คลังเก็บป้ายกำกับ: การโอบกอดทารกเนื้อแนบเนื้อช่วยลดความเครียดของมารดา

การโอบกอดทารกเนื้อแนบเนื้อช่วยสายสัมพันธ์ระหว่างมารดาและทารก

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

             เป็นที่ทราบกันดีว่าการโอบกอดทารกเนื้อแนบเนื้อในระยะแรกหลังคลอด (skin-to-skin contact) จะช่วยให้ทารกเริ่มการกินนมแม่ในระยะแรก  ซึ่งหากมารดาเริ่มต้นการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้ดีก็จะมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ นอกจากนี้  การโอบกอดทารกเนื้อแนบเนื้อยังช่วยให้สายสัมพันธ์ของมารดาและทารกดีขึ้น1,2 มีผลดีต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ที่ 1-4 เดือนหลังคลอดอย่างมีนัยสำคัญ และเพิ่มโอกาสในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวหกเดือนสูงขึ้นด้วย3

เอกสารอ้างอิง

  1. Srivastava S, Gupta A, Bhatnagar A, Dutta S. Effect of very early skin to skin contact on success at breastfeeding and preventing early hypothermia in neonates. Indian J Public Health 2014;58:22-6.
  2. Mahmood I, Jamal M, Khan N. Effect of mother-infant early skin-to-skin contact on breastfeeding status: a randomized controlled trial. J Coll Physicians Surg Pak 2011;21:601-5.
  3. Chiou ST, Chen LC, Yeh H, Wu SR, Chien LY. Early skin-to-skin contact, rooming-in, and breastfeeding: a comparison of the 2004 and 2011 National Surveys in Taiwan. Birth 2014;41:33-8.

การโอบกอดทารกเนื้อแนบเนื้อมีประโยชน์อย่างไร

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

           ประโยชน์ของการโอบกอดทารกเนื้อแนบเนื้อ มีดังนี้

  • ทำให้ทารกและมารดารู้สึกสงบ และช่วยให้จังหวะการหายใจและการเต้นของหัวใจทารกสม่ำเสมอ
  • ช่วยให้ทารกได้รับความอบอุ่นจากความร้อนของร่างกายของมารดา ป้องกันการเกิดอาการตัวเย็น (hypothermia) ในทารกได้1
  • ช่วยในการปรับเมตาบอรึซึ่มของน้ำตาลในเลือดของทางทารกให้คงที่
  • ช่วยให้ก่อเกิดการมีกลุ่มของแบคทีเรียในลำไส้ทารกจากมารดาที่ให้การสัมผัสแรกกับทารก ไม่ใช่จากแพทย์หรือพยาบาล
  • ลดความเจ็บปวดของทารก การให้ทารกได้สัมผัสผิวกับมารดาช่วยลดความเจ็บปวดของทารกจากการเจาะเลือดที่ปลายเท้าได้2
  • ลดการร้องกวนของทารก ซึ่งจะลดความเครียดและการใช้พลังงานของทารกด้วย
  • ช่วยให้สายสัมพันธ์ของมารดาและทารกดีขึ้น3 ทำให้ทารกตื่นตัวในหนึ่งถึงสองชั่วโมงแรก จากนั้นโดยปกติทารกจะหลับนาน
  • ช่วยให้ทารกเริ่มการกินนมแม่ในระยะแรกดีขึ้น1,4 ให้โอกาสทารกได้เข้าหาเต้านมและดูดนมด้วยตนเอง ซึ่งทารกจะสามารถเข้าหาเต้านมได้จากสีของหัวนมและกลิ่นของน้ำนม โดยการเข้าเต้าลักษณะนี้จะมีประสิทธิภาพดีกว่าการแยกทารกออกไปในช่วงแรกหลังคลอด
  • ช่วยเพิ่มความสำเร็จในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่และช่วยเพิ่มระยะเวลาในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่5 นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวด้วย6 อย่างไรก็ตาม ไม่พบว่าช่วยเพิ่มปริมาณน้ำนม7

             จะเห็นว่า การให้ทารกได้รับการโอบกอดเนื้อแนบเนื้อมีประโยชน์ที่หลากหลาย รวมทั้งช่วยเพิ่มความสำเร็จในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ขั้นตอนนี้จึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่บุคลากรทางการแพทย์ควรสนับสนุนให้มีการปฏิบัติตั้งแต่ในระยะแรกหลังคลอด

เอกสารอ้างอิง

  1. Srivastava S, Gupta A, Bhatnagar A, Dutta S. Effect of very early skin to skin contact on success at breastfeeding and preventing early hypothermia in neonates. Indian J Public Health 2014;58:22-6.
  2. Marin Gabriel MA, del Rey Hurtado de Mendoza B, Jimenez Figueroa L, et al. Analgesia with breastfeeding in addition to skin-to-skin contact during heel prick. Arch Dis Child Fetal Neonatal Ed 2013;98:F499-503.
  3. Widstrom AM, Wahlberg V, Matthiesen AS, et al. Short-term effects of early suckling and touch of the nipple on maternal behaviour. Early Hum Dev 1990;21:153-63.
  4. Mahmood I, Jamal M, Khan N. Effect of mother-infant early skin-to-skin contact on breastfeeding status: a randomized controlled trial. J Coll Physicians Surg Pak 2011;21:601-5.
  5. Karimi FZ, Sadeghi R, Maleki-Saghooni N, Khadivzadeh T. The effect of mother-infant skin to skin contact on success and duration of first breastfeeding: A systematic review and meta-analysis. Taiwan J Obstet Gynecol 2019;58:1-9.
  6. Karimi FZ, Miri HH, Khadivzadeh T, Maleki-Saghooni N. The Effect of Mother-Infant Skin to Skin Contact Immediately after Birth on Exclusive Breastfeeding: A Systematic Review and Meta-Analysis. J Turk Ger Gynecol Assoc 2019.
  7. Hemachandra A, Puapornpong P, Ketsuwan S, Imchit C. Effect of early skin-to-skin contact to breast milk volume and breastfeeding jaundice at 48 hours after delivery. J Med Assoc Thai 2016;99 (Suppl.8):s63-9.

 

การโอบกอดทารกเนื้อแนบเนื้อในครรภ์แฝดทำอย่างไร

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

               ในมารดาครรภ์แฝดที่คลอดปกติ หลังทารกคนแรกคลอด การโอบกอดทารกเนื้อแนบเนื้อสามารถทำได้ทันที หากทารกมีความพร้อม หรือการโอบกอดทารกเนื้อแนบเนื้ออาจทำโดยสามีหรือสมาชิกในครอบครัวที่เป็นผู้ที่ช่วยดูแลเป็นพี่เลี้ยงให้มารดาในระหว่างการคลอดไปก่อน จนกระทั่งมารดาเบ่งคลอดทารกคนที่สองแล้ว จึงจัดให้ ทารกทั้งสองคนได้รับการโอบกอดเนื้อแนบเนื้อโดยมารดาได้พร้อมกัน สำหรับมารดาที่ผ่าตัดคลอด หากมารดาได้รับยาระงับความรู้สึกทางไขสันหลัง มารดามีสติ รู้สึกตัวดี สามารถให้การโอบกอดทารกเนื้อแนบเนื้อเช่นเดียวกับมารดาที่คลอดปกติ แต่หากมารดาได้รับการให้ยาระงับความรู้สึกโดยยาดมสลบ อาจต้องมีการโอบกอดทารกเนื้อแนบเนื้อจากสามีหรือสมาชิกในครอบครัวไปก่อน จนกระทั่งมารดาเริ่มมีสติ และรู้สึกตัว โดยการโอบกอดทารกเนื้อแนบเนื้อในครรภ์แฝดทั้งสองคนสามารถทำได้ตั้งแต่มารดาอยู่ในห้องพักพื้นของห้องผ่าตัดได้เลย1

เอกสารอ้างอิง

  1. ภาวิน พัวพรพงษ์. รอบรู้เรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่. นครนายก: ซี.ที. ดอทคอม; 2558.

การโอบกอดทารกเนื้อแนบเนื้อ ควรเริ่มเมื่อไรดี

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

                การโอบกอดทารกเนื้อแนบเนื้อสามารถทำได้ทันทีเมื่อพร้อมหลังการคลอดและเช็ดตัวทารกให้แห้งแล้ว ทารกไม่จำเป็นต้องอาบน้ำหลังการคลอด1 ควรชะลอการชั่งน้ำหนัก วัดขนาดตัวทารก การให้ยาฆ่าเชื้อป้ายตาทารก การฉีดวิตามินเคและวัคซีนให้กับทารกจนกระทั่งทารกเริ่มการดูดนมครั้งแรกเรียบร้อยแล้ว การอุ้มทารกมาไว้ที่หน้าอกมารดาทำโดยต้องไม่ห่อตัวทารกและมารดาต้องเปิดเสื้อผ้าในบริเวณที่สัมผัสให้เพียงพอ สำหรับการที่จะคลุมผ้าเพื่อความอบอุ่น จะคลุมทั้งทารกและมารดาไปพร้อมกัน ให้สัมผัสมารดาและทารกเนื้อแนบเนื้อ ซึ่งคลุมผ้านี้จะคล้ายกับการให้ลูกอย่างในถุงหน้าท้องของจิงโจ้ที่เรียก Kangaroo care ซึ่งหากสามารถให้การสัมผัสเนื้อแนบเนื้ออย่างน้อยวันละ 6 ชั่วโมงจะช่วยในการเจริญเติบโตและการกินนมแม่ของทารกที่คลอดก่อนกำหนดและน้ำหนักตัวน้อย2,3 การที่ทารกได้สัมผัสผิวของมารดาจะช่วยในการพัฒนาการของระบบประสาทสัมผัสและช่วยกลไกออกซิโตซินได้ ขั้นตอนนี้ให้ความสำคัญของการให้ทารกได้สัมผัสกับหน้าอกของมารดาพร้อมกับการสังเกตความพร้อมของทารกในการกินนมแม่ โดยให้ วางทารกให้ผิวสัมผัสแนบชิดกับมารดาทันทีหลังคลอดนานอย่างน้อย 1 ชั่วโมง” หรือนานกว่านั้น และกระตุ้นให้มารดาสังเกตความพร้อมในการกินนมแม่ของลูก สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ควรสังเกตมารดาและทารก และดูแลให้ช่วงเวลานี้ทารกได้ใช้เวลาอยู่บนหน้าอกมารดาอย่างสงบ ปราศจากการรบกวน ร่วมกับอาจเสนอความช่วยเหลือในบางกรณีหากมีความจำเป็น

เอกสารอ้างอิง

  1. Morton J, Hall JY, Pessl M. Five steps to improve bedside breastfeeding care. Nurs Womens Health 2013;17:478-88.
  2. Gathwala G, Singh B, Singh J. Effect of Kangaroo Mother Care on physical growth, breastfeeding and its acceptability. Trop Doct 2010;40:199-202.
  3. Flacking R, Ewald U, Wallin L. Positive effect of kangaroo mother care on long-term breastfeeding in very preterm infants. J Obstet Gynecol Neonatal Nurs 2011;40:190-7.

 

การโอบกอดทารกเนื้อแนบเนื้อช่วยความสำเร็จของการการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

                ในการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ กระบวนการจัดการสนับสนุนให้มารดามีการโอบกอดทารกเนื้อแนบเนื้อเป็นสิ่งที่จำเป็นและมีความสำคัญ เนื่องจากมีการทบทวนอย่างเป็นระบบแล้วพบว่า การโอบกอดทารกเนื้อแนบเนื้อนั้น ทำให้มารดาที่ให้นมลูกเป็นครั้งแรกประสบความสำเร็จในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่มากขึ้นถึง 2.7 เท่าเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม1 การที่จะสนับสนุนให้มีการโอบกอดทารกเนื้อแนบเนื้อตั้งแต่ในระยะแรกหลังคลอดนั้นจำเป็นจะต้องมีการให้ความรู้และสร้างความเข้าใจแก่มารดาและครอบครัวตั้งแต่ในระยะฝากครรภ์ เพื่อที่จะเตรียมตัวและมีความกระตือรือล้นที่จะให้ทารกได้มีการโอบกอดอยู่บนอ้อมอกของมารดาทันทีเมื่อพร้อมในระยะแรกหลังคลอด ซึ่งในระหว่างการเริ่มการโอบกอดเนื้อแนบเนื้อควรให้เวลาแก่ทารกให้มีการสัมผัสกับอกของมารดา ปรับตัว และเริ่มเข้าหาเต้านมของมารดาเพื่อการเริ่มการดูดนมแม่เป็นครั้งแรก ช่วงเวลาที่มีการปรับตัวที่จะทำให้ทารกมีความพร้อมในการกินนมแม่นั้น โดยทั่วไปจะใช้เวลาราว 1 ชั่วโมง บุคลากรทางการแพทย์ มารดาและครอบครัวควรปล่อยให้ทารกได้อยู่บนอกของมารดาโดยปราศจากการรบกวน เพื่อจะช่วยในการพัฒนาการของระบบประสาทสัมผัสของทารกจากการโอบกอดเนื้อแนบเนื้อมีความสมบูรณ์ และช่วยในความสำเร็จของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ด้วย

เอกสารอ้างอิง

  1. Karimi FZ, Sadeghi R, Maleki-Saghooni N, Khadivzadeh T. The effect of mother-infant skin to skin contact on success and duration of first breastfeeding: A systematic review and meta-analysis. Taiwan J Obstet Gynecol 2019;58:1-9.