คลังเก็บหมวดหมู่: ทารกแรกเกิด

ทารกแรกเกิด

ภาวะลิ้นติด ปัญหาที่ซ่อนเร้นที่เป็นอุปสรรคในการให้ลูกได้กินนมแม่

               รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

                  ภาวะลิ้นติดเป็นปัญหาที่ยังขาดการดูแลและแนวทางการปฏิบัติที่ชัดเจนในการสนับสนุนให้ทารกเหล่านี้ได้กินนมแม่ ภาวะลิ้นติดจะส่งผลให้เกิดการเจ็บเต้านม การเข้าเต้าไม่ดี ทารกน้ำหนักขึ้นไม่ดี การหยุดนมแม่เร็ว และมีการพบปัญหาการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ที่รุนแรงอื่น ๆ ตามมาในทารกที่มีภาวะลิ้นติดเพิ่มขึ้น1  ขนาดของปัญหายังมีการศึกษาน้อย โดยข้อมูลที่มีการศึกษาในประเทศไทยพบภาวะลิ้นติดร้อยละ 13.4 ของการคลอด2 มีการศึกษาพบว่าทารกที่มีภาวะลิ้นติดจะได้รับการส่งต่อเพื่อรับการรักษาด้วยสาเหตุของการเจ็บเต้านมของมารดาร้อยละ 36-893,4 โดยเมื่อได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดแล้ววัดคะแนนการเจ็บเต้านมของมารดาที่ทารกมีภาวะลิ้นติดดีขึ้นราวร้อยละ 44-953,5-7  ทารกที่มีภาวะลิ้นติดมีการเข้าเต้ายากร้อยละ 25 เทียบกับในทารกปกติพบร้อยละ 38 และมีคะแนนการเข้าเต้าต่ำกว่าทารกปกติอย่างมีนัยสำคัญ2 โดยเมื่อเปรียบเทียบคะแนนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ (infant breastfeeding assessment tool) และคะแนนการเข้าเต้า (LATCH score) ในทารกที่มีภาวะลิ้นติดก่อนและหลังได้รับการผ่าตัดรักษาพบว่ามีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ6,7,9,10 ทารกที่มีภาวะลิ้นติดมีปัญหาเรื่องน้ำหนักขึ้นไม่ดีร้อยละ 163 การผ่าตัดแก้ไขเป็นทางเลือกในรายที่มีปัญหานี้ มีรายงานทารกที่มีภาวะลิ้นติดหลังได้รับการผ่าตัดรักษามีน้ำหนักดีขึ้นร้อยละ 656  สำหรับการหยุดนมแม่เร็ว พบความเสี่ยงในการหยุดเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของทารกที่มีภาวะลิ้นติดในสัปดาห์แรกเพิ่มขึ้นถึงสามเท่า11 ดังนั้น การมองเห็นปัญหาภาวะลิ้นติดว่าเป็นปัญหาในการสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ จะเป็นจุดเริ่มต้นในการที่ทุกภาคส่วนจะให้การสนใจ ใส่ใจ และช่วยกันสร้างระบบและกลไกในการดูแลปัญหาภาวะลิ้นติดร่วมกัน

เอกสารอ้างอิง

  1. Schlatter SM, Schupp W, Otten JE, et al. The role of tongue-tie in breastfeeding problems-A prospective observational study. Acta Paediatr 2019.
  2. Puapornpong P, Raungrongmorakot K, Mahasitthiwat V, Ketsuwan S. Comparisons of the latching on between newborns with tongue-tie and normal newborns. J Med Assoc Thai 2014;97:255-9.
  3. Hong P, Lago D, Seargeant J, Pellman L, Magit AE, Pransky SM. Defining ankyloglossia: A case series of anterior and posterior tongue ties. International Journal of Pediatric Otorhinolaryngology 2010;74:1003-6.
  4. Ballard JL, Auer CE, Khoury JC. Ankyloglossia: assessment, incidence, and effect of frenuloplasty on the breastfeeding dyad. Pediatrics 2002;110:e63.
  5. Hall DM, Renfrew MJ. Tongue tie. Arch Dis Child 2005;90:1211-5.
  6. Gov-Ari E. Ankyloglossia: Effects of Frenulotomy on Breastfeeding Dyads. Otolaryngology – Head and Neck Surgery 2010;143:P111.
  7. Srinivasan A, Dobrich C, Mitnick H, Feldman P. Ankyloglossia in breastfeeding infants: the effect of frenotomy on maternal nipple pain and latch. Breastfeed Med 2006;1:216-24.
  8. Lalakea ML, Messner AH. Ankyloglossia: does it matter? Pediatric Clinics of North America 2003;50:381-97.
  9. Buryk M, Bloom D, Shope T. Efficacy of neonatal release of ankyloglossia: a randomized trial. Pediatrics 2011;128:280-8.
  10. Srinivasan A, Al Khoury A, Puzhko S, et al. Frenotomy in Infants with Tongue-Tie and Breastfeeding Problems. J Hum Lact 2018:890334418816973.
  11. Ricke LA, Baker NJ, Madlon-Kay DJ, DeFor TA. Newborn tongue-tie: prevalence and effect on breast-feeding. J Am Board Fam Pract 2005;18:1-7.

 

 

ทารกที่มีความผิดปกติของช่องปากจะทำให้การกินนมแม่ยาก

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

               ทารกมีความผิดปกติของช่องปาก ได้แก่ ทารกที่มีปากแหว่งเพดานโหว่มีผลต่อการเข้าเต้าและการดูดนมของทารก โดยในการดูดนมของทารกต้องมีการสร้างแรงดูดภายในช่องปากของทารก ทารกที่มีปากแหว่งเพดานโหว่จะมีปัญหาในการสร้างแรงดูดภายในช่องปากทารก ทารกที่มีปากแหว่งอย่างเดียวจะสร้างแรงดูดได้มากกว่าทารกที่มีปากแหว่งร่วมกับเพดานโหว่ ทารกที่มีเพดาโหว่มักจะมีปัญหาเรื่องการดูดนมเนื่องจากจะไม่สามารถสร้างแรงดูดที่เพียงพอขณะที่ดูดนมได้1 ทารกเหล่านี้จะมีปัญหาเรื่องเหนื่อย ใช้เวลาดูดนมนาน เจริญเติบโตช้าและขาดสารอาหาร2 และมีการเสริมนมผงดัดแปลงสำหรับทารก3  นอกจากนี้ทารกที่มีกล้ามเนื้อที่อ่อนแรง เช่น ทารกกลุ่มอาการดาวน์ (Down syndrome) จะพบปัญหาในการสร้างแรงในการดูดนมเช่นกัน จึงต้องการการดูแลเอาใจใส่และให้คำปรึกษาจากทีมสหสาขา เพื่อเพิ่มโอกาสที่ทารกจะได้รับประโยชน์จากการกินนมแม่4,5  สำหรับทารกที่มีคางเล็กหรือลิ้นใหญ่คับปากอาจมีความลำบากในการเข้าเต้าด้วย โดยทำให้ทารกอมหัวนมและลานนมได้ไม่ลึก

เอกสารอ้างอิง

  1. Arosarena OA. Cleft Lip and Palate. Otolaryngologic Clinics of North America 2007;40:27-60.
  2. Boyce JO, Reilly S, Skeat J, Cahir P, Academy of Breastfeeding M. ABM Clinical Protocol #17: Guidelines for Breastfeeding Infants with Cleft Lip, Cleft Palate, or Cleft Lip and Palate-Revised 2019. Breastfeed Med 2019.
  3. Kaye A, Cattaneo C, Huff HM, Staggs VS. A Pilot Study of Mothers’ Breastfeeding Experiences in Infants With Cleft Lip and/or Palate. Adv Neonatal Care 2019;19:127-37.
  4. Genova L, Cerda J, Correa C, Vergara N, Lizama M. Good health indicators in children with Down syndrome: High frequency of exclusive breastfeeding at 6 months. Rev Chil Pediatr 2018;89:32-41.
  5. Barros da Silva R, Barbieri-Figueiredo MDC, Van Riper M. Breastfeeding Experiences of Mothers of Children with Down Syndrome. Compr Child Adolesc Nurs 2018:1-15.

 

การให้ลูกกระตุ้นดูดนมแม่บ่อย ๆ มีประโยชน์

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

               ความถี่ของการให้ลูกกระตุ้นดูดนมมีความสำคัญ โดยการให้นมบ่อยมากกว่า 8 ครั้งต่อวันจะทำให้ระดับโพรแลกตินที่เป็นฮอร์โมนที่สำคัญในการสร้างน้ำนมคงมีระดับที่สูงและเป็นผลดีต่อการสร้างน้ำนม1  มารดาที่ให้ลูกกระตุ้นดูดนมบ่อยจะสัมพันธ์กับการมีการถ่ายขี้เทาที่เร็วขึ้น และพบว่าระยะเวลาจากการสังเกตเห็นการดูดนมจากเต้านมข้างหนึ่งและน้ำนมจะไหลจากเต้านมอีกข้างหนึ่ง (let down reflex) จะสั้นลง นอกจากนี้ การให้ลูกกระตุ้นดูดนมบ่อยจะช่วยป้องกันภาวะตัวเหลือง2 โดยพบความสัมพันธ์ระหว่างการให้ลูกดูดนมบ่อยแปรผกผันกับภาวะตัวเหลืองของทารกแรกเกิดในระยะแรกหลังคลอดและปัญหาของเต้านม3 โดยเมื่อทารกอายุมากขึ้น ความห่างของการกินนมจะเพิ่มขึ้น4 สำหรับมารดาที่ให้นมห่างมากกว่า 3 ชั่วโมงก่อนการกลับจากโรงพยาบาลสัมพันธ์กับการหยุดเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในเดือนที่ 2 หลังคลอด5

เอกสารอ้างอิง

  1. Chaves RG, Lamounier JA, Cesar CC. Factors associated with duration of breastfeeding. J Pediatr (Rio J) 2007;83:241-6.
  2. Ketsuwan S, Baiya N, Maelhacharoenporn K, Puapornpong P. The Association of Breastfeeding Practices with Neonatal Jaundice. J Med Assoc Thai 2017;100:255-61.
  3. Okechukwu AA, Okolo AA. Exclusive breastfeeding frequency during the first seven days of life in term neonates. Niger Postgrad Med J 2006;13:309-12.
  4. Saki A, Eshraghian MR, Tabesh H. Patterns of daily duration and frequency of breastfeeding among exclusively breastfed infants in Shiraz, Iran, a 6-month follow-up study using Bayesian generalized linear mixed models. Glob J Health Sci 2013;5:123-33.
  5. Plewma P. Prevalence and factors influencing exclusive breast-feeding in Rajavithi Hospital. J Med Assoc Thai 2013;96 Suppl 3:S94-9.

 

 

 

 

การเข้าเต้าสามารถทำนายผลการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

          การเข้าเต้า (latch on) เป็นกระบวนการที่จัดการให้ปากทารกเข้าประกบกับเต้านม มีการคาบหัวนมและอมลานนม การเข้าเต้าที่ดีจะส่งผลต่อการดูดและกลืนน้ำนมอย่างเป็นจังหวะได้เหมาะสม ทำให้ทารกดูดนมได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีการศึกษาพบว่าในมารดาที่คลอดบุตรคนแรกขาดประสบการณ์ในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่มีการเข้าเต้าที่ไม่เหมาะสมถึงร้อยละ 30 ดังนั้น จึงมีการใช้การเข้าเต้าเป็นส่วนหนึ่งของเกณฑ์ต่าง ๆ ในการประเมินการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่และใช้บอกความสำเร็จในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่1 มีการศึกษาการประเมินการเข้าเต้าโดยใช้คะแนนการเข้าเต้า (LATCH score) พบว่านอกจากจะช่วยในการทำนายมารดาที่มีความเสี่ยงในการหยุดการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวตั้งแต่ในระยะแรก ซึ่งจะช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์ได้วางแผนการติดตามเอาใจใส่มารดากลุ่มนี้อย่างใกล้ชิดแล้ว ยังอาจช่วยทำนายระยะเวลาการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้2

เอกสารอ้างอิง

  1. Hill PD, Johnson TS. Assessment of breastfeeding and infant growth. J Midwifery Womens Health 2007;52:571-8.
  2. Tornese G, Ronfani L, Pavan C, Demarini S, Monasta L, Davanzo R. Does the LATCH score assessed in the first 24 hours after delivery predict non-exclusive breastfeeding at hospital discharge? Breastfeed Med 2012;7:423-30.

 

 

การเริ่มการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ตั้งแต่ในระยะแรกช่วยความสำเร็จของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

                     นอกจากการโอบกอดทารกเนื้อแนบเนื้อที่จะช่วยเรื่องความสำเร็จในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่แล้ว การเริ่มให้นมลูกตั้งแต่ในระยะแรกหลังคลอดโดยเฉพาะภายในหนึ่งชั่วโมงแรกยังช่วยความสำเร็จในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ด้วย เนื่องจากการเริ่มให้นมลูกตั้งแต่ในระยะแรกหลังคลอดจะช่วยกระตุ้นฮอร์โมนโพรแลกตินที่มีผลต่อการสร้างน้ำนมได้ดี กระตุ้นออกซิโตซินที่จะช่วยในการหลั่งของน้ำนม และการหดรัดตัวของมดลูกซึ่งลดการเสียเลือดหลังคลอด ซึ่งหากมีการเริ่มให้นมลูกช้า โดยเฉพาะให้ช้ากว่า 6 ชั่วโมงแรกหลังคลอดจะมีผลลบต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่1,2 ดังนั้น กระบวนการเหล่านี้จึงควรให้การสนับสนุนไปพร้อม ๆ กัน เพื่อเพิ่มความสำเร็จในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

เอกสารอ้างอิง
1. Wu X, Gao X, Sha T, et al. Modifiable Individual Factors Associated with Breastfeeding: A Cohort Study in China. Int J Environ Res Public Health 2019;16.
2. Chaves RG, Lamounier JA, Cesar CC. Factors associated with duration of breastfeeding. J Pediatr (Rio J) 2007;83:241-6.