รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
? ? ? ? ? ? โดยทั่วไป นมแม่จะเพียงพอสำหรับทารก แต่จะมีมารดาบางคนรู้สึกว่านมแม่ไม่เพียงพอ ซึ่งจะมีทั้งไม่เพียงพอจริงๆ และรู้สึกไปเองว่าน้ำนมไม่เพียงพอ
? ? ? ? ? ? ในกรณีที่มารดามีน้ำนมไม่เพียงพอจริง ส่วนใหญ่ เกิดจากการกระตุ้นให้นมลูกที่ไม่เหมาะสม การกระตุ้นในการให้นมแต่ละครั้งสั้นและมีระยะห่างจนเกินไป ในช่วยเหลือโดยการบีบน้ำนมด้วยมือหรือปั๊มนมจะช่วยได้ โดยแต่ละครั้งควรบีบน้ำนมหรือปั๊มนมทั้งสองเต้า ระยะเวลาในการบีบหรือปั๊มนมในแต่ละครั้งควรนานอย่างน้อย 10 นาที และความถี่ของการบีบน้ำนมหรือปั๊มนมร่วมกับการให้ทารกดูดนมกระตุ้นควรจะบ่อย 8-12 ครั้งต่อวัน อย่างไรก็ตาม มีภาวะแทรกซ้อนหรือโรคประจำตัวของมารดาทารกบางอย่างที่จะมีผลต่อปริมาณน้ำนมได้ ได้แก่ มารดาที่มีเศษหรือชิ้นส่วนของรกค้างอยู่ในมดลูกหลังคลอด มารดาที่ตกเลือดหลังคลอดและเกิดกลุ่มอาการชีแฮนด์ (Sheehan?s syndrome) มารดาที่มีภาวะไทรอยด์สูงหรือต่ำ มารดาที่เคยมีการบาดเจ็บหรือผ่าตัดที่เต้านม มารดาที่มีภาวะผิดปกติของการเจริญของเต้านมที่พบตั้งแต่กำเนิด มารดาที่ได้รับยา pseudoephedrine, สเตียรอยด์, ยาคุมกำเนิด หรือ วิตามินบีหกในปริมาณที่สูง
? ? ? ? ? ? การแก้ไขน้ำนมไม่เพียงพอจริง จำเป็นต้องหาสาเหตุ และแก้ไขสาเหตุที่สามารถแก้ไขได้ ร่วมกับการพยายามกระตุ้นการสร้างน้ำนมโดยการช่วยบีบน้ำนมหรือปั๊มนมบ่อยๆ และให้เกลี้ยงเต้า ซึ่งเป็นกลไกช่วยกระตุ้นการสร้างน้ำนมพื้นฐาน จากนั้น ประเมินการเจริญเติบโตของทารกเทียบกับกราฟการเจริญเติบโตของทารกที่กินนมแม่ก็จะทำให้ทราบว่า ทารกได้อาหารเพียงพอตามเกณฑ์กำหนดหรือไม่
เอกสารอ้างอิง
Cadwell K, Turner-Maffei C. Pocket guide for lactation management. 2nd Burlington: Jones & Bartlett Learning 2014.
รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
? ? ? ? ? ? โดยทั่วไป ทารกหลังคลอดใหม่จะมีน้ำหนักลดได้ แต่น้ำหนักที่ลดไม่ควรเกินร้อยละ 7 และหลังคลอดวันที่ 5 น้ำหนักของทารกจะเริ่มขึ้น ซึ่งจะมีน้ำหนักขึ้น ? ถึง 1 ออนซ์ต่อวันในช่วงเดือนแรก เมื่อเทียบน้ำหนักทารกที่กินนมแม่กับกราฟการเจริญเติบโตของทารก จะพบว่าทารกที่กินนมแม่จะมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วในเดือนแรก หลังจากนั้น การเพิ่มขึ้นของการเจริญเติบโตจะลดลง และหลังหกเดือนหลังคลอดน้ำหนักทารกที่กินนมแม่จะเจริญเติบโตช้ากว่าทารกที่กินนมผสม ดังนั้น การเปรียบเทียบน้ำหนักทารกที่กินนมแม่จำเป็นต้องเปรียบเทียบกับกราฟการเจริญเติบโตของทารกที่กินนมแม่ขององค์การอนามัยโลก เนื่องจากหากเปรียบเทียบกับกราฟการเจริญเติบโตที่ได้จากข้อมูลของทารกที่กินนมแม่ร่วมกับทารกที่กินนมผสม น้ำหนักทารกจะไม่เป็นไปตามกราฟการเจริญเติบโต ซึ่งจะทำให้มารดาวิตกกังวลได้ อย่างไรก็ตาม หลังทารกอายุ 6 เดือนไปแล้ว ควรเริ่มอาหารเสริมตามวัยให้มีความหลากหลายและพอเพียงโดยร่วมกับการให้นมแม่ต่อเนื่องไปได้จนครบสองปีหรือนานกว่านั้น
เอกสารอ้างอิง
Cadwell K, Turner-Maffei C. Pocket guide for lactation management. 2nd Burlington: Jones & Bartlett Learning 2014.
รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
? ? ? ? ? ?มารดาที่คลอดบุตรใหม่ๆ อาจจะสงสัยว่าในวันหนึ่งๆ จะต้องให้นมลูกบ่อยแค่ไหน ซึ่งในมารดาและทารกแต่ละคู่จะมีความถี่ในจำนวนครั้งของการให้นมที่แตกต่างกัน เนื่องจากการให้นมบุตร แนะนำให้ให้ตามความต้องการของบุตร ดังนั้น การให้มารดาได้อยู่กับทารกตลอด 24 ชั่วโมงหลังคลอดจะช่วยให้มารดาได้สังเกตความต้องการของทารกจากอาการของบุตรที่มีลักษณะที่แตกต่างกันมากน้อยไม่เท่ากันในแต่ละคน นอกจากนี้ ยังขึ้นกับเต้านมของมารดาที่มีความสามารถในการเก็บสะสมน้ำนมได้มากน้อยแค่ไหน และทารกแต่ละคนดูดนมได้เก่งมากน้อยแค่ไหน ทารกบางคนดูดนมได้เร็ว ทารกบางครั้งดูดนมได้ช้า ซึ่งนมแม่สามารถให้ได้บ่อยๆ อยู่แล้ว จากการทางเดินอาหารทารกสามารถย่อยนมแม่ได้ง่ายกว่านมผสม อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไป วันหนึ่งมารดามักให้นมทารกราว 8-12 ครั้ง
เอกสารอ้างอิง
Cadwell K, Turner-Maffei C. Pocket guide for lactation management. 2nd Burlington: Jones & Bartlett Learning 2014.
รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
? ? ? ? ? ? ? ? การอักเสบบวมแดงจากฝีที่เต้านม ส่วนใหญ่มักมีอาการของเต้านมอักเสบนำมาก่อน โดยจะมีอาการเจ็บเต้านม เต้านมบวมแดง คลำได้เป็นก้อนหยุ่นของหนองในเต้านม อาการของฝีที่เต้านม อาจพบหลังจากมารดาเป็นเต้านมอักเสบหลังได้รับการรักษาแล้วราว 4-5 วัน สาเหตุของการเกิดฝีที่เต้านมเกิดการจัดท่าให้นมลูกไม่เหมาะสม การมีหัวนมแตก การมีท่อน้ำนมอุดตัน การใส่เสื้อในหรือยกทรงที่แน่นจนเกินไป ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงเดียวกันกับการเกิดเต้านมอักเสบ แต่อาการมักจะรุนแรงมากกว่า มารดาจะมีไข้ ผิวเหนือบริเวณของฝีที่เต้านม อาจเป็นสีม่วงคล้ำ การรักษาเต้านมอักเสบที่ไม่เหมาะสมก็อาจเป็นอาการนำของฝีที่เต้านมได้
??????????????? การช่วยเหลือสำหรับปัญหานี้ ยังคงเริ่มต้นด้วยจัดท่าให้นมที่เหมาะสม และหากฝีของเต้านมไม่อยู่ใกล้หัวนมหรือลานนม การให้นมทารกยังสามารถให้นมต่อเนื่องได้ เนื่องจากหากฝีอยู่ใกล้หัวนมหรือเต้านม เมื่อมีการรักษาจำเป็นต้องระบายหนองออก ซึ่งจะทำให้เกิดแผล การดูดนมอาจรบกวนบริเวณแผล สำหรับการระบายหนองออก นิยมทำโดยการเจาะดูดออกด้วยเข็มฉีดยาเบอร์ใหญ่ หรืออาจใช้อัลตร้าซาวด์นำเพื่อการเจาะดูดแล้วใส่สายยางระบายหนองออก การผ่าตัดเพื่อการระบายหนองออกมักหลีกเลี่ยงเนื่องจากมีโอกาสที่จะตัดท่อน้ำนมได้ แต่หากจำเป็นควรผ่าตัดในแนวรัศมีของเต้านมเพื่อหลีกเลี่ยงการตัดท่อน้ำนม
??????????????? หากไม่สามารถให้นมในข้างที่เป็นฝีที่เต้านมได้ ควรระบายน้ำนมโดยการบีบน้ำนมด้วยมือ สำหรับเต้านมอีกข้างควรให้นมตามปกติ โดยสามารถให้นมได้แม้ในระหว่างการรักษา นอกจากนี้ มารดาควรใส่ชุดหลวมๆ สบาย ไม่คับแน่น การให้ยาปฏิชีวนะจำเป็นต้องใช้ยาที่ครอบคลุมเชื้อที่ทำให้เกิดฝีที่เต้านม ได้แก่ cloxacillin หรือ dicloxacillin โดยให้ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานราว 2-3 สัปดาห์หรือจนกว่าฝีที่เต้านมจะหาย ซึ่งหลังจากการรักษาแล้ว การเอาใจใส่จนมารดากลับมาให้นมได้ตามปกติและอย่างเหมาะสมมีความจำเป็น เนื่องจากส่วนหนึ่งของมารดา อาจมีความวิตกกังวลหลายอย่างจนมีโอกาสที่จะหยุดให้นมแม่ได้
เอกสารอ้างอิง
Cadwell K, Turner-Maffei C. Pocket guide for lactation management. 2nd Burlington: Jones & Bartlett Learning 2014.
? ? ? ? ? ?รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
? ? ? ? ? ปัจจุบันแนะนำให้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวหกเดือนหลังคลอด การดูแลเรื่องอาหารของมารดาในช่วงเลี้ยงลูกด้วยนมแม่จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นและควรให้ความสำคัญ เนื่องจากจะทำให้นมแม่แม้มีสารอาหารที่จำเป็นครบถ้วนเพื่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของทารก แต่หากมารดามีการขาดสารอาหารจะส่งผลต่อสารอาหารในน้ำนม จะส่งผลต่อสุขภาพทารก รวมทั้งพัฒนาการทางด้านร่างกายและสมอง
? ? ? ? ? ?โดยทั่วไป ความต้องการอาหารเพื่อสร้างพลังงานของมารดาสำหรับมารดาที่ให้นมบุตรเพิ่มขึ้นราว 500 กิโลแคลอรี แต่หากมารดาได้รับอาหารน้อยกว่าร้อยละ 30 จะทำให้ปริมาณน้ำนมลดลงได้ ?????????
? ? ? ? ? ?วิตามินและแร่ธาตุต่างๆ ในนมแม่ บางชนิดจะมีปริมาณขึ้นอยู่กับอาหารของมารดาได้แก่ วิตามินเอ วิตามินบีหนึ่ง วิตามินบีสอง วิตามินบีสาม วิตามินบีหก วิตามินบีสิบสอง วิตามินซี วิตามินดี กรดไขมัน และไอโอดีน ส่วนวิตามินอี โฟเลต และแร่ธาตุอื่นๆ ไม่ขึ้นอยู่กับอาหารของมารดาที่รับประทาน เนื่องจากมีปริมาณสารอาหารบางชนิดขึ้นอยู่กับอาหาร ดังนั้น มารดาจึงต้องรับประทานอาหารที่ครบส่วนและมีความหลากหลาย เพื่อให้ได้สารอาหารอย่างครบถ้วน
? ? ? ? ? ?ในประเทศไทย มักให้ความสำคัญกับการเสริมอาหารให้กับมารดาในช่วงตั้งครรภ์ แต่ในความเป็นจริง ความต้องการสารอาหารในมารดาที่ให้นมบุตรมีมากกว่าระหว่างช่วงตั้งครรภ์และยังต้องใส่ใจกับการกินอาหารให้ครบห้าหมู่ตลอดการให้นมบุตร เช่นเดียวกันกับการเสริมสารอาหารที่มักมีการขาดในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง โดยกรมอนามัยแนะนำให้มีการเสริมธาตุเหล็ก ไอโอดีน และโฟเลต ให้แก่สตรีตั้งครรภ์และให้นมบุตร ซึ่งในส่วนนี้? มารดาควรได้รับการเสริมสารอาหารเหล่านี้ตลอดการให้นมบุตรอย่างน้อยหกเดือน ถึงสองปีหรือนานกว่านั้น หากมารดายังคงให้บุตรกินนมแม่อยู่ สำหรับสารอาหารอื่นๆ เช่น วิตามินดี และดีเอชเอ มีบางประเทศแนะนำให้เสริมให้กับมารดาระหว่างการให้นมบุตร แต่ยังขาดข้อมูลการศึกษาถึงความจำเป็นในประเทศไทย จึงต้องมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมต่อไป
? ? ? ? ? ? การสื่อสารและประชาสัมพันธ์ให้มารดา ครอบครัว และสังคม ตระหนักถึงความสำคัญนี้ จะช่วยเพิ่มโอกาสให้มารดาได้สร้างน้ำนมที่มีคุณภาพ ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ทารกมีภูมิคุ้มกันโรคแล้ว ยังช่วยในการเจริญเติบโตสมวัย มีพัฒนาการทางร่างกายที่ดี มีความเฉลียวฉลาด และเป็นกำลังที่สำคัญของประเทศชาติในอนาคตด้วย
เอกสารอ้างอิง
Illingworth PJ, Jung RT, Howie PW, Leslie P, Isles TE. Diminution in energy expenditure during lactation. Br Med J (Clin Res Ed) 1986;292:437-41.
English RM, Hitchcock NE. Nutrient intakes during pregnancy, lactation and after the cessation of lactation in a group of Australian women. Br J Nutr 1968;22:615-24.
Smith CA. Effects of maternal under nutrition upon the newborn infant in Holland (1944-1945). J Pediatr 1947;30:229-43.
Butte NF, Garza C, Stuff JE, Smith EO, Nichols BL. Effect of maternal diet and body composition on lactational performance. Am J Clin Nutr 1984;39:296-306.
Greer FR, Marshall S, Cherry J, Suttie JW. Vitamin K status of lactating mothers, human milk, and breast-feeding infants. Pediatrics 1991;88:751-6.
Greer FR, Marshall S. Bone mineral content, serum vitamin D metabolite concentrations, and ultraviolet B light exposure in infants fed human milk with and without vitamin D2 supplements. J Pediatr 1989;114:204-12.
Pietschnig B, Haschke F, Vanura H, et al. Vitamin K in breast milk: no influence of maternal dietary intake. Eur J Clin Nutr 1993;47:209-15.
Greer FR, Mummah-Schendel LL, Marshall S, Suttie JW. Vitamin K1 (phylloquinone) and vitamin K2 (menaquinone) status in newborns during the first week of life. Pediatrics 1988;81:137-40.
Ross AC, Manson JE, Abrams SA, et al. The 2011 report on dietary reference intakes for calcium and vitamin D from the Institute of Medicine: what clinicians need to know. J Clin Endocrinol Metab 2011;96:53-8.
Carlson SE. Docosahexaenoic acid supplementation in pregnancy and lactation. Am J Clin Nutr 2009;89:678S-84S.
Koletzko B, Cetin I, Brenna JT. Dietary fat intakes for pregnant and lactating women. Br J Nutr 2007;98:873-7.
เรื่องนำทาง
แหล่งความรู้ เกี่ยวกับสูติ-นรีเวช (Obstetrics-Gynecology)