รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
??????????????? หากจะอธิบายเรื่องนี้ ต้องย้อนกลับไปพูดถึงเรื่องกลไกการสร้างและการหลั่งน้ำนม การพัฒนาของเต้านมให้พร้อมสำหรับการให้นมนั้นได้มีการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ในระยะของการตั้งครรภ์โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสที่สองที่จะมีการเพิ่มขึ้นมากของฮอร์โมนโปรแลคตินซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการสร้างน้ำนม แต่โดยทั่วไปน้ำนมที่สร้างขึ้นมามักจะยังไม่การไหลออกมา เนื่องจากยังมีฮอร์โมนเอสโตรเจนสูงที่สร้างจากรกในร่างกายมารดาที่ยังยับยั้งไม่ให้เกิดการหลั่งน้ำนมออกมา แต่เมื่อหลังคลอดทารกและรกออกมาแล้ว ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนจะลดระดับลง ซึ่งขณะเดียวกันหากมีการเริ่มให้ลูกกระตุ้นดูดนมแม่ ฮอร์โมนออกซิโทซินซึ่งเป็นฮอร์โมนอีกตัวหนึ่งที่มีความสำคัญในการทำให้เกิดการบีบตัวของเซลล์กล้ามเนื้อของต่อมน้ำนม ทำให้เกิดการหลั่งและการไหลของน้ำนมจากต่อมน้ำนมสู่ท่อน้ำนมและไปสู่ทารกได้ง่ายขึ้น กลไกเหล่านี้จะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติเมื่อมีการคลอดทารก แต่การกระตุ้นให้ทารกเริ่มดูดนมเร็วหลังคลอดจะทำให้การมาของน้ำนมเร็วขึ้น ดังนั้นการที่น้ำนมจะมา มารดาไม่มีความจำเป็นต้องกินยาบำรุงใด ๆ หรือต้องกินยากระตุ้นน้ำนม การกินอาหารหรือการบำรุงมากเกินกว่าระดับการใช้พลังงานของมารดา จะทำให้มารดามีน้ำหนักเกินหรืออ้วน ซึ่งกลับมีผลเสียต่อมารดาในระยะยาวโดยอาจมีความเสี่ยงในการเกิดโรคในกลุ่มของเมตาบอลิกได้ สำหรับการกินยากระตุ้นน้ำนมโดยส่วนใหญ่ กลไกของการกระตุ้นน้ำนมจะกระตุ้นระดับฮอร์โมนโปรแลคติน ซึ่งในระยะหลังคลอดใหม่ ๆ ระดับฮอร์โมนโปรแลคตินนั้นมักจะยังสูงอยู่ จึงไม่เกิดประโยชน์ในการนำมาใช้ การให้ยากระตุ้นน้ำนมจึงจะได้ประโยชน์ก็ต่อเมื่อระดับฮอร์โมนโปรแลคตินต่ำซึ่งก็คือ หลังจากหยุดหรือไม่ได้มีการให้น้ำนมเป็นเวลานาน? และมารดามีระดับฮอร์โมนโปรแลคตินต่ำ ซึ่งจะเกิดในกรณีที่มารดาหยุดการให้น้ำนมเป็นเวลาและต้องการกลับมาให้นมแม่ใหม่นั่นเอง1
เอกสารอ้างอิง
The Office on Women?s Health. Your guide to breastfeeding. 2017
รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
??????????????? อย่างที่ย้ำเตือนกันบ่อย ๆ ว่านมแม่ดีและเหมาะสมที่สุดในช่วงหกเดือนแรก ดังนั้น การให้อาหารอื่น ๆ ทดแทนนมแม่นั้นก็เท่ากับไปลดคุณประโยชน์ที่ลูกจะได้จากนมแม่นั่นเอง การให้น้ำ น้ำส้ม กล้วยบดอาจทำให้ลูกอิ่มได้ชั่วคราวแต่ประโยชน์ที่ได้แตกต่างจากนมแม่ จึงไม่สมควรเริ่มอาหารเหล่านี้เร็วเกินไป มารดาบางคนเห็นลูกปากแห้งและอากาศร้อนอบอ้าว กลัวว่าลูกจะหิวน้ำ จึงให้ลูกกินน้ำ ซึ่งหากให้ลูกกินน้ำแล้วลูกจะอิ่มน้ำ และกินนมแม่ได้ลดลง ซึ่งหากลองคิดทบทวนดูดี ๆ ในนมแม่นั้นจะมีน้ำประกอบอยู่เป็นส่วนใหญ่อยู่แล้ว จึงสามารถช่วยลดการกระหายของลูกได้ ดังนั้น หากลูกกระหายควรให้ลูกกินนมแม่มากกว่า นอกจากนี้ในนมแม่ยังมีสารอาหารที่ย่อยง่ายและช่วยในการขับถ่ายขี้เทาที่หากมีระยะเวลาที่อยู่ในลำไส้นาน จะมีการดูดซึมสารเหลืองเข้าสู่ร่างกายทารกได้มากขึ้น จากเหตุผลนี้ การให้ลูกกินน้ำ หากทำให้ลูกอิ่มและกินนมได้น้อยลง ขับถ่ายขี้เทาได้ไม่ดี กลับจะเป็นผลเสียโดยส่งผลต่อการเกิดตัวเหลืองมากขึ้นเข้าไปอีก ความเชื่อเรื่องการให้ลูกกินน้ำจะช่วยป้องกันลูกตัวเหลืองจึงเป็นความเชื่อที่ผิด ซึ่งจากการศึกษาพบว่า การที่พบทารกตัวเหลืองนั้น หนึ่งในสาเหตุใหญ่ที่พบทารกตัวเหลือง ก็คือ การให้ลูกกินนมแม่ไม่เพียงพอ นั่นเอง1
เอกสารอ้างอิง
The Office on Women?s Health. Your guide to breastfeeding. 2017
รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
??????????????? ระยะเวลาของการให้นมลูกว่าต้องให้ไปนานแค่ไหน ไม่มีคำตอบที่แน่ชัดขึ้นอยู่กับความต้องการของมารดาและทารก แต่หากสังเกตจากสิ่งมีชีวิตอื่นที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่แล้ว พบว่ามักมีระยะเวลาของการกินนมแม่ราวสองถึงสามเท่าของระยะของระยะของการตั้งครรภ์หรือยาวนานกว่านั้น ดังนั้น มนุษย์ซึ่งมีระยะการตั้งครรภ์ราว 9 เดือนก็ควรจะมีระยะเวลาการให้ลูกกินนมแม่ไม่ต่ำกว่า 18 ถึง 27 เดือน ซึ่งราว 2 ปีสอดคล้องกับคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกที่แนะนำให้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ 2 ปีหรือนานกว่านั้น แล้วนมแม่อย่างเดียวเพียงพอสำหรับความต้องการลูกหรือและเพียงพอไปถึงนานแค่ไหนนั้นมีการศึกษามามากมายตั้งแต่ในอดีต โดยในสมัยก่อนเชื่อว่า 3-4 เดือนน่าจะต้องปรับนมแม่เป็นอาหารเสริม แต่ปัจจุบันข้อมูลชี้ไปทางให้นมแม่อย่างเดียวเพียงพอสำหรับลูกไปถึง 6 เดือน หากกังวลใจว่านมแม่อาจไม่พอและต้องการเสริมอาหารอื่นก่อนหกเดือนเพื่อจะได้เพียงพอได้ไหม คำตอบคือหากนมแม่ยังเหมาะสมที่สุดในหกเดือนแรก การกินอย่างอื่นทดแทน จะทำให้ลูกได้รับนมแม่น้อยลง นั่นคือลูกได้รับประโยชน์จากนมแม่น้อยลงไปด้วย ดังนั้นในหกเดือนแรกควรตั้งใจและส่งเสริมให้มีน้ำนมที่เพียงพอที่จะเป็นอาหารหลักอย่างเดียวสำหรับลูก และหลังจากนั้นจึงเสริมอาหารตามวัยที่เหมาะสมสำหรับทารกโดยให้นมแม่ต่อเนื่องไปอย่างนน้อยสองปีหรือนานกว่านั้นขึ้นอยู่กับความต้องการของมารดาและทารก1
เอกสารอ้างอิง
The Office on Women?s Health. Your guide to breastfeeding. 2017
รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
??????????????? มีคำถามหลายคำถามที่มารดาและครอบครัวมักถามเมื่อให้ลูกกินนมแม่ คือควรให้ลูกกินนมแม่อย่างเดียวไปนานแค่ไหน และต้องให้ลูกกินนมแม่ไปนานเท่าไหร่จึงจะพอ หรือมารดามักเกิดคำถามในใจเมื่อให้ลูกกินนมแม่แล้วมีปู่ย่าตายายมาทักว่า ทำไมไม่ให้ลูกกินน้ำ กินกล้วยบด กินน้ำส้ม หรือกินข้าวต้ม แล้วลูกจะอิ่มหรือ มารดาต้องกินอาหารบำรุงหรือเพิ่มน้ำนมไหม กินยาขับน้ำคาวปลาหรือยาดองเหล้าให้นมลูกได้ไหม หากมารดาเจ็บป่วยจะยังให้นมลูกต่อได้หรือไม่ ควรหลีกเลี่ยงการออกนอกบ้านหรือการโดนลมในระหว่างเดือนแรกหลังคลอดหรือช่วงที่ให้ลูกกินนมแม่ไหม หากไม่ให้ลูกกินน้ำลูกจะตัวเหลืองไหม? หากให้ลูกกินนมแม่แล้วห้ามมีเพศสัมพันธ์ หรือกินยาคุมกำเนิดแล้วน้ำนมจะไม่เพียงพอสำหรับลูก นอกจากนี้ ยังมีคำถามที่หลากหลายตามแต่ความเชื่อในแต่ละสังคมและวัฒนธรรม ทางที่ดีที่สุด คือ ไม่ควรรีรอหรือลังเลใจที่จะถามคำถามเหล่านี้กับแพทย์ที่ให้การดูแลหลังคลอดหรือแพทย์ที่ให้คำปรึกษาเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ซึ่งการรับฟังหรือการชี้แจงเหตุผลอาจต้องให้สามี ปู่ย่าตายายเข้ามาร่วมรับฟังด้วย เพื่อช่วยในการเข้าใจที่ตรงกัน ไม่เกิดการขัดแย้งในการดูแลลูกหรือสมาชิกคนใหม่ของครอบครัวที่ควรจะสร้างสายใยรักมากกว่าสร้างความร้าวฉานให้เกิดในครอบครัวที่ต้องปฏิบัติหรือเปลี่ยนแปลงการให้การดูแลทารกที่เคยเชื่อภายในจิตใจของแต่ละคน แน่นอนทุกคนอาจมีทิฐิอยู่ แต่ความรักและความหวังดีต่อลูกหลานที่แท้จริงจะช่วยสานให้เกิดความร่วมมือที่ดีและส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ที่เป็นอาหารที่ได้รับการยืนยันว่าเหมาะสมและดีที่สุดสำหรับลูก1
เอกสารอ้างอิง
The Office on Women?s Health. Your guide to breastfeeding. 2017
รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
??????????? ความเชื่อดั้งเดิมในสตรีมีครรภ์ควรบำรุงมาก ๆ ไม่ควรทำงานหรือออกแรงมาก ทำให้พบสตรีตั้งครรภ์ส่วนใหญ่มักมีน้ำหนักเกินหรือน้ำหนักเพิ่มขึ้นไม่เหมาะสม แต่จากข้อมูลในปัจจุบันแนะนำว่า สตรีตั้งครรภ์ควรมีการควบคุมการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักให้เหมาะสม จะลดความเสี่ยงในการเกิดเบาหวานในระหว่างตั้งครรภ์ และควรออกกำลังกายให้ร่างกายมีความแข็งแรง ซึ่งจะลดความเสี่ยงในการที่ต้องผ่าตัดคลอดได้ 1 โดยการออกกำลังกายควรเลือกออกกำลังกายที่เหมาะสม ไม่ควรเล่นกีฬาที่มีการประทะหรือเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุหกล้ม และควรเลือกการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับแต่ละช่วงอายุครรภ์ เนื่องจากหากเป็นช่วงไตรมาสสาม มารดาจะมีขนาดท้องหรือมดลูกใหญ่ จะถ่วงน้ำหนักมาด้านหน้าทำให้หลังแอ่นมากขึ้น จุดศูนย์ถ่วงหรือการทรงตัวของร่างกายเปลี่ยนไป การวิ่งหรือปั่นจักรยานในพื้นที่ที่ขรุขระหรือเสี่ยงต่อการกระแทกหรือล้ม จะมีความเสี่ยงและเป็นอันตรายสำหรับครรภ์ การออกำลังกายที่เหมาะสม อาจเป็นการแกว่งแขน การนอนหรือนั่งยกขา หรือบริหารกล้ามเนื้อหลัง สำหรับโยคะสามารถทำได้โดยควรเลือกท่าที่ไม่เสี่ยงในการเกิดอันตราย
เอกสารอ้างอิง
International Weight Management in Pregnancy Collaborative G. Effect of diet and physical activity based interventions in pregnancy on gestational weight gain and pregnancy outcomes: meta-analysis of individual participant data from randomised trials. BMJ 2017;358:j3119.
เรื่องนำทาง
แหล่งความรู้ เกี่ยวกับสูติ-นรีเวช (Obstetrics-Gynecology)