รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
ภาวะลิ้นติดเป็นปัญหาที่มีการถกเถียงกันว่า เป็นมากแค่ไหนจึงต้องทำการรักษา และการรักษาด้วยการผ่าตัดจำเป็นหรือไม่ จากข้อมูลการศึกษาที่ผ่านมาพบภาวะลิ้นติดสัมพันธ์กับการเจ็บหัวนมของมารดาขณะทารกดูดนม การเข้าเต้าที่เหมาะสมยากลำบาก1 ทารกน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ สำหรับคำถามแรกที่ว่า “เป็นมากแค่ไหนจึงต้องทำการรักษา” คำตอบคือต้องดูว่าเป็นปัญหาในมารดาและทารกแต่ละคู่หรือไม่ โดยดูจากปัญหาการเจ็บหัวนมของมารดา ปัญหาการกินนมและการเข้าเต้าของทารก หากพบว่ามีปัญหา การให้คำปรึกษาในแนวทางการรักษาก็มีความจำเป็น (ซึ่งส่วนใหญ่มากสัมพันธ์กับการประเมินขนาดความรุนแรงของภาวะลิ้นติดโดยใช้ Siriraj’s tongue tie score หรือจากการใช้เครื่องมือ MED SWU TONGUE-TIE DIRECTOR ประเมินพบว่ามีภาวะลิ้นติดปานกลางหรือรุนแรง) สำหรับคำถามที่สอง “การผ่าตัดจำเป็นหรือไม่” คำตอบคือต้องดูว่าความเหมาะสมในการแก้ปัญหาในมารดาและทารกแต่ละคู่และความต้องการของมารดาและครอบครัวในการตัดสินใจเลือกทางเลือกในการรักษา เนื่องจากการผ่าตัดไม่ใช่หนทางเดียวในการรักษาทารกที่มีภาวะลิ้นติดและมีปัญหาเรื่องการดูดนมแม่ เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่า หากผ่านพ้นหลังคลอดระยะแรกไปได้ (ส่วนใหญ่ราว 1 เดือนแรก) ทารกจะเข้าเต้าและดูดนมแม่ได้ดีขึ้น จากการที่ทารกเจริญเติบโตขึ้น อมหัวและลานนมได้ลึกขึ้น ทำให้การเข้าเต้าดีขึ้น พังผืดใต้ลิ้นก็มักจะยืดหยุ่นขึ้นและมารดาก็เจ็บหัวนมลดลง ปัญหาของการรักษาจึงมักอยู่ที่ว่า ทำอย่างไรให้ทารกยังคงกินนมแม่ได้ในช่วงเดือนแรก ซึ่งจุดนี้จึงมีแนวทางที่บุคลากรทางการแพทย์จะนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับมารดาและทารกแต่ละคู่นั่นเอง
เอกสารอ้างอิง
Campanha SMA, Martinelli RLC, Palhares DB. Association between ankyloglossia and breastfeeding. Codas 2019;31:e20170264.
รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
การใช้เลเซอร์ในการรักษาอาการเจ็บหัวนมนั้นยังเป็นวิธีการรักษาที่ใหม่และยังมีข้อมูลในการศึกษาเรื่องประสิทธิภาพของการรักษาน้อย แต่จากการศึกษาเปรียบเทียบควบคุมแบบสุ่ม (randomized controlled trial) เมื่อเร็ว ๆ นี้พบว่า ผลของการใช้เลเซอร์ลดอาการเจ็บหัวนมในกลุ่มทดลองไม่แตกต่างจากกลุ่มควบคุม ซึ่งแสดงว่าการใช้เลเซอร์ขาดประสิทธิผลในการลดอาการเจ็บหัวนม นอกจากนี้ในการใช้เลเซอร์เพื่อรักษาอาการเจ็บหัวนม มารดาอาจพบอาการจี๊ดหรืออาการวิ้ง ๆ บริเวณหัวนมที่ทำการให้เลเซอร์ด้วย1 ดังนั้น การนำเลเซอร์มาใช้เป็นมาตรฐานในการรักษาอาการเจ็บหัวนมนั้น ขณะนี้ยังไม่เหมาะสมเนื่องจากข้อมูลจากการศึกษายังไม่สนับสนุนว่าวิธีการรักษานี้ให้ประโยชน์หรือมีประสิทธิผลและควรมีการศึกษาเพิ่มเติมรายละเอียดด้วยความระมัดระวัง
เอกสารอ้างอิง
Camargo BTS, Coca KP, Amir LH, et al. The effect of a single irradiation of low-level laser on nipple pain in breastfeeding women: a randomized controlled trial. Lasers Med Sci 2019.
รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
ในการวางแผนให้นมแม่นั้น ควรเริ่มตั้งแต่ระยะฝากครรภ์ การซักประวัติ การตรวจร่างกาย โดยเฉพาะการตรวจเต้านมมีความสำคัญ ซึ่งในลำดับแรกคือตรวจการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการของเต้านมว่าปกติดีหรือไม่ จากนั้นตรวจดูความผิดปกติ ได้แก่ บาดแผล แผลเป็น ก้อน หรือรอยโรคอื่น ๆ รวมถึงการผ่าตัดเสริมเต้านมซึ่งในปัจจุบันนิยมทำกันมากขึ้น การพบบาดแผลหรือแผลเป็นที่ทำลายการเปิดของท่อน้ำนม อาจเป็นอุปสรรคในการให้นมแม่ 1 ดังนั้นบุคลากรทางการแพทย์ควรใส่ใจและไม่ควรละเลยในการตรวจเต้านมของมารดาเพื่อการวางแผนการเตรียมตัวสำหรับการให้นมแม่ที่เหมาะสม รวมทั้งการให้กำลังใจ ลดความรู้สึกผิดในกรณีที่มารดามีความจำเป็นที่ไม่สามารถจะให้นมแม่ได้
เอกสารอ้างอิง
Arabi Z, Md Monoto EM, Bojeng A. Impact of childhood burn injuries on breastfeeding: a case report. Int Breastfeed J 2019;14:17.
รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
ในการดำเนินงานในการสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่จำเป็นต้องมีข้อมูลการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในภาพรวมของประเทศและในแต่ละพื้นที่ที่ต้องการจะวางแผนดำเนินงานปกป้อง ส่งเสริมและสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ข้อมูลของประเทศจะเป็นค่าเฉลี่ยจากพื้นที่ที่มีความหลากหลายในแต่ละจังหวัด แต่ละอำเภอ แต่ละตำบล และแต่ละหมู่บ้าน ดังนั้น การวางแผนแก้ไขปัญหาหรืออุปสรรคย่อมมีลำดับความสำคัญหรือความเร่งด่วนที่แตกต่างกัน การใช้ข้อมูลจากค่าเฉลี่ยภาพรวมของประเทศมาใช้โดยไม่มีการปรับเปลี่ยนให้เหมาะกับข้อมูลหรือปัญหาเฉพาะในแต่ละพื้นที่ อาจมีผลทำให้เกิดการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุดและผลลัพท์อาจไม่เป็นไปตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ 1 การรวบรวมข้อมูลที่ถูกต้องในแต่ละพื้นที่แล้วนำมาเป็นฐานในการดำเนินการวางแผนจึงควรมีก่อนการวางแผนปฏิบัติการ นั่นคือ ต้องมีการสร้างทัศนคติและแนวคิดเรื่องการจัดการความรู้ให้แก่บุคลากรเพื่อสร้างให้เกิดการปฏิบัติในการที่จะนำสิ่งทีปฏิบัติต่าง ๆ อยู่ในงานประจำมาจัดให้เป็นระบบของข้อมูลข่าวสารที่สามารถนำมาวิเคราะห์และแปลผลได้ การสร้างทัศนคติที่บริหารจัดการข้อมูลและความรู้ ยังเป็นรากฐานที่นำไปสู่การวิจัยหรือสร้างองค์ความรู้ใหม่ได้ ซึ่งนอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อตนเองและหน่วยงานแล้ว ยังเป็นประโยชน์แก่ประเทศในยุคไทยแลนด์ 4.0
เอกสารอ้างอิง
Berkowitz SS. Another Look at WIC’s Breastfeeding Data: State Totals Reveal More Than Regional Averages. J Hum Lact 2019;35:37-41.
รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
แน่นอนว่าสถานที่ที่คลอดมีความสำคัญต่อการที่ลูกจะได้กินนมแม่ การคลอดในปัจจุบันส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในสถานพยาบาล ส่วนน้อยที่มีการคลอดที่บ้าน ซึ่งพบว่าหากมารดาคลอดที่สถานพยาบาลโอกาสที่จะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่สูงกว่าคลอดที่บ้านราวร้อยละ 40 เมื่อเทียบมารดาที่คลอดในสถานพยาบาลภาครัฐกับสถานพยาบาลภาคเอกชน โอกาสที่ลูกจะได้กินนมแม่ในสถานพยาบาลภาคเอกชนต่ำกว่าสถานพยาบาลภาครัฐราวร้ อยละ 10 1 และการคลอดในสถานพยาบาลที่มีนโยบายและการปฏิบัติที่สนับสนุนโรงพยาบาลสายสัมพันธ์แม่ลูกย่อมมีโอกาสที่สูงกว่าที่ลูกจะได้กินนมแม่ ดังนั้น มารดาและครอบครัวจึงควรใส่ใจและวางแผนในการคลอดในสถานที่ที่เหมาะสมหากมีความตั้งใจที่จะให้ลูกมีโอกาสสูงที่จะกินนมแม่
เอกสารอ้างอิง
Bergamaschi N, Oakley L, Benova L. Is childbirth location associated with higher rates of favourable early breastfeeding practices in Sub-Saharan Africa? J Glob Health 2019;9:010417.
เรื่องนำทาง
แหล่งความรู้ เกี่ยวกับสูติ-นรีเวช (Obstetrics-Gynecology)