รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
? ? ? ? ? ? ? การดำเนินการด้านการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ขององค์การอนามัยโลกได้ทำมาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2524 องค์การอนามัยโลกได้ประกาศสนับสนุนให้มีการใช้หลักเกณฑ์ที่ว่าด้วยการตลาดอาหารทารกและเด็กเล็กเมื่อปี พ.ศ. 2524 หรือเรียกย่อว่า code และมีประเทศที่นำหลักเกณฑ์นี้ไปใช้กว่าร้อยละ 70 ทั่วโลก1 โดยวัตถุประสงค์ของการออกหลักเกณฑ์ที่ว่าด้วยการตลาดอาหารของทารกและเด็กเล็กเพื่อป้องกันมารดาและบุคลากรทางการแพทย์จากการตลาดของนมผสม ในปี ค.ศ. 1990 (พ.ศ. 2533) องค์กรอนามัยโลกและองค์กรยูนิเซฟ (UNICEF) ประกาศการสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างชัดเจนในปฏิญญาบริสุทธิ์ที่ว่าด้วยการปกป้อง ส่งเสริม และสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ (Innocent ?Declaration on the Protection, Promotion and Support of Breastfeeding) และในปี ค.ศ. 1992 (พ.ศ. 2535) มีการเริ่มนโยบายการดำเนินงานโรงพยาบาลสายสัมพันธ์แม่ลูกเพื่อส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ให้ดียิ่งขึ้น โดยมีรายละเอียดและขั้นตอนในการสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่หรือยุทธวิธี คือ บันไดสิบขั้นสู่ความสำเร็จในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ในช่วงแรกมีแนะนำให้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างน้อย 4-6 เดือน2 ต่อมาเมื่อมีข้อมูลเกี่ยวกับประโยชน์ของนมแม่เริ่มมากขึ้น โดยมีหลักฐานเชิงประจักษ์ถึงทารกที่ได้รับการเลี้ยงดูด้วยนมแม่จะลดความเสี่ยงในการเกิดโรคของทางเดินอาหาร โรคทางเดินหายใจและหูอักเสบ ผิวหนังอักเสบ3 จึงได้นำไปสู่ให้ข้อแนะนำการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวเพิ่มจาก 4 เดือนเป็น 6 เดือน ซึ่งองค์การอนามัยโลกได้ประกาศข้อแนะนำว่ามารดาควรเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวเป็นเวลา 6 เดือนในวันที่ 18 พฤษภาคม ค.ศ. 2001 (พ.ศ. 2544)2
เอกสารอ้างอิง
Salasibew M, Kiani A, Faragher B, Garner P. Awareness and reported violations of the WHO International Code and Pakistan’s national breastfeeding legislation; a descriptive cross-sectional survey. Int Breastfeed J 2008;3:24.
Fewtrell MS, Morgan JB, Duggan C, et al. Optimal duration of exclusive breastfeeding: what is the evidence to support current recommendations? Am J Clin Nutr 2007;85:635S-8S.
Kramer MS, Chalmers B, Hodnett ED, et al. Promotion of breastfeeding intervention trial (PROBIT): a cluster-randomized trial in the Republic of Belarus. Design, follow-up, and data validation. Adv Exp Med Biol 2000;478:327-45.
?
รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
??????????????? ในปัจจุบัน กระแสเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เริ่มมีเพิ่มขึ้นในสังคมไทย ซึ่งสิ่งที่เกิดเพิ่มขึ้นตามมาคือ การบีบน้ำนมหรือปั๊มนมเก็บแช่ตู้เย็น จริงๆ แล้ว การบีบเก็บน้ำนมหรือการปั๊มนมแล้วเก็บรักษาไว้ในตู้เย็นเป็นส่วนหนึ่งของวิธีที่จะช่วยให้มารดาสามารถคงการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้หากมารดามีความจำเป็นต้องไปทำงานนอกบ้านโดยไม่สามารถกลับมาให้ลูกกินนมแม่ระหว่างวันได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี แต่หากทำกันโดยแข่งขันกันว่า แม่คนหนึ่งบีบเก็บน้ำนมหรือปั๊มนมเก็บได้มากกว่าอีกคนหนึ่งจนกลายเป็นวัฒนธรรมการแข่งขันการเก็บนมแม่ก็เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง
??????????????? นมแม่จะดีที่สุดหากให้ลูกได้ดูดนมที่สดใหม่จากเต้า ซึ่งระหว่างที่ลูกดูดนม สายตาของมารดาสื่อประสานใจกับทารก อารมณ์ ความรู้สึก การพูดคุย จะช่วยให้ลูกได้มีพัฒนาการของระบบประสาท สมอง และอารมณ์ไปพร้อมๆ กันอย่างสมดุล ซึ่งช่วยสร้างเด็กที่เก่งและมีความมั่นคงในอารมณ์ที่จะเป็นคนดีและสร้างอนาคตของชาติได้ การเก็บรักษานมในตู้เย็น คุณค่าของน้ำนมแม่จะลดลง ยิ่งเก็บน้ำนมไว้นาน คุณค่าจะยิ่งลดลงมาก อย่างไรก็ตาม น้ำนมแม่ก็ยังมีคุณค่าสูงกว่านมผสม ดังนั้น การวางแผนเก็บตุนน้ำนมควรทำให้เหมาะสมกับสภาวะของมารดาที่จำเป็นแยกจากทารกเท่าที่จำเป็นต้องใช้ และผู้ที่ทำหน้าที่ให้นมแม่ที่ได้จากการเก็บและละลายมาใช้ ควรมีใส่ใจ ใส่ความรักลงไป ขณะที่ให้นมทารกให้คล้ายคลึงกับการให้นมลูกของมารดา และอย่าลืมว่า ? ที่เก็บน้ำนมแม่ที่ดีที่สุดคือเต้านมของแม่ ที่ที่เก็บได้นานเท่านาน คงคุณค่า ไม่มีวันบูดหรือเสีย และพร้อมใช้ตลอดเวลา ?
รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
??????????????? เป็นที่ทราบกันดีว่า องค์การอนามัยโลกได้รณรงค์ส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่มาอย่างต่อเนื่อง และได้ตั้งเป้าหมายการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวหกเดือนไว้ที่ร้อยละ 50 ภายในปี ค.ศ. 2025 ในปัจจุบันอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่หกเดือนโดยภาพรวมอยู่ที่ร้อยละ 39
? ? ? ? ? ? ? ?สำหรับในประเทศไทยปัจจุบัน โดยในปี พ.ศ.2547 กระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศนโยบาย แนะนำให้มารดาเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวหกเดือน และตั้งเป้าหมายในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 9 (พ.ศ.2544-2549) และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 10 (พ.ศ.2550-2554) ไว้ว่า ทารกควรได้รับนมแม่อย่างเดียวนาน 6 เดือนอย่างน้อยร้อยละ 30 ?แต่จากการติดตามผลการดำเนินการเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่นั้นพบว่า การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวอย่างน้อยสี่เดือนในปี 2536-2544 พบตั้งแต่ร้อยละ 1.0-16.31 ในปี พ.ศ.2549 องค์กรยูนิเซฟสำรวจการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในประเทศไทยพบการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวหกเดือนร้อยละ 5.4 ในปี พ.ศ.2552 จากการสำรวจอนามัยการเจริญพันธุ์ (National Reproductive Health Survey) ใน 76 จังหวัดทั่วประเทศพบการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวหกเดือนร้อยละ 15.52
? ? ? ? ? ? และในปี พ.ศ. 2555 องค์กรยูนิเซฟได้มีการสำรวจการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่หกเดือนในประเทศไทยซ้ำ พบว่าอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่หกเดือนเท่ากับร้อยละ 12.3 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดิมในปี พ.ศ.2549 จะเห็นว่าตัวเลขของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำและไม่บรรลุเป้าหมาย แต่จากข้อมูลของกรมอนามัยในปี พ.ศ.2555 อัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวหกเดือนเท่ากับร้อยละ 47.5 โดยข้อมูลนี้เป็นข้อมูลจากฐานข้อมูลในโรงพยาบาลซึ่งจะมีความแตกต่างจากข้อมูลที่สำรวจในชุมชน ขณะที่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 (พ.ศ.2555-2559) ได้ตั้งเป้าหมายการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว 6 เดือนร้อยละ 50 ซึ่งขยับเป้าหมายสูงขึ้น การจะบรรลุเป้าหมายนี้เป็นสิ่งท้าทายที่จำเป็นต้องความร่วมมือของทุกภาคส่วน รวมทั้งความตื่นตัวของกระแสสังคมและการสนับสนุนในด้านนโยบายที่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน
เอกสารอ้างอิง
Puapornpong P, Manolerdthewan W, Raungrongmorakot K, Ketsuwan S, Wongin S. Factor effecting on breastfeeding success in infants up to 6 month of age in Nakhon Nayok province. J Med Health Sci 2009;16:116-23.
Kongsri S, Limwattananon S, Sirilak S, Prakongsai P, Tangcharoensathien V. Equity of access to and utilization of reproductive health services in Thailand: national Reproductive Health Survey data, 2006 and 2009. Reprod Health Matters 2011;19:86-97.
รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
? ? ? ? ? ทารกที่ดูดนมจากเต้าได้เป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่ธรรมชาติสร้างมา โดยให้ทารกได้รับทั้งความอบอุ่น สัมผัสที่กระตุ้นพัฒนาการ สายตาที่จะจดภาพจำ จมูกที่รับกลิ่นน้ำนมที่เป็นอาหารที่เหมาะสมสำหรับการดำรงชีวิตของทารกแรกเกิด
? ? ? ? ?แต่สำหรับทารกบางคนที่ไม่มีความพร้อมในการดูดนมจากเต้า ได้แก่ ทารกที่คลอดก่อนกำหนด? ทารกที่มีความผิดปกติของระบบประสาทหรือกล้ามเนื้อ ทารกที่มีความผิดปกติของช่องปาก หรือทารกที่เจ็บป่วยรุนแรง การใช้อุปกรณ์ในการช่วยป้อนนมอาจมีความจำเป็น
? ? ? ? ?การใช้อุปกรณ์ช่วยป้อนนมที่เต้านม (at-breast feeders) ในทารกที่พอจะดูดนมจากเต้าได้ แต่ดูดน้ำนมได้น้อยไม่เพียงพอ หรือดูดแล้วมีอาการหอบเหนื่อย การใช้อุปกรณ์ช่วยป้อนนมที่เต้านมจะเป็นช่วยให้ทารกได้รับน้ำนมมากขึ้น โดยในระหว่างที่ทารกดูดนม อุปกรณ์ป้อนที่มีถุงเก็บน้ำนมและมีสายมาวางติดที่เต้านมจะป้อนน้ำนมให้ไหลผ่านสายยางมาที่ปากและให้กับทารกขณะที่อมหัวนมและลานนมและดูดนมที่เต้า และการขณะเดียวกัน การดูดนมของทารกจะไปกระตุ้นกลไกการสร้างน้ำนมของมารดาเพิ่มขึ้นด้วย วิธีการนี้ ในโรงพยาบาลอาจทำโดยใช้สายยางต่อหลอดฉีดยาและนำมาให้ทารกในลักษณะเดียวกันได้
? ? ? ? ?การป้อนนมด้วยถ้วย ในทารกที่ไม่สามารถดูดนมจากเต้านมได้โดยตรง การป้อนนมด้วยถ้วยอาจพิจารณาการใช้ขณะที่รอทารกแข็งแรงขึ้น มีพัฒนาการที่ดีขึ้น อาการเจ็บป่วยมีความรุนแรงน้อยลง การป้อนนมด้วยถ้วยจะเป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้ทารกได้รับนม และเป็นการฝึกทักษะเบื้องต้นในการดูดนมแม่จากเต้า เนื่องจากในการป้อนนมด้วยถ้วยในระหว่างที่ป้อนนม ทารกจะต้องแลบลิ้นออกมา เพื่อช้อนน้ำนมจากถ้วยขึ้นไป ซึ่งลักษณะนี้จะเป็นขั้นตอนหนึ่งในการดูดนมจากเต้านมเช่นกัน ดังนั้น บางครั้งในมารดาบางคน บุคลากรทางการแพทย์จะแนะให้มารดาฝึกป้อนแก้วระหว่างที่รอทารกสมบูรณ์และพร้อมที่จะดูดนมจากเต้า
? ? ? ? ?การป้อนนมด้วยช้อน ลักษณะการป้อนควรมีการฝึกให้ทารกได้แลบลิ้นออกมา เลียหรือช้อนนมเข้าปากไป ซึ่งจะช่วยในกลไกการดูดนมจากเต้าเมื่อทารกมีความพร้อม การป้อนนมด้วยช้อนมักใช้ในมารดาและทารกที่มีลักษณะเช่นเดียวกับทารกที่ป้อนนมด้วยถ้วย แต่น้ำนมที่ป้อนมีปริมาณน้อย เช่น หัวน้ำนมที่มารดามีในสองสามวันแรกหลังคลอด
เอกสารอ้างอิง
Cadwell K, Turner-Maffei C. Pocket guide for lactation management. .2nd ?ed Burlington: Jones & Bartlett Learning 2014.
รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
? ? ? ? ?การแบ่งปันเป็นสิ่งที่ดี แต่เครื่องปั๊มนมต้องถือเป็นอุปกรณ์ที่ใช้งานเป็นการส่วนตัวอย่างหนึ่งที่ต้องใส่ใจหากจะมีการให้หรือแบ่งปัน เครื่องปั๊มนมมีส่วนประกอบหลายส่วนที่อาจเป็นที่สะสมและแพร่เชื้อโรคได้ เมื่อไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกต้องและเหมาะสม การใช้เครื่องปั๊มนมของมารดาท่านหนึ่งและให้มารดาอีกท่านหนึ่งยืมไปใช้ เป็นเรื่องไม่ควรกระทำ เนื่องจากมารดาอาจไม่มีเวลาหรือไม่รู้ขั้นตอนที่จะทำความสะอาดหรือป้องกันการแพร่เชื้อจากมารดาท่านหนึ่งไปอีกท่านหนึ่งหรือไปสู่ทารกได้ เชื้อที่อาจจะแพร่ไปได้แก่ ไวรัสเอชไอวี หรือ ไวรัสตับอักเสบ ซึ่งหากมีการติดเชื้อผ่านเครื่องปั๊มนม อาจไม่คุ้มค่ากับการมักง่ายหรือเห็นเป็นเรื่องที่ลดค่าใช้จ่ายได้ การใช้เครื่องปั๊มนมมือสองก็เช่นกัน เนื่องจากบริษัทที่ผลิตเครื่องปั๊มนมออกแบบสำหรับการใช้เป็นการส่วนตัว ยกเว้น เครื่องปั๊มนมที่มีมาตรฐานคุณภาพทางการแพทย์ที่ใช้ในโรงพยาบาลที่ออกแบบสำหรับการใช้งานของผู้ใช้หลายคนและมีการดูแลระหว่างผู้ใช้แต่ละคนเป็นไปตามมาตรฐานจึงสามารถใช้ได้ด้วยความปลอดภัย
? ? ? ? ? สุดท้าย การพึ่งพาอุปกรณ์เทคโนโลยีอาจมีข้อจำกัดหลากหลายอย่าง การใช้วิธีบีบน้ำนมด้วยมือ ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่มารดามีติดตัวตลอด จึงน่าจะเหมาะสำหรับการใช้ชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียงและเป็นการใช้ชีวิตแบบสไลว์ไลฟ์ (slow life) ที่เป็นสิ่งที่คนยุคปัจจุบันถวิลหา อยากย้อนยุคกลับไปสู่รากเหง้าพื้นฐานดั้งเดิมที่จำเป็นในการดำรงชีวิต
เอกสารอ้างอิง
Cadwell K, Turner-Maffei C. Pocket guide for lactation management. 2nd ?ed. Burlington: Jones & Bartlett Learning 2014.
เรื่องนำทาง
แหล่งความรู้ เกี่ยวกับสูติ-นรีเวช (Obstetrics-Gynecology)