ในกรณีที่มีอาการชัดเจนจะพบมีเม็ดเลือดขาวและแบคทีเรียในปัสสาวะ? เจ็บบริเวณ costovertebral angle? และมีไข้สูง? บางครั้งอาจพบการมีไข้สูงเพียงอย่างเดียวก่อนจะมีอาการอื่นๆ? จึงอาจแยกยากจากการติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน? การรักษาให้ดื่มน้ำมากๆ ร่วมกับให้ยาปฏิชีวนะครอบคลุมเชื้อ

? ? ? ? ?การตึงคัดเต้านม? ในสตรีหลังคลอดบุตรพบว่ามีไข้จากการตึงคัดเต้านมถึง 15%? ส่วนใหญ่แล้วมีไข้มักจะสูงไม่เกิน 39 องศาเซลเซียส? กินเวลาไม่เกิน 24 ชั่วโมง? และมักพบใน 2-3 วันแรกหลังคลอด? ซึ่งจะตรงข้ามกับการอักเสบของเต้านม? จะพบว่าเกิดในช่วงเวลาหลังจากนั้นและไข้สูงกินเวลานานร่วมกับมีการเจ็บเต้านมมากในเฉพาะบริเวณที่อักเสบ? ในรายที่มีการอักเสบจนลุกลามเป็นหนองพบ 10% ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดการระบายหนอง? สาเหตุของการอักเสบเกิดจากการติดเชื้อ Staphylococcus aureus ซึ่งจะผ่านจากบาดแผลหรือรอยถลอกเล็กน้อยบริเวณเต้านม? การระบาดของเชื้อส่วนใหญ่เกิดจากการไม่ระมัดระวังในการล้างมือขณะจับต้องทารกของบุคลากรทางการแพทย์

? ? ? ? ? การอักเสบของหลอดเลือดดำ (thrombophlebitis)? อาจเกิดบริเวณหลอดเลือดดำที่อยู่ตื้นหรือลึกบริเวณขาก็ได้?? จะพบขาบวมปวด? เจ็บบริเวณน่อง? หรือบางครั้งเจ็บบริเวณ femoral triangle? การรักษาโดยใช้ heparin? ฉีดเข้าหลอดเลือดดำ? นอกจากนี้ ยังอาจพบมีการอักเสบของเส้นเลือดดำในอุ้งเชิงกรานได้ด้วย

? ? ? ? ? เพื่อให้เข้าใจและจดจำสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของการมีไข้หลังคลอดได้?? จึงสรุปสาเหตุของการมีไข้หลังคลอดดังตารางที่ 1? และปัจจัยเสี่ยงของการมีไข้หลังคลอดดังตารางที่ 2

ตารางที่ 1? สรุปสาเหตุของการมีไข้หลังคลอดและคำช่วยจำ

 

คลิกที่ตารางเพื่อดูภาพใหญ่

 

 

ตารางที่ 2? ปัจจัยเสี่ยงของการมีไข้หลังคลอด

 

?คลิกที่ตารางเพื่อดูภาพใหญ่

 

 

หนังสืออ้างอิง

 

  1. Cunningham FG, Macdonald PC, Gant NF, Leveno KJ, Gilstrap III LC, Hankin GDV, et al. Williams obstetrics. 20th ed.Stamford : Appleton & Lange, 1997 : 547-67.
  2. ชัยรัตน์? คุณาวิกติกุล. ระยะหลังคลอด. ใน: ธีระ? ทองสง, ชเนนทร์? วนาภิรักษ์. บรรณาธิการ.? สูติศาสตร์ ฉบับเรียบเรียงครั้งที่ 4. กรุงเทพมหานคร : พี.บี. ฟอเรน บุ๊คส์?? เซนเตอร์, 2541 : 169-78.
  3. Cunningham FG, Macdonald PC, Gant NF, Leveno KJ, Gilstrap III LC, Hankin GDV, et al. Williams obstetrics. 20th ed.Stamford : Appleton & Lange, 1997 : 533-46.
  4. Callahan TL, Caughey AB, Heffner LJ, Chen A, Feinberg BB. Blueprints in obstetrics and gynecology.Massachusetts. Blackwell Science, 1998 : 76-80.
  5. Sakala EP. Obstetrics and gynecology.?Maryland: William & Wikins, 1997 : 187-209.
  6. Miller AWF, Hanretty KP, Callander R, Ramsden I. Obstetrics illustrated.New York: Churchill Livingstone, 1997 :333-51.

 

บทความโดย รศ.นายแพทย์ภาวิน พัวพรพงษ์

 

 

การวางแผนผ่าตัดคลอด

การวางแผนผ่าตัดคลอด

 

การวางแผนผ่าตัดคลอด แบ่งเป็น 3 กรณี

? ? ? ? ? ?กรณีแรกคือสตรีฝากครรภ์ที่เคยผ่าตัดคลอดในครรภ์ที่แล้ว กรณีนี้สิ่งที่สำคัญคืออายุครรภ์ที่แน่นอน ซึ่งประเมินเช่นเดียวกับการประเมินการชักนำการคลอด แพทย์ผู้ดูแลควรระมัดระวังการผ่าตัดคลอดก่อนกำหนด ในการวางแผนผ่าตัดคลอด ควรเลือกนัดผ่าตัดที่อายุครรภ์ 38 สัปดาห์ เนื่องจากหากปล่อยให้เข้าสู่ระยะคลอดแล้วผ่าตัดคลอดฉุกเฉินพบว่ามีความเสี่ยงต่อการตกเลือดชนิดรุนแรงสูงขึ้นโดยมี odds ratio (OR) เท่ากับ 1.83 (95% confidence interval (CI) เท่ากับ 1.30-2.57)8 นอกจากนี้ ยังต้องระมัดระวังภาวะรกฝังตัวลึก (placenta accreta) ที่พบสูงขึ้นในสตรีที่เคยผ่าตัดคลอดมาก่อน11 ซึ่งจำเป็นต้องผ่าตัดมดลูกออกขณะผ่าตัดคลอดเพื่อป้องกันการตกเลือดหลังคลอด การป้องกันคือต้องใส่ใจกับตำแหน่งของรกบริเวณแผลผ่าตัดคลอดโดยสามารถดูได้จากคลื่นเสียงความถี่สูง12ในไตรมาสที่สองจะพบลักษณะของคลื่นเสียงความถี่สูงดังนี้คือ absence of a hypolucent area forming a distinct boundary ระหว่างตัวรกกับกล้ามเนื้อมดลูกและพบ sonolucent lakes of slow flow ในตัวรกและเพิ่ม vascularity จาก color Doppler13 ความเสี่ยงของภาวะรกฝังตัวลึกเพิ่มขึ้นตามจำนวนครั้งของการผ่าตัดคลอดและการพบรกเกาะต่ำร่วมด้วย ความเสี่ยงที่พบได้แก่ ร้อยละ 3, 11, 40, 61 และ 67 ในครรภ์แรก ครรภ์ที่สอง สาม สี่ และห้าตามลำดับ13 แม้ว่าการผ่าตัดคลอดในปัจจุบันจะมีความปลอดภัยมากขึ้น แต่การผ่าตัดคลอดซ้ำก็มีความเสี่ยงสูงขึ้น14 โดยในการผ่าตัดครั้งที่สอง สาม และมากกว่าสี่ครั้งพบ adhesion เพิ่มร้อยละ 24.4, 42.8 และ 47.9 ตามลำดับ และยังพบการบาดเจ็บของกระเพาะปัสสาวะ (bladder injury) ร้อยละ 0.3 การบาดเจ็บการลำไส้ (bowel injury) ร้อยละ 0.1 และการฉีกขาดของเส้นเลือดใหญ่ที่เลี้ยงมดลูก(injury to uterine vessels)ร้อยละ 0.215 ดังนั้นการพิจารณาผ่าตัดคลอดควรพิจารณาตามความจำเป็น

? ? ? ? ? ?กรณีที่สองสตรีตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงที่จำเป็นต้องให้คลอดด้วยข้อบ่งชี้ทางสูติศาสตร์ โดยที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการผ่าตัดคลอด ปัจจัยเสี่ยงได้แก่ ครรภ์แรกที่มารดามีอายุมากกว่า 40 ปีมี odds ratio (OR) เท่ากับ 3.21 (95% confidence interval (CI) เท่ากับ 2.85-3.62) เบาหวานมี odds ratio (OR) เท่ากับ 1.77 (95% confidence interval (CI) เท่ากับ 1.47-2.14) ความดันโลหิตสูงมี odds ratio (OR) เท่ากับ 2.69 (95% confidence interval (CI) เท่ากับ 1.77-4.09) ภาวะพิษแห่งครรภ์มี odds ratio (OR) เท่ากับ 2.07 (95% confidence interval (CI) เท่ากับ 1.82-2.36) น้ำหนักทารกน้อยกว่า 2500 กรัมมี odds ratio (OR) เท่ากับ 1.40 (95% confidence interval (CI) เท่ากับ 1.17-1.68) น้ำหนักทารกมากกว่า 4000 กรัมมี odds ratio (OR) เท่ากับ 2.59 (95% confidence interval (CI) เท่ากับ 2.35-2.85)16 ปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ แสดงว่ามีโอกาสที่จะผ่าตัดคลอดสูงขึ้นกว่าสตรีตั้งครรภ์ทั่วไป แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องผ่าตัดคลอดทุกราย แต่หากมีหลายปัจจัยร่วมกันโอกาสผ่าตัดคลอดจะสูงมากขึ้น แพทย์ควรให้ข้อมูลถึงความเสี่ยงต่อการผ่าตัดคลอดและความเสี่ยงของการผ่าตัดคลอดกับสตรีตั้งครรภ์และครอบครัวเพื่อร่วมวางแผนการคลอด

? ? ? ? ? ? กรณีที่สามสตรีตั้งครรภ์ที่ขอผ่าตัดคลอด(cesarean delivery on maternal request or CDMR) ในกรณีนี้ยังไม่ยอมรับว่าเป็นข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ จำเป็นต้องพิจารณาอย่างระมัดระวัง จากข้อมูลจากต่างประเทศพบว่ามีการผ่าตัดด้วยข้อบ่งชี้นี้มากขึ้น17 โดยอาจเนื่องจากความสะดวก สามารถกำหนดเวลาคลอดที่แน่นอนได้ ความกังวลเรื่องความเจ็บปวดระหว่างการรอเจ็บครรภ์คลอด การกลัวเรื่องการมีเพศสัมพันธ์และความกลัวเรื่องกระบังลมหย่อน จากการพิจารณาข้อดีและข้อเสีย พบว่า ข้อดีได้แก่ ความสะดวก การป้องกันการเกิดการไอจามปัสสาวะเล็ด (stress incontinence) ในสตรีตั้งครรภ์แรกที่ไม่มีภาวะไอจามปัสสาวะเล็ดมาก่อนหรือระหว่างตั้งครรภ์18 การลดการบาดเจ็บทางระบบประสาทของทารกแรกเกิด (neonatal neurological injury)19 ข้อเสียได้แก่ ภาวะแทรกซ้อนจากการดมยาและผ่าตัด ภาวะแทรกซ้อนในการคลอดครั้งต่อไป การเกิดภาวะรกเกาะต่ำและรกฝังตัวลึก และภาวะแทรกซ้อนทางระบบหายใจของทารกแรกเกิด(neonatal respiratory morbidity)? สำหรับเรื่องเพศสัมพันธ์ กระบังลมหย่อนยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะสรุปได้19 ดังนั้น การอธิบายให้ผู้ป่วยและครอบครัวทราบความเสี่ยงต่างๆ ที่จะต้องเผชิญเมื่อต้องการขอผ่าตัดคลอดจึงสำคัญ

สรุป

? ? ? ? ? ?การคลอดที่มีการวางแผน เป็นการวางแผนการคลอดเมื่อครรภ์ครบกำหนด โดยวางแผนที่จะให้คลอดทางช่องคลอด หรือผ่าตัดคลอดโดยมีการประเมินและอธิบายปัจจัยเสี่ยงต่อการผ่าตัดคลอดและความเสี่ยงในการผ่าตัดคลอดให้สตรีตั้งครรภ์เข้าใจและร่วมตัดสินใจ การขอผ่าตัดคลอดโดยมารดาร้องขอนั้นยังไม่ได้เป็นข้อบ่งชี้ทางสูติศาสตร์ การตัดสินใจผ่าตัดคลอดในกรณีนี้ควรระมัดระวัง

 

หนังสืออ้างอิง

  1. Kolas T, Saugstad OD, Daltveit AK, Nilsen ST, Oian P. Planned cesarean versus planned vaginal delivery at term: comparison of newborn infant outcomes. Am J Obstet Gynecol 2006;95:1538-43.
  2. Clark SL, Miller DD, Belfort MA, Dildy GA, Frye DK, Meyers JA. Neonatal and maternal outcomes associated with elective term delivery.? Am J Obstet Gynecol 2009;200:156.e1-4.
  3. Holm LD. Provider documentation and elective induction of labor: a 6-month experience at a university medical center. Am J Obstet Gynecol ?2009;200:336.e1-5.
  4. Nicholson JM, Yeager DL, Macones G. A preventive approach to obstetric care in a rural hospital: association between higher rates of preventive labor induction and lower rates of cesarean delivery. Ann Fam Med 2007;5:310-9.
  5. Caughey AB. Preventive induction of labor: potential benefits if proved effective. Ann Fam Med 2007;5:292-3.
  6. Caughey AB, Washington AE, Laros RK Jr. Neonatal complications of term pregnancy: rates by gestational age increase in a continuous, not threshold, fashion. Am J Obstet Gynecol 2005;192:185-90.
  7. Caughey AB, Musci TJ. Complications of term pregnancies beyond 37 weeks of gestation. Obstet Gynecol 2004;103:57-62.
  8. Al-Zirqi I, Vangen S, Fors?n L, Stray-Pedersen B. Effects of onset of labor and mode of delivery on severe postpartum hemorrhage. Am J Obstet Gynecol 2009;201: 273.e1-9.
  9. Hayes EJ, Weinstein L. Improving patient safety and uniformity of care by a standardized regimen for the use of oxytocin. Am J Obstet Gynecol 2008;198:622.e1-7.
  10. Fraser WD, Turcot L, Krauss I, Brisson-Carrol G. Amniotomy for shortening spontaneous labour. Cochrane Database Syst Rev 2007;4:CD006167.
  11. Flood KM, Said S, Geary M, Robson M, Fitzpatrick C, Malone FD. Changing trends in peripartum hysterectomy over the last 4 decades. Am J Obstet Gynecol 2009;200:632.e1-6.
  12. Clark SL, Belfort MA, Dildy GA, Herbst MA, Meyers JA, Hankins GD. Maternal death in the 21st century: causes, prevention, and relationship to cesarean delivery. Am J Obstet Gynecol 2008;199:36.e1-5.
  13. Rosen T. Placeta accreta and cesarean scar pregnancy: overlooked costs of the rising cesarean section rate. Clin Perinatol 2008;35:519-29.
  14. Phipps MG,?Watabe B,?Clemons JL,?Weitzen S,?Myers DL.? Risk factors for bladder injury during cesarean delivery. ?Obstet Gynecol 2005;105:156-60.
  15. Tulandi T, Agdi M, Zarei A, Miner L, Sikirica V. Adhesion development and morbidity after repeat cesarean delivery. Am J Obstet Gynecol 2009;201:56.e1-6.
  16. Coonrod DV, Drachman D, Hobson P, Manriquez M. Nulliparous term singleton vertex cesarean delivery rates: institutional and individual level predictors. Am J Obstet Gynecol 2008;198:694.e1-11.
  17. National Institutes of Health state-of-the-science conference statement. Cesarean delivery on maternal request. Obstet Gynecol?2006;107:1386-97.
  18. Nygaard I. Urinary incontinence: Is cesarean delivery protective?. ?Semin Perinatol?2006;30:267-71.
  19. Lee YM, D’Alton ME Cesarean delivery on maternal request: the impact on mother and newborn. Clin Perinatol 2008;35:505-18.

 

บทความโดย รศ.นายแพทย์ภาวิน พัวพรพงษ์