รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
??????????????? การคิดภาระงานการพยาบาลมีความสัมพันธ์กับมาตรฐานการให้การพยาบาล ซึ่งส่งผลต่อความปลอดภัยของผู้ป่วยหรือผู้รับบริการ (patient safety)1 ดังนั้นในทุกการให้บริการจึงควรมีการคิดอัตรากำลัง โดยภาระงานที่นำมาคิดอาจพิจารณาเป็น
การดูแลผู้ป่วยโดยตรง? (direct care) ตัวอย่างเช่น การทำแผล การเจาะเลือดตรวจทางห้องปฏิบัติการ การให้ความรู้แก่ผู้ป่วย การให้การสนับสนุนทางด้านจิตใจแก่ผู้ป่วย
การดูแลผู้ป่วยทางอ้อม (indirect care) ตัวอย่างเช่น การบริหารจัดการจำนวนเวชภัณฑ์สำหรับผู้ป่วย การจัดการเรื่องเอกสาร การเคลื่อนย้ายผู้ป่วย การส่งต่องาน การวางแผนจำหน่ายผู้ป่วย
กิจกรรมที่ไม่ใช่การดูแลผู้ป่วย (nonpatient care) ตัวอย่างเช่น การอบรมและฝึกทักษะการพยาบาล การแก้ปัญหาเครื่องมือทำงานผิดปกติ ระยะเวลารอคอย
นอกจากนี้ ในบางกรณี การจัดกิจกรรมอาจคำนึงถึงในเรื่องคุณภาพชีวิต โดยคิดช่วงพัก ช่วงรับประทานอาหารกลางวัน ช่วงที่เข้าห้องน้ำ
? ? ? ? ? ? ? เมื่อคิดภาระงานและสามารถจัดสรรกำลังคนได้อย่างเหมาะสม จะสามารถลดการเกิดความผิดพลาดในการให้บริการ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการให้บริการ 1 สำหรับในคลินิกนมแม่นั้น แม้จะมองว่า ความผิดพลาดนั้น หากเกิดมักจะไม่รุนแรงและอันตรายถึงชีวิต แต่การให้คุณค่าแก่กิจกรรมการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ (value-added) ซึ่งจะส่งผลลัพท์ที่เป็นพื้นฐานของสุขภาพที่ดีของมารดาและทารก ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นจะต้องจัดสรรโดยเพิ่มคุณค่าให้กิจกรรมนี้อย่างเหมาะสม
เอกสารอ้างอิง
Swiger PA, Vance DE, Patrician PA. Nursing workload in the acute-care setting: A concept analysis of nursing workload. Nurs Outlook 2016;64:244-54.
รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
??????????????? ปัจจัยที่มีผลต่อการคิดภาระงานโดยทั่วไป1 แบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่
ปัจจัยจากพยาบาล ได้แก่ ปัจจัยจากความสามารถของพยาบาล (nurse ability) แต่ละคนอาจแตกต่างกัน บางคนมีทักษะในเรื่องการให้คำปรึกษาการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ การเข้าเต้า หรือการจัดท่าทารกได้ดี พูดได้กระชับ ใช้เวลารวดเร็ว ขณะที่บางคนต้องใช้เวลาสื่อสารอธิบายนาน โดยผลของการให้คำปรึกษาได้ผลเหมือนๆ กัน ปัจจัยจากสมรรถนะทางคลินิกของพยาบาล (clinical competency) โดยแบ่งได้เป็น 5 ระดับ คือ พยาบาลระดับเริ่มต้นทำงานไม่มีประสบการณ์ (novice) พยาบาลระดับเริ่มที่ทำได้ (advanced beginner) พยาบาลระดับที่พอทำได้ (competent) พยาบาลระดับที่เก่ง (proficient) และพยาบาลระดับที่เชี่ยวชาญ (expert) ซึ่งสมรรถนะทางคลินิกนี้จะส่งผลต่อระยะเวลาการทำงานของแต่ละคน
ปัจจัยจากผู้ป่วย ได้แก่ ปัจจัยจากความซับซ้อนของการดูแลผู้ป่วย (care complexity) ซึ่งในผู้ป่วยที่มีโรคที่รุนแรงหรือมีความซับซ้อนสูงจะใช้เวลาในการดูแลนาน
ปัจจัยจากหน่วยงานหรือองค์กร ได้แก่ ปัจจัยเรื่องความเพียงพอของบุคลากรและเครื่องมือ ปัจจัยการหน่วยงานที่สนับสนุนการทำงานในการให้การดูแลรักษาผู้ป่วย ปัจจัยจากงานการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย ปัจจัยจากการหมุนเปลี่ยนของผู้ป่วย (patient turnover) ปัจจัยจากความหลากหลายของผู้ป่วย (case mix) ปัจจัยเรื่องการให้การสนับสนุนขององค์กร ปัจจัยเรื่องความสามารถของผู้บริหารจัดการพยาบาล (nurse manager ability) ปัจจัยเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์กับพยาบาล ปัจจัยเรื่องวัฒนธรรมความปลอดภัย และปัจจัยการบริหารงานระบบ (process efficiency)
? ? ? ? ? ? ดังนั้น การที่จะคิดอัตรากำลังและผลิตภาพการพยาบาลของคลินิกนมแม่จำเป็นต้องคำนึงปัจจัยเหล่านี้ที่จะต้องกำหนดมาตรฐาน คำนิยามและลักษณะการเก็บข้อมูลที่จะสร้างการยอมรับจากทีมพยาบาลด้วยกันเองและหน่วยงานภายนอกที่จะมาประเมิน ซึ่งการสร้างให้เกิดการคิดอัตรากำลังและผลิตภาพการพยาบาลของคลินิกนมแม่ก็ถือเป็นนวัตกรรมที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมของการให้บริการที่เหมาะสมและเอื้อต่อความปลอดภัยของผู้ป่วยได้
เอกสารอ้างอิง
Swiger PA, Vance DE, Patrician PA. Nursing workload in the acute-care setting: A concept analysis of nursing workload. Nurs Outlook 2016;64:244-54.
รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
??????????????? ปัจจุบันเรื่องการคิดภาระงานของวิชาชีพต่างๆ มีความสำคัญ เพื่อใช้เป็นหลักพื้นฐานในการคำนวณอัตรากำลังและทำให้การบริหารจัดการมีประสิทธิภาพโดยใช้ข้อมูลที่มีอยู่เพื่อการบริหารจัดการ คลินิกนมแม่เป็นบริการที่จัดให้แก่มารดาและครอบครัว โดยมีการให้บริการทั้งการให้คำแนะนำ การให้คำปรึกษา การให้การดูแลรักษา ตอบคำถามทางโทรศัพท์ นอกจากนี้ สิ่งที่ขาดไม่ได้ที่ต้องมีควบคู่กันคือการพัฒนาความรู้ใหม่หรือนวัตกรรมรวบทั้งเป็นที่ให้ความรู้แก่นักศึกษาแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ จึงต้องนำกระบวนการการพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ การสร้างนวัตกรรม และการให้การอบรมความรู้แก่บุคลากรทางการแพทย์มาคิดเป็นภาระงานด้วย โดยทั่วไป การคิดภาระงานจะแยกตามลักษณะงาน โดยมีค่าความหนักเบาหรือค่าน้ำหนักการให้บริการพยาบาลแตกต่างกันในการให้บริการในแต่ละที่ของการให้การพยาบาล เช่น การให้บริการที่แผนกผู้ป่วยนอก การให้บริการที่หอผู้ป่วย การให้บริการที่หอผู้ป่วยวิกฤต การให้บริการที่ห้องผ่าตัด และการให้บริการที่ห้องคลอด โดยคลินิกนมแม่ หากเปิดเป็นลักษณะของการให้บริการที่แผนกผู้ป่วยนอกอาจต้องคิดการให้บริการในวันทำการคือ 5 วันทำการต่อสัปดาห์ แต่หากการให้บริการอยู่ที่หอผู้ป่วยหลังคลอดและเปิดบริการทุกวัน ควรคิดวันทำการ 7 วันต่อสัปดาห์ ซึ่งการกำหนดมาตรฐานของการให้บริการมารดาและทารกอาจอ้างอิงการใช้การแยกประเภทผู้ป่วยเป็น 5 ประเภท ได้แก่ ประเภทที่ 1 ใช้เวลาไม่เกิน 10 นาที ประเภทที่ 2 มากกว่า 10 นาทีแต่ไม่เกิน 45 นาที ประเภทที่ 3 เกิน 45 นาทีแต่ไม่เกิน 120 นาที ประเภทที่ 4 เกิน 120 นาทีแต่ไม่เกิน 150 นาที และประเภทที่ 5 มากกว่า 150 นาที ?จัดการให้บริการมารดาและทารกลงในแต่ละประเภท เพื่อคำนวณอัตรากำลังและผลิตภาพของพยาบาล อย่างไรก็ตาม มีการศึกษาในปี 2556 ถึงภาระงานและผลิตภาพของพยาบาลในโรงพยาบาลของรัฐ 12 แห่งในพื้นที่เครือข่ายการให้บริการเขต 2 พบว่าเมื่อเทียบผลิตภาพกำลังคนในโรงพยาบาลที่มีขนาดใหญ่และรักษาคนไข้ที่มีความซับซ้อนกว่าหรือโรงพยาลาลศูนย์มีผลิตภาพสูงกว่าโรงพยาบาลขนาดเล็กหรือโรงพยาบาลชุมชน 1 ดังนั้น การคิดอัตรากำลังและผลิตภาพของพยาบาลจำเป็นต้องคำนึงถึงการให้บริการของสถานพยาบาลนั้นๆ ว่าเป็นสถานพยาบาลลักษณะใด ตติยภูมิ ทุติยภูมิ หรือปฐมภูมิ เพื่อการบริหารอัตรากำลังอย่างเหมาะสม
เอกสารอ้างอิง
กฤษดา แสวงดี, วิไลลักษณ์ เรืองรัตนตรัย, ปิยะ หาญวรวงศ์ชัย, อำนวย กาจีนะ. ภาระงานและผลิตภาพของพยาบาลในโรงพยาบาลของรัฐ 12 แห่งในพื้นที่เครือข่ายการให้บริการเขต Journal of Health Science 2015;24:471-50.
รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
??????????????? การเริ่มต้นการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในระยะแรกหลังคลอดมีความสำคัญและช่วยเพิ่มอัตราและระยะเวลาของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ โดยทั่วไป แนะนำให้เริ่มการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ภายในครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมงหลังคลอด อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทยจากการสำรวจขององค์การยูนิเซฟในปี 2555 พบว่า การเริ่มการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในหนึ่งชั่วโมงแรกหลังคลอดพบร้อยละ 43.6 ขณะที่อัตราการเริ่มการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในหนึ่งชั่วโมงแรกหลังคลอดทั่วโลกพบร้อยละ 7.7-98.4 (เฉลี่ยร้อยละ 57.6)1 จะเห็นว่า อัตราการเริ่มการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของประเทศไทยต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของทั่วโลก ซึ่งอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่ออัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวในหกเดือนแรกของประเทศไทยด้วย สำหรับปัจจัยที่พบว่าส่งผลทำให้การเริ่มการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เริ่มต้นได้ช้ากว่าในหนึ่งชั่วโมงแรกหลังคลอด ได้แก่ มารดาที่มีภาวะแทรกซ้อนระหว่างการตั้งครรภ์และการผ่าตัดคลอด1 โดยเฉพาะอัตราการผ่าตัดคลอดในประเทศไทยที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในโรงพยาบาลของภาครัฐพบราวร้อยละ 40 และในโรงพยาบาลเอกชนพบถึงราวร้อยละ 80 ซึ่งน่าจะเป็นอุปสรรคที่สำคัญต่อการเริ่มต้นการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในระยะแรกหลังคลอด
เอกสารอ้างอิง
Takahashi K, Ganchimeg T, Ota E, et al. Prevalence of early initiation of breastfeeding and determinants of delayed initiation of breastfeeding: secondary analysis of the WHO Global Survey. Sci Rep 2017;7:44868.
รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
??????????????? ส่วนประกอบของนมแม่มีทั้งสารอาหารและสารที่ออกฤทธิ์ทางชีวภาพ ซึ่งส่วนประกอบของนมแม่จะมีการเปลี่ยนแปลงตามระยะของการคลอดทารกและช่วงระยะเวลาหลังคลอด โดยทั่วไป สารอาหารหลักและพลังงานของนมแม่มักไม่แตกต่างกันในมารดาที่อาศัยอยู่ที่พื้นที่ที่แตกต่างกันและมีพฤติกรรมการกินที่แตกต่างกัน1 แต่สารอาหารที่พบน้อยบางชนิดอาจมีความแตกต่างกันจากผลของพื้นที่ที่มีอุบัติการณ์ของการขาดสารอาหารบางประเภทหรือมีพฤติกรรมการกินอาหารที่แตกต่างกัน ซึ่งบุคลากรทางการแพทย์ควรให้ความสำคัญและทำการศึกษาถึงความขาดแคลนสารอาหารในแต่ละชนิดที่อาจส่งผลต่อส่วนประกอบของนมแม่ที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละพื้นที่หรือแต่ละประเทศ เพื่อการให้คำแนะนำเรื่องการเสริมการรับประทานอาหารให้เหมาะสม ชดเชยในสารอาหารที่มารดามีความเสี่ยงที่จะขาด ซึ่งจะช่วยให้ผลของการตั้งครรภ์ การเจริญเติบโตและความสมบูรณ์ของทารกเป็นไปด้วยดี
เอกสารอ้างอิง
Sunaric S, Denic M, Lalic J, et al. Physicochemical and biochemical parameters in milk of Serbian breastfeeding women. Turk J Med Sci 2017;47:246-51.
เรื่องนำทาง
แหล่งความรู้ เกี่ยวกับสูติ-นรีเวช (Obstetrics-Gynecology)