คลังเก็บหมวดหมู่: การดูแลการคลอดโดยใช้ข้อมูลหลักฐานเชิงประจักษ์

การดูแลการคลอดโดยใช้ข้อมูลหลักฐานเชิงประจักษ์

ทารกที่มีเลือดแม่และลูกไม่เข้ากันอาจกินนมแม่ได้หลังสองเดือน

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

                การที่ทารกมีเลือดแม่และลูกไม่เข้ากันจากหมู่เลือด Rh นั้นพบไม่บ่อย แต่จะเกิดในครรภ์หลังที่แม่มีหมู่เลือด Rh ลบ ขณะที่ลูกมีหมู่เลือด Rh บวก อาการจากการที่เลือดแม่และลูกไม่เข้ากัน จะมีอาการที่รุนแรง ทารกเกิดเม็ดเลือดแดงแตก เกิดภาวะตัวเหลืองและทำให้ทารกเกิดภาวะซีดในครรภ์จนต้องมีการให้เลือดในครรภ์ได้ การให้นมแม่อาจทำให้ทารกเกิดภาวะตัวเหลือง อย่างไรก็ตาม มีการศึกษาพบว่า การให้ทารกกินนมแม่หลังสองเดือนจะลดความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนแก่ทารก1 ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะให้นมแม่ในช่วงดังกล่าว อย่างไรก็ตาม การศึกษาเพิ่มเติมรายละเอียดในอนาคต จะทำให้ทารกที่มีเลือดแม่และลูกไม่เข้ากันมีโอกาสได้รับประโยชน์จากการกินนมแม่

เอกสารอ้างอิง

  1. Schonewille H, van Rood JJ, Verduin EP, et al. Exposure to non-inherited maternal antigens by breastfeeding affects antibody responsiveness. Haematologica 2019;104:263-8.

 

การใช้เทคโนโลยีในการช่วยสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

                เทคโนโลยีเป็นสิ่งที่จะช่วยสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้ มีการศึกษาถึงเทคโนโลยีต่าง ๆ ในสามกลุ่ม ได้แก่ เทคโนโลยีทางการศึกษา เทคโนโลยีในการดูแลสุขภาพ และเทคโนโลยีการบริหารจัดการ พบว่า เทคโนโลยีทางการศึกษาช่วยสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่มากที่สุด การใช้เทคโนโลยีที่หลากหลายจะมีส่วนช่วยการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่มากขึ้น ขณะที่ยังขาดการใช้เทคโนโลยีการบริหารจัดการมาใช้ในการช่วยสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่1 ดังนั้น ผลลัพธ์ที่ได้จากการศึกษานี้เน้นให้เห็นความสำคัญของเทคโนโลยีการศึกษา ควรใช้เทคโนโลยีทางการศึกษาช่วยในการสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ร่วมกับการใช้เทคโนโลยีที่หลากหลายเพื่อช่วยให้การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ดีขึ้น และควรมีการศึกษาการใช้เทคโนโลยีการบริหารจัดการเพื่อช่วยในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่มากขึ้น

เอกสารอ้างอิง

  1. Silva N, Pontes CM, Sousa NFC, Vasconcelos MGL. [Health Technologies and their contributions to the promotion of breastfeeding: an integrative review of the literature]. Cien Saude Colet 2019;24:589-602.

การลดความอ้วนมีอันตรายระหว่างการให้นมบุตร

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

                ในช่วงที่มารดาให้นมบุตรนั้นมารดาควรได้รับพลังงานจากอาหารเพิ่มขึ้น 500 กิโลแคลอรี่ต่อวัน ซึ่งโดยทั่วไปมารดาควรต้องรับประทานอาหารให้เพียงพอ ในมารดาบางคนจะมีความวิตกกังวลเรื่องน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นในช่วงก่อนคลอดและพยายามที่จะลดน้ำหนัก ซึ่งต้องชี้แจงว่า การที่มารดาเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เองจะช่วยให้มารดามีน้ำหนักลงกลับสู่ระยะก่อนคลอดได้ดีกว่าการให้ลูกกินนมผงดัดแปลงสำหรับทารก การที่มารดาทำการลดน้ำหนักหรือลดความอ้วนในระหว่างการให้นมบุตร อาจเกิดอันตรายแก่มารดาและทารกได้ โดยมารดาอาจมีอาการอ่อนเพลีย หน้ามืด เป็นลม และหากมารดามีการลดน้ำหนักมาก อาจมีภาวะเลือดเป็นกรดจากคีโตน (ketoacidosis) ทำให้มีอันตรายแก่มารดา1 สำหรับทารก การที่มารดาลดน้ำหนัก กินอาหารไม่เพียงพอ จะทำให้ทารกที่กินนมแม่ขาดสารอาหาร เติบโตช้า และหากมารดามีเลือดเป็นกรด อาจทำให้ทารกที่กินนมแม่เกิดอันตรายได้ ดังนั้น จึงควรทำความเข้าใจกับมารดา เพื่อให้มารดาและทารกลดความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเลือดเป็นกรดระหว่างให้นมบุตรที่จะเป็นอันตรายร้ายแรงแก่ทั้งมารดาและทารกได้

เอกสารอ้างอิง

  1. Seaton C, Sutherly K, Miller MA. Breastfeeding ketoacidosis: A rare but important diagnosis for emergency physicians to recognize. Am J Emerg Med 2019;37:374 e1.

 

การลาพักหลังคลอดช่วยเพิ่มอัตราการเลี้ยงลูกอย่างเดียว

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

                ปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวมีหลายอย่าง แต่หากเป็นการสนับสนุนหลักที่เป็นนโยบายจากรัฐบาล ได้แก่ การส่งเสริมให้มีมาตรฐานโรงพยาบาลสายสัมพันธ์แม่ลูก การจัดสรรให้มีบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความรู้เพียงพอที่จะให้คำปรึกษาและแก้ปัญหาเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวในหกเดือนแรกอย่างพอเพียงโดยมีการวางแผนให้มีความก้าวหน้าของบุคลากรเพื่อรองรับการคงอยู่และความยั่งยืนของบุคลากรที่ดูแลเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ การวางแผนการจัดสรรเครือข่ายเพื่อการดูแลการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ต่อเนื่องจากสถานพยาบาลไปในชุมชน นโยบายการจัดที่ให้นมลูกในที่สาธารณะ การสนับสนุนให้มีสื่อความรู้เรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวให้มีความหลากหลายเพื่อรองรับการเข้าถึงของมารดาและครอบครัว และการออกกฎหมายให้มีการลาพักหลังคลอดเพิ่มขึ้นโดยมีการจ่ายค่าตอบแทนระหว่างการลาพัก1 ซึ่งพบว่ามีอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวสูงในประเทศที่มีการลาพักอย่างน้อยหกเดือน

เอกสารอ้างอิง

  1. Rimes KA, Oliveira MIC, Boccolini CS. Maternity leave and exclusive breastfeeding. Rev Saude Publica 2019;53:10.

ปัญหาของความเข้าใจเรื่องการเลี้ยงลูกอย่างเดียวของมารดา

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

                การที่มารดาเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวในหกเดือนแรก หมายถึง การที่มารดาให้ลูกกินเฉพาะนมแม่อย่างเดียว ไม่มีการให้สารน้ำหรืออาหารอย่างอื่น ได้แก่ น้ำ น้ำชา น้ำข้าว น้ำสมุนไพร น้ำผลไม้ หรือ อาหารอ่อน เช่น กล้วยบด ผลไม้ที่นิ่มหรืออ่อนอื่น ๆ โจ๊กหรือข้าวต้ม ซึ่งในความเข้าใจของมารดาและครอบครัว อาจมีความเข้าใจไม่ตรงกัน ทำให้มีการให้สารน้ำหรืออาหารอย่างอื่นนอกจากนมแม่ในช่วงหกเดือนแรกและทำให้อัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดือนในหกเดือนแรกต่ำได้1 การให้คำอธิบายแก่มารดาและครอบครัว ให้เวลาอย่างพอเพียงที่จะสร้างความเข้าใจถึงความหมายของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว คำสำคัญและประโยชน์ของการให้ลูกได้กินนมแม่อย่างเดียว จะช่วยเพิ่มอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวได้นอกจากนี้การให้ความสำคัญแก่ครอบครัวหรือบุคคลที่มีอิทธิพลต่อการที่มารดาจะให้ลูกกินนมแม่ โดยอาจแนะนำให้มีการร่วมอบรมพร้อมกับมารดาเพื่อให้มีความเข้าใจหรือมีทัศนคติที่ดีต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ จะทำให้เกิดการสนับสนุนการให้นมแม่แก่ลูกได้ดีขึ้น

เอกสารอ้างอิง

  1. Ramani S, Shaikh N, Das S, Pantvaidya S, Fernandez A, Jayaraman A. “Everybody breastfeeds if they have milk”: factors that shape exclusive breastfeeding practices in informal settlements of Mumbai, India. Int Breastfeed J 2019;14:10.