คลังเก็บหมวดหมู่: การดูแลสุขภาพหลังคลอด

การดูแลสุขภาพหลังคลอด

การโอบกอดทารกเนื้อแนบเนื้อ ควรเริ่มเมื่อไรดี

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

                การโอบกอดทารกเนื้อแนบเนื้อสามารถทำได้ทันทีเมื่อพร้อมหลังการคลอดและเช็ดตัวทารกให้แห้งแล้ว ทารกไม่จำเป็นต้องอาบน้ำหลังการคลอด1 ควรชะลอการชั่งน้ำหนัก วัดขนาดตัวทารก การให้ยาฆ่าเชื้อป้ายตาทารก การฉีดวิตามินเคและวัคซีนให้กับทารกจนกระทั่งทารกเริ่มการดูดนมครั้งแรกเรียบร้อยแล้ว การอุ้มทารกมาไว้ที่หน้าอกมารดาทำโดยต้องไม่ห่อตัวทารกและมารดาต้องเปิดเสื้อผ้าในบริเวณที่สัมผัสให้เพียงพอ สำหรับการที่จะคลุมผ้าเพื่อความอบอุ่น จะคลุมทั้งทารกและมารดาไปพร้อมกัน ให้สัมผัสมารดาและทารกเนื้อแนบเนื้อ ซึ่งคลุมผ้านี้จะคล้ายกับการให้ลูกอย่างในถุงหน้าท้องของจิงโจ้ที่เรียก Kangaroo care ซึ่งหากสามารถให้การสัมผัสเนื้อแนบเนื้ออย่างน้อยวันละ 6 ชั่วโมงจะช่วยในการเจริญเติบโตและการกินนมแม่ของทารกที่คลอดก่อนกำหนดและน้ำหนักตัวน้อย2,3 การที่ทารกได้สัมผัสผิวของมารดาจะช่วยในการพัฒนาการของระบบประสาทสัมผัสและช่วยกลไกออกซิโตซินได้ ขั้นตอนนี้ให้ความสำคัญของการให้ทารกได้สัมผัสกับหน้าอกของมารดาพร้อมกับการสังเกตความพร้อมของทารกในการกินนมแม่ โดยให้ วางทารกให้ผิวสัมผัสแนบชิดกับมารดาทันทีหลังคลอดนานอย่างน้อย 1 ชั่วโมง” หรือนานกว่านั้น และกระตุ้นให้มารดาสังเกตความพร้อมในการกินนมแม่ของลูก สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ควรสังเกตมารดาและทารก และดูแลให้ช่วงเวลานี้ทารกได้ใช้เวลาอยู่บนหน้าอกมารดาอย่างสงบ ปราศจากการรบกวน ร่วมกับอาจเสนอความช่วยเหลือในบางกรณีหากมีความจำเป็น

เอกสารอ้างอิง

  1. Morton J, Hall JY, Pessl M. Five steps to improve bedside breastfeeding care. Nurs Womens Health 2013;17:478-88.
  2. Gathwala G, Singh B, Singh J. Effect of Kangaroo Mother Care on physical growth, breastfeeding and its acceptability. Trop Doct 2010;40:199-202.
  3. Flacking R, Ewald U, Wallin L. Positive effect of kangaroo mother care on long-term breastfeeding in very preterm infants. J Obstet Gynecol Neonatal Nurs 2011;40:190-7.

 

การตัดสายสะดือทารกที่คลอด ควรตัดเมื่อไหร่ดี

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

                ในสมัยก่อนที่ยังขาดการรวบรวมข้อมูลอย่างเป็นระบบและใช้ข้อมูลจากหลักฐานเชิงประจักษ์ การตัดสายสะดือทารกจะทำหลังการคลอดทารกทันที หากไม่มีภาวะเร่งด่วนอื่น ๆ แต่เมื่อมีการศึกษามากขึ้นพบว่า การชะลอการตัดสายสะดือ โดยให้มีการรัดหรือตัดสายสะดือหลังคลอดทารกราว 30 วินาทีถึง 2 นาที และจัดทำระดับตัวของทารกอยู่ต่ำกว่าระดับรก จะทำให้เลือดที่อยู่ในรกไหลเข้าสู่ตัวทารก ทารกได้รับเลือดเพิ่มขึ้นและช่วยในการสะสมของธาตุเหล็กด้วย1,2 ซึ่งจะมีประโยชน์ โดยช่วยลดการเกิดภาวะซีดของทารก และความวิตกกังวลของมารดาในเรื่องการขาดธาตุเหล็กจากการให้ลูกกินนมแม่3,4

เอกสารอ้างอิง

  1. McAdams RM. Time to implement delayed cord clamping. Obstet Gynecol 2014;123:549-52.
  2. Garofalo M, Abenhaim HA. Early versus delayed cord clamping in term and preterm births: a review. J Obstet Gynaecol Can 2012;34:525-31.
  3. Kc A, Rana N, Malqvist M, Jarawka Ranneberg L, Subedi K, Andersson O. Effects of Delayed Umbilical Cord Clamping vs Early Clamping on Anemia in Infants at 8 and 12 Months: A Randomized Clinical Trial. JAMA Pediatr 2017;171:264-70.
  4. Alzaree F, Elbohoty A, Abdellatif M. Early Versus Delayed Umbilical Cord Clamping on Physiologic Anemia of the Term Newborn Infant. Open Access Maced J Med Sci 2018;6:1399-404.

 

การใช้เครื่องดูดสุญญากาศ มีผลเสียต่อการเริ่มการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

               หากทารกคลอดปกติทางช่องคลอดตามเวลาที่เหมาะสมจะเป็นการดีที่สุดสำหรับการเริ่มการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ การคลอดที่รวดเร็วหรือเนิ่นนานเกินไปไม่ว่าจะเป็นจากการชักนำให้เกิดหรือเป็นภาวะแทรกซ้อน ล้วนแล้วแต่อาจก่อให้เกิดผลเสียแก่มารดาและทารก เช่นการชักนำให้เกิดการคลอดที่เร็วขึ้นโดยการใช้ยาเร่งคลอดหรือใช้เครื่องดูดสุญญากาศทำให้ทารกคลอดเร็วขึ้นโดยขาดความจำเป็นทางการแพทย์ ช่องคลอดที่ยังไม่ได้มีการปรับตัวหรือยังไม่พร้อมจะเกิดการฉีกขาดได้มากกว่า มารดาอาจตกเลือดหลังคลอด และทารกที่ใช้เครื่องดูดสุญญากาศจะมีโอกาสที่จะเกิดอันตรายแก่ศีรษะทารกได้มากกว่า โดยส่งผลต่อการเรียงตัวของกะโหลกศีรษะ เส้นประสาทและการทำงานของกล้ามเนื้อ ซึ่งจะมีผลต่อการเริ่มเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ตามมาได้ เช่นเดียวกับการคลอดที่ปล่อยให้เนิ่นนาน ทำให้มารดาและทารกอ่อนล้า การเริ่มต้นเลี้ยงลูกด้วยนมแม่จึงเกิดได้ช้าด้วย1

เอกสารอ้างอิง

  1. ภาวิน พัวพรพงษ์. รอบรู้เรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่. นครนายก: ซี.ที. ดอทคอม; 2558.

 

การตัดฝีเย็บ จำเป็นหรือไม่

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

                ในสมัยก่อน การคลอดมักคลอดที่บ้าน การดูแลการคลอดจะใช้หมอตำแย ซึ่งจะดูแลให้การเบ่งคลอดและการคลอดเป็นไปตามธรรมชาติ ซึ่งจะไม่มีการตัดฝีเย็บ หมอตำแยจะพยายามช่วยให้ทารกคลอดออกมาตามกลไกการคลอด แต่หากการคลอดติดขัดหรือการคลอดเนิ่นนาน หรือมีภาวะแทรกซ้อนจากการคลอดเกิดการฉีกขาดของฝีเย็บที่รุนแรง ก็จะเกิดภาวะแทรกซ้อน ทำให้มารดาตกเลือดมากและอาจมีการเสียชีวิตได้ ในกรณีที่มีการฉีกขาดของฝีเย็บที่รุนแรง หากสามารถดูแลการตกเลือดได้ มารดาอาจมีภาวะแทรกซ้อนเกี่ยวกับการควบคุมการเบ่งถ่ายอุจจาระ ทำให้กลั้นอุจจาระไม่ได้ เนื่องจากมีการฉีกขาดของกล้ามเนื้อหูรูดบริเวณทวารหนัก เมื่อการแพทย์แผนตะวันตกเข้ามา เริ่มมีการแนะนำให้มีการตัดฝีเย็บเพื่อลดภาวะแทรกซ้อนของการฉีกขาดของกล้ามเนื้อหูรูดบริเวณทวารหนัก ทำให้แพทย์แผนปัจจุบันทำการตัดฝีเย็บให้แก่ผู้คลอดทุกราย อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันเมื่อมีการรวบรวมเก็บข้อมูลโดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์พบว่า ควรพิจารณาการตัดฝีเย็บเมื่อมีความจำเป็น การตัดฝีเย็บทุกรายจะเสี่ยงต่อการเกิดการฉีกขาดของแผลที่ฝีเย็บที่มีความรุนแรงมากกว่า1,2 ทำให้มารดาปวดแผลและนั่งลำบากในช่วงแรกหลังคลอด ซึ่งส่งผลต่อการโอบกอดทารกเนื้อแนบเนื้อของมารดา การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่และความผูกพันของมารดากับทารก หากมารดาปวดแผลมาก การให้มารดานอนลง กอดและให้นมลูกอาจจะช่วยลดปัญหาเหล่านี้ได้

เอกสารอ้างอิง

  1. Sulaiman AS, Ahmad S, Ismail NA, Rahman RA, Jamil MA, Mohd Dali AZ. A randomized control trial evaluating the prevalence of obstetrical anal sphincter injuries in primigravida in routine versus selective mediolateral episiotomy. Saudi Med J 2013;34:819-23.
  2. Rodriguez A, Arenas EA, Osorio AL, Mendez O, Zuleta JJ. Selective vs routine midline episiotomy for the prevention of third- or fourth-degree lacerations in nulliparous women. Am J Obstet Gynecol 2008;198:285 e1-4.

 

การเบ่งคลอดอย่างไรเหมาะสม

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

                      การเบ่งคลอด ส่วนใหญ่ตามโรงพยาบาลมักสอนให้มารดาเบ่งคลอดแบบปิดกล่องเสียง คือมารดาจะต้องสูดหายใจเข้าลึก ๆ กั้น ปิดกล่องเสียง (สังเกตได้ว่ามารดาจะไม่ส่งเสียงร้องขณะออกแรงเบ่ง) แล้วเบ่งยาว ๆ ให้ได้ 2-3 ครั้งต่อการเจ็บครรภ์คลอดหรือท้องแข็ง 1 ครั้ง การสอนการเบ่งคลอดอย่างเหมาะสมจะทำให้มารดาเบ่งคลอดได้ถูกต้องดยการส่งเสียงเชียร์เบ่งคลอดจากบุคลากรทางการแพทย์หรือผู้ช่วยคลอดอาจขึ้นอยู่กับความต้องการหรือความพึงพอใจของมารดา1 เนื่องจากไม่พบความแตกต่างของระยะเวลาในการคลอด คะแนะประเมินทารก Apgar score และความจำเป็นที่จะต้องย้ายทารกไปหอทารกป่วยวิกฤต หากมารดาเบ่งคลอดได้ดี จะมีโอกาสในการคลอดปกติสูงขึ้น การที่มารดาคลอดปกติทางช่องคลอดจะทำให้มารดาสามารถเคลื่อนไหวได้เร็วตั้งแต่ในระยะแรกหลังคลอดรวมถึงการเริ่มการรับประทานอาหารหรือการดื่มน้ำ จะเป็นประโยชน์ต่อการเริ่มการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ด้วย  สำหรับท่าในการคลอดที่จะช่วยส่งเสริมในการเบ่งคลอดคือ ท่าที่ลำตัวของมารดาค่อนข้างตั้งตรงหรือเอนหลังเล็กน้อย

เอกสารอ้างอิง

  1. Sukchamnan K, Khongsin U, Sanboonsong K, Puapornpong P, Manolerdthewan W. Effect of maternal bearing-down cheering on labor outcomes. J med health sci 2010;17:22-8.