รศ.นพ.ภาวิน
พัวพรพงษ์
ในคัมภีร์อัลกุลาอานของศาสนาอิสลามจะมีบทที่พูดถึงการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
โดยที่การสื่อสารมักเป็นการสื่อสารและอธิบายจะเป็นระหว่างคนหนึ่งไปอีกคนหนึ่ง ซึ่งจะมีโอกาสที่จะมีการสื่อสารที่ขาดตกบกพร่องหรืออาจมีคำอธิบายที่จำกัด
ทำให้ขาดการเข้าใจในเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ที่เหมาะสม การพัฒนาความเข้าใจในเนื้อหาของบทที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่นี้ให้มีการแปลที่เป็นมาตรฐานโดยครอบคลุมแนวคิดเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว
ความเสี่ยงของการที่ทารกไม่ได้กินนมแม่อย่างเดียว และแนวทางการจัดการตั้งแต่ในระยะตั้งครรภ์จนถึงคลอดให้มารดาสามารถเที่จะประสบความสำเร็จในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
จะช่วยในการสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว1 ดังนั้น หากชุมชนที่บุคลาการทางการแพทย์ดูแลมีมารดาที่นับถือศาสนาอิสลาม
การกระตุ้นให้อิหม่ามที่เป็นผู้ที่ให้ความรู้และให้คำอธิบายในเรื่องศาสนา ได้ช่วยอธิบายในรายละเอียดเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ที่เหมาะสมแก่มารดาในขณะที่เข้าสมรส
จะเป็นประโยชน์ต่อการสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เมื่อมารดาตั้งครรภ์และคลอด
เอกสารอ้างอิง
1. Citrakesumasari, Fadhilah, Suriah, Mesra R. Based
cultural and religion to education of exclusive breastfeeding for bride. Enferm
Clin 2020;30 Suppl 4:127-30.
รศ.นพ.ภาวิน
พัวพรพงษ์
การที่ทารกมีแบคทีเรียประจำถิ่นในลำไส้จะช่วยในการป้องกันการติดเชื้อที่เป็นอันตรายและยังช่วยในเรื่องระบบภูมิคุ้มกันหลังคลอดด้วย
การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่จะช่วยส่งเสริมการมีแบคทีเรียประจำถิ่นในลำไส้ทารกแรกเกิด1
สำหรับวิธีการคลอด ก่อนหน้านี้มีรายงานการศึกษาที่พบว่า
การคลอดทางช่องคลอดจะช่วยส่งเสริมการมีแบคทีเรียประจำถิ่นในลำไส้ทารกแรกเกิด
ขณะที่การผ่าตัดคลอดจะมีผลเสียต่อการมีแบคทีเรียประจำถิ่นในลำไส้ของทารก แต่มีบางรายงานที่ไม่พบความสัมพันธ์ของการมีแบคทีเรียประจำถิ่นในลำไส้ทารกแรกเกิดกับวิธีการคลอด
จึงควรมีการศึกษาเพิ่มเติมต่อไป อย่างไรก็ตาม บุคลากรทางการแพทย์ควรช่วยให้ทารกได้รับประโยชน์จาการมีแบคทีเรียในลำไส้ทารกโดยการสนับสนุนให้มารดาได้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่
และแนะนำให้มารดามีการคลอดปกติ โดยการผ่าตัดคลอดจะพิจารณาเมื่อมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์เท่านั้น
เอกสารอ้างอิง
1. Cioffi CC, Tavalire HF, Neiderhiser JM, Bohannan B,
Leve LD. History of breastfeeding but not mode of delivery shapes the gut
microbiome in childhood. PLoS One 2020;15:e0235223.
รศ.นพ.ภาวิน
พัวพรพงษ์
หลังคลอดมารดาจะมีความเหนื่อยล้า
อ่อนเพลียจากการคลอด แม้ว่าการเฝ้าดูแลภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยหลังคลอดจะเป็นสิ่งจำเป็น
แต่หากมารดามีความเสี่ยงต่ำ เมื่อพ้นระยะเฝ้าระวังเบื้องต้นแล้ว การเฝ้าระวังโดยเว้นระยะห่างขึ้น
เปิดโอกาสให้มารดาได้พักผ่อน และให้มารดาได้อยู่กับทารกในบรรยากาศที่เงียบสงบ
จะช่วยสร้างสายสัมพันธ์แม่ลูก และช่วยส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่1 ดังนั้น บุคลากรทางการแพทย์ควรจัดแนวทางการดูแลหลังคลอดตามความเสี่ยง
และเปิดโอกาสให้มารดาและทารกอยู่อย่างสงบในมารดาที่มีความเสี่ยงต่ำ ก็จะเป็นประโยชน์ทั้งแก่มารดาและทารก
และเป็นการสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ด้วย
เอกสารอ้างอิง
1. Church L. Quiet Time During Postpartum Hospitalization
Can Improve Rest, Bonding, and Breastfeeding. Nurs Womens Health 2020;24:197-201.
รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
ในการเปลี่ยนพฤติกรรมนั้น
กระบวนการที่จะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจะต้องส่งผลต่อทัศนคติ ซึ่งจะนำไปสู่การปฏิบัติ
โดยมีหลายทฤษฎีที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ได้แก่ การใช้พื้นฐานความรู้เชิงทฤษฏี
(theory-based educational intervention) คือ
การสร้างให้เกิดพฤติกรรมโดยการเปลี่ยนแปลงทัศนคติจากการจัดการอบรมให้ความรู้หรือการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ
และทฤษฏีการวางแผนการกำหนดพฤติกรรม (theory
of planned behavior) ซึ่งจะมีการกำหนดหรือควบคุมโดยมีการวางแผนให้เกิดพฤติกรรมตามที่ต้องการ
มีการศึกษาพบว่า การใช้พื้นฐานความรู้เชิงทฤษฏีจะช่วยให้มารดามีความตั้งใจ มีความเชื่อมั่น
และมีการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวหกเดือนสูงกว่าการใช้ทฤษฏีการวางแผนการกำหนดพฤติกรรม1 สิ่งนี้น่าจะสะท้อนว่า การรับรู้ความรู้และประโยชน์ของนมแม่นั้นมีความสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของมารดา
ดังนั้น บุคลากรทางการแพทย์ควรจัดกระบวนการอบรมให้ความรู้แก่มารดา เพื่อช่วยให้มารดามีความเข้าใจในเรื่องนมแม่
มีความตั้งใจ และเชื่อมั่นว่าสามารถการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้ ก็จะส่งผลให้มารดามีพฤติกรรมที่จะนำไปสู่การประสบความสำเร็จในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพิ่มขึ้น
เอกสารอ้างอิง
1. Chipojola R, Chiu HY, Huda MH, Lin YM, Kuo SY.
Effectiveness of theory-based educational interventions on breastfeeding
self-efficacy and exclusive breastfeeding: A systematic review and
meta-analysis. Int J Nurs Stud 2020;109:103675.
รศ.นพ.ภาวิน
พัวพรพงษ์
โรคไวรัสตับอักเสบบีมาการติดต่อกันได้ง่ายผ่านสารคัดหลั่งต่าง
ๆ จากร่างกายของผู้ที่เป็นพาหะ ซึ่งในมารดาที่เป็นพาหะของไวรัสตับอักเสบบีจะเกิดความวิตกกังวลว่าลูกในครรภ์จะติดเชื้อระหว่างการตั้งครรภ์หรือหลังคลอดหากทารกกินนมแม่จะมีความเสี่ยงในการติดเชื้อเพิ่มขึ้น
แต่ยังโชคดีที่การติดเชื้อในระหว่างการตั้งครรภ์พบได้น้อย ส่วนใหญ่การติดเชื้อจะเกิดขึ้นในช่วงหลังคลอดมากกว่า
และในปัจจุบันมีการพบภูมิคุ้มกันที่ให้ทารกเพื่อป้องกันการติดเชื้อในทารกและมีการฉีดวัคซีนเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายทารกสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นเองและส่วนใหญ่หากทารกได้รับการฉีดฉีดวัคซีนครบตามจำนวนที่ต้องการการกระตุ้น
ภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นจะคงอยู่ตลอดชีวิต สำหรับการให้ลูกกินนมแม่จากการทบทวนอย่างเป็นระบบพบว่า
การให้ลูกกินนมแม่จากมารดาที่เป็นภาหะไวรัสตับอักเสบบีนั้น ไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อของทารกหากทารกได้รับการให้ภูมิคุ้มกันและวัคซีนที่หมาะสม1 จากที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์นี้
น่าจะช่วยลดความวิตกกังวลของมารดที่เป็นพาหะของไวรัสตับอักเสบบีที่ต้องการจะให้ลูกได้กินนแม่
เอกสารอ้างอิง
1. Xiao F, Lan A, Mo W. Breastfeeding from mothers
carrying HBV would not increase the risk of HBV infection in infants after
proper immunoprophylaxis. Minerva Pediatr 2020;72:109-15.
เรื่องนำทาง
แหล่งความรู้ เกี่ยวกับสูติ-นรีเวช (Obstetrics-Gynecology)