นมแม่สร้างได้อย่างไร?

นมแม่สร้างได้อย่างไร?

 

? ? ? ? ? ธรรมชาติสร้างให้คุณแม่ทุกคนมีน้ำนมให้ลูก น้ำนมของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมแต่ละชนิดก็จะมีสัดส่วนของสารอาหารเหมาะสมสำหรับตัวอ่อนของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมนั้นๆ ดังนั้นเราไม่ควรละเลยเรื่องนมแม่ มาดูกลไกการสร้างน้ำนมของคุณแม่ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร

? ? ? ? ? นมแม่ จะเริ่มผลิตตั้งแต่ในช่วงไตรมาสที่สองของการตั้งครรภ์โดยการกระตุ้นของฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองส่วนหน้า ได้แก่ โปรแลคติน ซึ่งในระหว่างการตั้งครรภ์นั้น ฮอร์โมนอีกตัวหนึ่งคือ ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่สร้างจากรกจะคอยยับยั้งไม่ให้เกิดการหลั่งหรือมีน้ำนมไหลออกมา เมื่อเกิดการคลอดรก ระดับของฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนจะลดต่ำลง1 กลไกการยั้บยั้งน้ำนมหายไป ทำให้ฤทธิ์ของฮอร์โมนโปรแลคตินเด่นชัดขึ้น เมื่อลูกดูดนมจะเกิดการกระตุ้นให้ฮอร์โมนโปรแลคตินสูงขึ้นอีก การสร้างน้ำนมก็จะมากขึ้นด้วย ขณะเดียวกันการดูดนมจะกระตุ้นฮอร์โมนออกซีโตซินที่ช่วยในการหลั่งหรือทำให้เกิดการไหลของน้ำนม ช่วยให้ลูกดูดนมได้ง่ายขึ้น การกระตุ้นให้ฮอร์โมนโปรแลคตินสูงขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ควรให้ลูกกระตุ้นดูดนมทุก 2-3 ชั่วโมง

? ? ? ? ? โดยปกตินมแม่จะเริ่มมีภายใน 24-48 ชั่วโมง โดยในระยะแรกจะเป็นน้ำนมเหลือง (colostrum) ซึ่งจะเป็นน้ำนมที่มีภูมิคุ้มกันอยู่สูง ประมาณ 4 วันหลังคลอดน้ำนมเหลืองจะเปลี่ยนเป็นน้ำนมช่วงเปลี่ยนผ่าน (transitional milk) จากนั้น 10 วันหลังคลอดจะเปลี่ยนเป็นนมแม่ปกติ ในน้ำนมแม่ มีสารอาหารที่จำเป็นต่อลูกครบถ้วน โดยจะมีไขมันที่ให้พลังงานในสัดส่วนที่มากที่สุด รองลงมาคือ น้ำตาลแลคโตส ที่สามารถย่อยและดูดซึมได้ดี ทารกสามารถนำสารอาหารนี้ไปใช้ได้เร็ว นอกจากนี้ยังมีโปรตีน วิตามินและแร่ธาตุต่างๆ ในกรณีที่คุณแม่มีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง น้ำนมแม่จะมีสัดส่วนของสารอาหารคงที่ไม่ได้ขึ้นกับการรับประทานอาหารของคุณแม่ในแต่ละมื้อ แต่หากมีคุณแม่มีภาวะขาดสารอาหาร การรับประทานอาหารเสริมอาจจำเป็น มีปัจจัยหลายอย่างที่มีผลต่อการมาช้าหรือเร็วของน้ำนม2-4 ได้แก่

– ลำดับครรภ์ คุณแม่ท้องแรกจะมีน้ำนมช้ากว่าท้องหลัง

– คุณแม่ที่มีระยะเบ่งคลอดที่ยาวนานหรือมีภาวะเครียดระหว่างการคลอดจะสัมพันธ์กับการที่มีน้ำนมมาช้า

– การผ่าตัดคลอด คุณแม่ที่ผ่าตัดคลอด น้ำนมจะมาช้ากว่าคุณแม่ที่คลอดปกติ

– หัวนมแบนหรือบอด จะสัมพันธ์กับการที่มีน้ำนมมาช้า

– การใช้ขวดนม จะสัมพันธ์กับการที่มีน้ำนมมาช้า

– คุณแม่ที่อ้วน หรือมีโรคประจำตัวเป็นเบาหวาน จะสัมพันธ์กับการที่มีน้ำนมมาช้า

– การที่มีเศษของรกค้างอยู่ในมดลูก จะสัมพันธ์กับการที่มีน้ำนมมาช้า

– การให้ลูกกระตุ้นดูดนมหรือปั๊มนมห่างเกินไป จะสัมพันธ์กับการที่มีน้ำนมมาช้า

? ? ? ? ? จะเห็นปัจจัยหลายอย่างที่สัมพันธ์กับการที่มีน้ำนมมาช้าสามารถหลีกเลี่ยงได้ หากน้ำนมมาเร็วและมามาก คุณแม่จะมั่นใจในการให้การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม หากน้ำนมแม่มาช้าก็ไม่ใช่ว่าจะไม่สามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้ ความพยายามกระตุ้นโดยให้ลูกดูดนมหรือปั๊มนมอย่างสม่ำเสมอทุก 2-3 ชั่วโมงจะทำให้น้ำนมแม่มาเร็วขึ้นและเพียงพอได้ ขอให้คุณแม่ทุกคนประสบความสำเร็จในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

หนังสืออ้างอิง

  1. Eglash A, Montgomery A, Wood J. Breastfeeding. Dis Mon 2008; 54:343-411.
  2. Rasmussen KM, Kjolhede CL. Prepregnant overweight and obesity diminish the prolactin response to suckling in the first week postpartum. Pediatrics 2004;113:e465-71.
  3. LoveladyCA. Is maternal obesity a cause of poor lactation performance? Nutr Rev 2005; 63:352-5.
  4. Dewey KG, Nommsen-Rivers LA, Heinig MJ, Cohen RJ. Risk factors for suboptimal infant breastfeeding behavior, delayed onset of lactation, and excess neonatal weight loss. Pediatrics 2003;112:607-19.

 

 

บทความโดย รศ.นายแพทย์ภาวิน พัวพรพงษ์

 

 

ห่วงอนามัย

ห่วงอนามัย

? ? ? ? ? ห่วงอนามัย ใช้สำหรับผู้ที่ต้องการคุมกำเนิดนานเช่นกัน ห่วงอนามัยมีชนิดที่คุมกำเนิดได้ตั้งแต่ 3-10 ปี การใส่ต้องทำโดยแพทย์ โดยการเริ่มใส่จะเริ่มใน 5-7 วันนับจากวันแรกของการเริ่มต้นการมีประจำเดือนในรอบปกติ แพทย์จะตรวจภายในและสอดใส่ห่วงอนามัยเข้าไปในโพรงมดลูกโดยที่ปลายห่วงอนามัยจะมีเชือกผูกอยู่ แพทย์จะตัดเชือกให้ปลายเชือกอยู่ในช่องคลอดเพื่อผู้ใส่ห่วงอนามัยสามารถจะคลำปลายเชือกเพื่อตรวจสอบการหลุดของห่วงอนามัยได้ ทุกปีควรมีการตรวจภายในเพื่อตรวจสอบห่วงอนามัย และเมื่อครบกำหนดการคุมกำเนิด การถอดห่วงอนามัยต้องทำโดยแพทย์เช่นกัน และสามารถใส่ห่วงอนามัยต่อได้ในกรณีต้องการคุมกำเนิดต่อ อาการข้างเคียงที่อาจพบ ได้แก่ ประจำเดือนมามากขึ้นเล็กน้อย หรือมีการปวดหน่วงท้องน้อยขณะมีประจำเดือน หลังการถอดห่วงออกโอกาสในการมีบุตรจะกลับมาเป็นปกติ

 

บทความโดย รศ.นายแพทย์ภาวิน พัวพรพงษ์

 

 

ข้อแนะนำสำหรับคุณแม่ระหว่างการตั้งครรภ์ เดือนที่ 9

ข้อแนะนำสำหรับคุณแม่ระหว่างการตั้งครรภ์ เดือนที่ 9

 

ข้อแนะนำสำหรับคุณแม่ระหว่างการตั้งครรภ์ เดือนที่ 9

– เดือนที่เก้า อาการจะคล้ายกับในเดือนที่แปด แต่เนื่องจากเป็นช่วงใกล้คลอด ควรเตรียมพร้อมสำหรับกระเป๋าที่ใส่ของใช้สำหรับลูกและของใช้ที่จำเป็นในการนอนโรงพยาบาล ศึกษาอาการต่างๆ ที่ต้องรีบไปโรงพยาบาล ได้แก่ อาการเจ็บครรภ์คลอดซึ่งมีการหดรัดตัวของมดลูกหรือท้องแข็งถี่มากกว่าหนึ่งครั้งในสิบนาทีและสม่ำเสมอ มีมูกเลือดออกจากช่องคลอด หรือมีน้ำเดินคือการมีน้ำใสไหลจากช่องคลอดโดยส่วนใหญ่มักมีปริมาณมากพอควรเหมือนปัสสาวะราด และมักมีออกมามากขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนไหว ไอ จาม หรือเบ่งปัสสาวะหรืออุจจาระ ควรเตรียมเบอร์โทรศัพท์โรงพยาบาลไว้ติดต่อในกรณีฉุกเฉินหรือไม่แน่ใจ

 

บทความโดย รศ.นายแพทย์ภาวิน พัวพรพงษ์

 

การคลอดทางหน้าท้อง

?การคลอดทางหน้าท้อง

? ? ? ? ? การคลอดทางหน้าท้องหรือผ่าตัดคลอด? ทางการแพทย์เรียก? ซีซาเรียน เซ็คชั่น (cesarean section)? จะเป็นวิธีคลอดที่ใช้สำหรับการตั้งครรภ์ที่มีภาวะแทรกซ้อนหรือเกิดปัญหาไม่สามารถคลอดปกติทางหน้าท้องได้? เนื่องจากการคลอดทางหน้าท้องจะต้องมีการให้ยาระงับความรู้สึกมากกว่า และเสียเลือดจากการผ่าตัดมากกว่าการคลอดปกติ? โอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการคลอดทางหน้าท้องจึงมากกว่าการคลอดทางช่องคลอดปกติ? คุณแม่อาจจะรู้สึกผิดหวังที่ไม่สามารถคลอดทารกทางช่องคลอดเองได้และอาจรู้สึกกลัวการผ่าตัด? แต่ความรู้สึกนี้จะน้อยลงหากคุณแม่เข้าใจเหตุผลของการผ่าตัด? การทราบถึงขั้นตอนและการปฏิบัติตัวในการผ่าตัดคลอดจะลดความวิตกกังวลในการผ่าตัดลงได้

? ? ? ? ? ขั้นตอนของการผ่าตัดเตรียมคลอด? เริ่มด้วยการโกนขนบริเวณอวัยวะเพศ? ให้น้ำเกลือที่แขนและใส่สายสวนปัสสาวะ? ย้ายเข้าห้องผ่าตัด? เตรียมยาระงับความรู้สึกอาจจะใช้วิธีใส่ท่อช่วยหายใจและใช้ดมยาสลบหรือใช้ยาชาฉีดเข้าโพรงน้ำไขสันหลังหรือเหนือโพรงน้ำไขสันหลัง? ซึ่งในกรณีหลังคุณแม่จะสามารถรู้สึกตัวขณะที่ทำการผ่าตัดคลอดทารกและอาจขอดูทารกหลังคลอดทันทีได้?? การเลือกวิธีระงับความรู้สึกจะได้รับการพิจารณาโดยวิสัญญีแพทย์โดยร่วมกับการตัดสินใจของคุณแม่ด้วย? หลังได้รับยาระงับความรู้สึกแพทย์จะทำการผ่าตัดคลอดโดยปกติจะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง? แผลผ่าตัดปกติจะมี 2 ชนิดคือ? แผลตามยาวจากใต้สะดือถึงบริเวณเหนือหัวหน่าวกับแผลตามขวางหรือแผลบิกินี? ซึ่งจะอยู่เหนือแนวขนที่อวัยวะเพศเล็กน้อย? สำหรับไหมที่เย็บแผลอาจเป็นไหมที่ไม่ละลายซึ่งจำเป็นต้องตัดไหมประมาณ 5-7 วันหลังคลอดและไหมที่ละลายซึ่งไม่ต้องตัดไหมในกรณีที่ไม่มีปมไหมหรืออาจใช้กาวปิดแผลผ่าตัดซึ่งไม่ต้องตัดไหมเช่นเดียวกัน? การเกิดแผลเป็นนั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยได้แก่? ลักษณะของแผลผ่าตัด? แรงตึงของแผล? และลักษณะผิวหนังของคุณแม่แต่ละคน? ดังนั้นคุณแม่ควรใส่ใจในเรื่องความปลอดภัยและระวังดูแลบาดแผลไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ? มากกว่าการวิตกเรื่องแผลเป็น? หลังผ่าตัดเรียบร้อยแล้วจะสังเกตอาการต่อในห้องพักฟื้นประมาณ 1 ชั่วโมง? จากนั้นจึงย้ายคุณแม่ไปสู่หอผู้ป่วยหลังคลอด? สำหรับคุณแม่ที่ผ่าตัดคลอด? ปกติแพทย์จะอนุญาตให้กลับบ้านใน? 3-5 วันหลังคลอด

 

บทความโดย รศ.นายแพทย์ภาวิน พัวพรพงษ์

 

อาหารชนิดใดบำรุงน้ำนมแม่ได้?

อาหารชนิดใดบำรุงน้ำนมแม่ได้

? ? ? ? ? ? ? ??อาหารหลัก 5 หมู่เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับคุณแม่ เนื่องจากหลังคลอดยังมีความเชื่อเรื่องของแสลงอยู่ ดังนั้นการรับประทานอาหารได้ไม่ครบอาจทำให้คุณค่าของนมแม่ลดลง ในขณะให้นมบุตร คุณแม่ต้องการแคลเซียมและธาตุเหล็กให้เพียงพอในการบำรุงน้ำนม สำหรับในคุณแม่ที่รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมหรือธาตุเหล็กได้น้อยก็ควรเสริมให้เพียงพอ

ในกรณีที่ต้องการให้น้ำนมแม่มามาก ทางการแพทย์ เน้นให้มีการกระตุ้นให้เพียงพอ โดยการให้ลูกดูดนมแม่อย่างน้อยวันละ 6-8 ครั้ง และครั้งละ5-15 นาที ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำนมในช่วงแรก การกระตุ้นโดยการดูดนมแม่ยิ่งบ่อย ยิ่งกระตุ้นให้มีน้ำนมมามาก ไม่เกี่ยวกับขนาดของเต้านม โดยธรรมชาติน้ำนมแม่จะมีเพียงพอสำหรับลูกเสมอ ดังนั้น ไม่ควรกลัวว่านมแม่จะมีไม่พอ เลยต้องให้นมผสม

 

บทความโดย รศ.นายแพทย์ภาวิน พัวพรพงษ์

 

แหล่งความรู้ เกี่ยวกับสูติ-นรีเวช (Obstetrics-Gynecology)