รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
? ? ? ? ? ? ? ? ? เป็นที่ทราบกันดีว่า อายุของมารดาเป็นปัจจัยที่มีผลต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ แต่หากวิเคราะห์ลงไปในรายละเอียด ปัจจัยที่มีผลเกี่ยวข้องกันได้แก่ ปัจจัยจากลำดับครรภ์และปัจจัยเรื่องการได้รับความรู้เรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ 1 โดยหากมารดาที่ตั้งครรภ์หรือมีบุตรอายุน้อยมักจะมีความสัมพันธ์กับการเป็นการตั้งครรภ์ครั้งแรก ซึ่งมารดายังขาดประสบการณ์ในการดูแลครรภ์ การคลอด และการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ทำให้มีผลต่อระยะเวลาและอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ และเช่นเดียวกันในมารดาที่อายุน้อย ยิ่งหากเป็นมารดาวัยรุ่นหรืออยู่ในวัยเรียน การตั้งครรภ์มักไม่ได้วางแผนหรือเป็นการตั้งครรภ์ที่ไม่ต้องการ ดังนั้น ความสนใจจะแสวงหาความรู้เกี่ยวกับการดูแลครรภ์และการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่มักจะมีน้อย สิ่งนี้ส่งผลต่อทั้งอัตราและระยะเวลาการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ การให้คำปรึกษาจึงต้องเริ่มจากการชักจูงมารดาให้เข้าร่วมการฝากครรภ์ตามระบบ เพื่อจะให้ได้รับการให้คำปรึกษา การถ่ายทอดประสบการณ์จากกลุ่มมารดาที่มาฝากครรภ์ด้วยกัน ซึ่งจะสร้างให้เกิดความเข้าใจ ตั้งใจ และมีทัศนคติที่ดีต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ โดยจะส่งผลดีต่อผลลัพธ์ของการตั้งครรภ์ สุขภาพมารดาและทารก
เอกสารอ้างอิง
Whipps MD. Education Attainment and Parity Explain the Relationship Between Maternal Age and Breastfeeding Duration in U.S. Mothers. J Hum Lact 2017;33:220-4.
รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
? ? ? ? ? ? ? ?ปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นเป็นปัญหาที่พบเพิ่มขึ้นทั่วโลกรวมทั้งในประเทศไทย เมื่อมารดาตั้งครรภ์ในขณะที่เป็นวัยรุ่น ส่วนใหญ่มักอยู่ในวัยเรียน ซึ่งปัญหาหรือภาวะแทรกซ้อนระหว่างการตั้งครรภ์และการคลอดเพิ่มขึ้น ได้แก่ การเกิดการคลอดก่อนกำหนด ภาวะทารกน้ำหนักตัวน้อย และหากมีการตั้งครรภ์ในมารดาที่อายุน้อยกว่า 13 ปี อุ้งเชิงกรานของมารดาอาจจะยังขยายขนาดไม่เพียงพอ ทำให้การคลอดบุตรยากลำบากและเสี่ยงต่อการผ่าตัดคลอดเพิ่มขึ้น หลังคลอดมารดาวัยรุ่นโดยเฉพาะที่อยู่ในวัยเรียนมักมีอุปสรรคในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ โดยมารดามักมีอารมณ์ความรู้สึกโดดเดี่ยวและมีความกังวลว่า คนอื่นๆ จะคิดอย่างไรกับการตั้งครรภ์ของตนเอง นอกจากนี้มักเกิดคำถามในใจว่า จะให้นมลูกได้ที่ไหน จะปั๊มนมให้ลูกได้อย่างไร และส่วนหนึ่งมีการให้นมผงดัดแปลงสำหรับทารกเมื่อมารดากลับไปเรียนต่อ 1 ดังนั้น จะเห็นว่า ปัญหาของมารดาวัยเรียนในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่นั้น ต้องการการดูแลให้คำปรึกษาเพื่อแก้ปัญหาทั้งทางร่างกายและทางจิตใจที่บุคลากรทางการแพทย์ควรมีความเข้าใจถึงปัญหาของมารดาวัยเรียนเป็นอย่างดี
เอกสารอ้างอิง
West JM, Power J, Hayward K, Joy P. An Exploratory Thematic Analysis of the Breastfeeding Experience of Students at a Canadian University. J Hum Lact 2017;33:205-13.
รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
??????????????? เป็นที่ทราบกันดีว่า พยาบาลเป็นเสมือนบุคลากรหลักที่เป็นกำลังในการสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ แต่การจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนที่สอนการพยาบาลนั้น แม้มีรายงานว่าส่วนใหญ่จะมีการจัดการเรียนการสอนเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ราวร้อยละ 80? แต่มีการเรียนการสอนส่วนใหญ่เพียง 1-2 ชั่วโมงและยังขาดหลักสูตรที่จัดการเรียนการสอนเฉพาะเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่1 สิ่งนี้มีผลต่อการเริ่มดำเนินการส่งเสริมและสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในสถานพยาบาล เนื่องจากการขาดความรู้ ทำให้ขาดความมั่นใจในการให้คำปรึกษาเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่แก่มารดาและครอบครัว โดยหากคาดหวังว่า แพทย์จะเป็นผู้ให้คำปรึกษาในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ การจัดการเรียนการสอนเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของนักศึกษาแพทย์นั้น มักมีการจัดการเรียนการสอนน้อยกว่าของพยาบาล ดังนั้น จึงต้องมีการส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ตามหลักสูตรที่สร้างให้พยาบาลหรือแพทย์ที่จบมานั้น มีศักยภาพที่จะให้คำปรึกษาเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เบื้องต้นได้ด้วยความมั่นใจอย่างเต็มใจ ซึ่งต้องมีการร่วมสร้างทัศนคติที่ดีต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ขณะที่จัดการเรียนการสอนด้วย
เอกสารอ้างอิง
Webber E, Serowoky M. Breastfeeding Curricular Content of Family Nurse Practitioner Programs. J Pediatr Health Care 2017;31:189-95.
รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
??????????????? การส่งเสริมการให้ความรู้เรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่แก่มารดาและครอบครัวเป็นสิ่งที่จะช่วยให้มารดาเข้าใจถึงประโยชน์และความสำคัญในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ และช่วยในการเพิ่มอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้ แต่ในการเรียนการสอนของแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ยังมีการจัดการเรียนการสอนในเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่น้อย และยังขาดการเพิ่มทักษะที่จะให้การดูแลมารดาเมื่อมีปัญหาเบื้องต้นเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ 1
? ? ? ? ? ? ? ในประเทศไทย หลักสูตรของแพทยศาสตร์บัณฑิตในโรงเรียนแพทย์ต่างๆ ยังมีความหลากหลาย ส่วนใหญ่ความรู้และทักษะขึ้นอยู่กับว่า ขณะที่นักศึกษาแพทย์ผ่านการเรียนรู้ที่แผนกสูติศาสตร์และกุมารเวชศาสตร์ มีอาจารย์ผู้ดูแลมีความสนใจในเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อยู่หรือไม่ หากไม่มี นักศึกษาบางคนอาจขาดทักษะและประสบการณ์ในการเรียนรู้ ซึ่งเป็นจุดอ่อนของการจัดการเรียนการสอนในขณะที่โรคต่างๆ เพิ่มขึ้นมากและระยะเวลาการอบรมเพื่อการเป็นแพทย์ยังมีความจำกัดที่ 6 ปี การให้หรือการจัดลำดับความสำคัญในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่จึงมีความแตกต่างกัน
? ? ? ? ? ? ? ? ?สำหรับหลักสูตรพยาบาล ส่วนใหญ่มีการจัดการเรียนการสอนเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ แต่การฝึกทักษะเพื่อให้คำปรึกษากับมารดาและครอบครัวยังมีความจำกัด ในพยาบาลผู้ที่จะมาทำหน้าที่ให้คำปรึกษาที่คลินิกนมแม่จึงต้องได้รับการอบรมเพิ่มเติม ขณะที่สถานที่ที่จะอบรมให้ความรู้เรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ที่เป็นหลักสูตรที่เฉพาะยังมีน้อย ได้แก่ ที่ศิริราชพยาบาล โดยในสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินีเป็นการจัดเพิ่มพูนทักษะทางปฏิบัติ ดังนั้น ความขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญทางพยาบาลการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่จึงเป็นปัญหาในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม การอนุมัติหลักสูตรเฉพาะทางพยาบาลผู้ชำนาญการการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ อาจเป็นจุดเริ่มต้นในการแก้ปัญหา โดยโรงเรียนที่สอนพยาบาลควรได้รับการส่งเสริมให้เปิดหลักสูตรนี้พร้อมกับการสร้างบันไดอาชีพให้แก่พยาบาลผู้ชำนาญการทางด้านนี้
? ? ? ? ? ? ? ?ในบุคลากรสาขาอื่นๆ ที่ยังมีบทบาทสำคัญในการช่วยดูแลเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ได้แก่ เภสัชกร เจ้าหน้าที่สาธารณสุข รวมถึงเครือข่ายบุคลากรทางสาธารณสุขในชุมชนก็มีความจำเป็นที่จะต้องได้รับการอบรมและให้ความรู้ ให้มีความรู้ที่ทันสมัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อจะเป็นส่วนหนึ่งในระบบที่จะช่วยขับเคลื่อนการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในชุมชน
เอกสารอ้างอิง
Webber E, Serowoky M. Breastfeeding Curricular Content of Family Nurse Practitioner Programs. J Pediatr Health Care 2017;31:189-95.
รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
? ? ? ? ? ? ? ? ? ?สภาพเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบันต้องการการแข่งขันสูง ดังนั้นการให้เบี้ยหรือเงินสนับสนุนให้มารดาเลี้ยงลูกด้วยนมแม่จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่มีการศึกษา โดยมีการศึกษาเปรียบเทียบการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในมารดาที่ได้รับเบี้ยสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในช่วงหกเดือนหลังคลอดกับมารดาที่ไม่ได้รับเบี้ยสนับสนุน พบว่าในมารดาที่ได้รับเบี้ยสนับสนุนมีอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ที่สูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบทั้งในระยะหลังคลอด 1 เดือน 3 เดือน และที่หกเดือน แต่อย่างไรก็ตามพบว่า อัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวไม่แตกต่างกัน 1 จึงควรมีการศึกษาเพิ่มเติมในรายละเอียด เพื่อวิเคราะห์ถึงประโยชน์และความคุ้มค่าของการให้เบี้ยสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่แก่มารดาหลังคลอด
เอกสารอ้างอิง
Washio Y, Humphreys M, Colchado E, et al. Incentive-based Intervention to Maintain Breastfeeding Among Low-income Puerto Rican Mothers. Pediatrics 2017;139.
เรื่องนำทาง
แหล่งความรู้ เกี่ยวกับสูติ-นรีเวช (Obstetrics-Gynecology)