รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
สมองของทารกจะมีการพัฒนาการมากในช่วงเริ่มแรกของชีวิตโดยตั้งต้นตั้งแต่ทารกอยู่ในครรภ์จนถึงใน 1000 วันแรก การที่ทารกได้รับโอเมก้า 3 อย่างเหมาะสมจะช่วยพัฒนาการด้านความฉลาด ด้านภาษา และด้านจิตสังคม (psychosocial) ซึ่งอธิบายได้จากโอเมก้า 3 จะช่วยในการเชื่อมโยงเซลล์ประสาทที่จะส่งต่อสารสื่อประสาทให้มีความรวดเร็วขึ้น การส่งสื่อสารประสาทที่มีความรวดเร็วจะช่วยให้มีการพัฒนาการที่ดี ทารกที่ได้รับโอเมก้า 3 ไม่เพียงพอจะมีความเสี่ยงที่จะมีการเชื่อมโยงของเซลล์ประสาทที่ขาดตอนหรือไม่สมบูรณ์ ทำให้การสื่อสารประสาทผิดเพี้ยนไป โดยจะมีความสัมพันธ์กับการเกิดกลุ่มอาการออทิสติก (autism spectrum disorders) และทารกที่ขาดสมาธิ ซน อยู่ไม่สุก (attention deficit and hyperactivity disorder) ซึ่งความเสี่ยงนี้ยังพบเพิ่มขึ้นในทารกที่คลอดก่อนกำหนด1 ดังนั้น การจัดให้มารดาได้รับโอเมก้า 3 อย่างเพียงพอในระหว่างการตั้งครรภ์และช่วงให้นมบุตรจึงมีความสำคัญที่จะช่วยในเรื่องความเฉลียวฉลาดของทารก
เอกสารอ้างอิง
1. Politano CA, Lopez-Berroa J.
Omega-3
Fatty Acids and Fecundation, Pregnancy and Breastfeeding. Rev Bras Ginecol
Obstet 2020;42:160-4.
รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
การสอนให้แม่มีความรู้ความเข้าใจและสามารถมีทักษะที่จะปฏิบัติการให้นมลูกได้นั้น การจัดรูปแบบการเรียนการสอนมีความสำคัญต่อผลลัพธ์ของการเรียนการสอน โดยมีการศึกษาในสอนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในมารดาที่ลูกที่มีภาวะปากแหว่งเพดาโหว่ ซึ่งจะมีความยากลำบากที่จะให้นมแม่โดยใช้สื่อที่มีทั้งภาพและเสียงเปรียบเทียบกับการจัดรูปแบบการบรรยายตามปกติพบว่า มารดาที่ได้รับการสอนโดยสื่อที่มีทั้งภาพและเสียงสามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้มากกว่า ซึ่งสอดคล้องกับผลลัพธ์การเจริญเติบโตของทารก1 ดังนั้น บุคลากรทางการแพทย์ควรให้ความสำคัญกับการเลือกรูปแบบและสื่อที่จะใช้ในการเรียนการสอนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
เอกสารอ้างอิง
1. Murthy PS, Deshmukh S, Murthy S.
Assisted breastfeeding technique to improve knowledge, attitude, and practices
of mothers with cleft lip- and palate-affected infants: A randomized trial.
Spec Care Dentist 2020;40:273-9.
รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
การเกิดภาวะเลือดไปเลี้ยงสมองของทารกไม่เพียงพอเกิดได้ทั้งในระยะก่อนคลอด ระยะคลอด และระยะหลังคลอด โดยมักเกิดขึ้นในระยะคลอดมากที่สุด ซึ่งการที่เลือดไปเลี้ยงสมองทารกไม่เพีบงพอจะทำให้สมองเกิดการขาดออกซิเจน ทำให้เกิดความเสียหายแก่สมอง โดยที่หากมีอาการรุนแรงจะทำให้เกิดการเสียหายของสมองที่ถาวร (cerebral palsy) ได้ อย่างไรก็ตาม มีการศึกษาถึงการเกิดภาวะเลือดไปเลี้ยงสมองของทารกไม่เพียงพอในระยะหลังคลอดพบว่ามีปัจจัยที่พบร่วมกัน คือ การเกิดภาวะเลือดไปเลี้ยงสมองของทารกไม่เพียงพอในขณะที่มารดาโอบกอดทารกเนื้อแนบเนื้อและให้ลูกกินนมแม่1 แม้ว่าอัตราการเกิดภาวะเลือดไปเลี้ยงสมองของทารกไม่เพียงพอในทารกหลังคลอดขณะกินนมแม่จะพบน้อย แต่การเกิดภาวะเลือดไปเลี้ยงสมองของทารกไม่เพียงพออาจจะก่อให้เกิดความพิการทางสมองของทารกอย่างถาวะได้ การให้ความรู้แก่มารดาถึงภาวะการเกิดภาวะเลือดไปเลี้ยงสมองของทารกไม่เพียงพอและสอนให้มารดาสามารถสังเกตอาการที่ผิดปกติของทารกจะช่วยให้สามารถทำการให้การดูแลรักษาทารกได้รวดเร็ว ซึ่งจะช่วยทั้งลดการเกิดความพิการทางสมองของทารกอย่างถาวรและช่วยในการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ด้วย
เอกสารอ้างอิง
1. Miyazawa T, Itabashi K, Tamura M,
Suzuki H, Ikenoue T, Prevention Recurrence Committee JOCSfCP. Unsupervised
breastfeeding was related to sudden unexpected postnatal collapse during early
skin-to-skin contact in cerebral palsy cases. Acta Paediatr 2020;109:1154-61.
รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
สัญชาตญาณหรือความรู้สึกพื้นฐานของมารดาที่ให้กำเนิดลูกมักมีความต้องการที่จะเลี้ยงลูกด้วยนมตนเอง ยิ่งมารดายิ่งได้ทราบถึงประโยชน์และความสำคัญของการให้ลูกได้กินนมแม่แล้ว หากไม่สามารถให้นมลูกด้วยตนเองได้ อาจมีความวิตกกังวล หดหู่ รู้สึกผิด หรือมีอาการซึมเศร้าได้ มีการศึกษาที่พบว่า การให้ลูกได้กินนมแม่ยิ่งนานพบว่าจะยิ่งช่วยลดความวิตกกังวลของมารดาลงได้1 ซึ่งเป็นไปได้ว่า การที่มารดาสามารถให้ลูกกินนมแม่ได้จะสามารถตอบสนองต่อสัญชาตญาณหรือความรู้สึกพื้นฐานของการเป็นมารดา ซึ่งทำให้ลดความวิตกกังวลลงได้ ในการศึกษาเดียวกัน ยังพบอีกว่ามารดาที่ให้ลูกกินนมแม่จะพบอาการซึมเศร้าหลังคลอดน้อยกว่ามารดาที่ไม่ได้ให้ลูกกินนมแม่ด้วย ดังนั้น “การปฏิบัติตามธรรมชาติของการพัฒนาการของสิ่งมีชีวิตที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่จะช่วยป้องกันและลดการเกิดภาวะตึงเครียดและซึมเศร้าในระยะหลังคลอดของมารดาลงได้ ”
1. Miksic S, Uglesic B, Jakab J,
Holik D, Milostic Srb A, Degmecic D. Positive Effect of Breastfeeding on Child
Development, Anxiety, and Postpartum Depression. Int J Environ Res Public
Health 2020;17.
รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
อาหารที่เหมาะสมสำหรับทารกในหกเดือนแรก คือ นมแม่ ซึ่งการให้นมแม่เพียงอย่างเดียวเพียงพอสำหรับการเจริญเติบโต พัฒนาการ และการช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ทารก อัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวหกเดือนในประเทศไทยที่มีรายงานในปี 2559 อยู่ที่ร้อยละ 23.1 ซึ่งยังเป็นอัตราที่ต่ำ การสนับสนุนให้มารดาเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวหกเดือนแรก พื้นฐานการศึกษา ความรู้ความเข้าใจถึงประโยชน์และความสำคัญของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เป็นสิ่งสำคัญ นอกจากนั้น การส่งเสริมให้ทารกที่ป่วยได้รับนมแม่ยังช่วยในการฟื้นตัวและลดการนอนโรงพยาบาลของทารก การใช้นมบริจาคจากธนาคารนมแม่สามารถช่วยเพิ่มอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวได้1 {Merjaneh, 2020 #172810} อย่างไรก็ตาม หากมารดาสามารถบีบเก็บน้ำนมให้ลูกของตนเองได้จะดีที่สุด “เพราะน้ำนมมารดาคนใดที่ให้กำเนิดลูกก็จะมีความจำเพาะและเหมาะสมที่สุดสำหรับลูกของมารดาคนนั้น”
เอกสารอ้างอิง
1. Merjaneh N, Williams P, Inman S,
et al. The impact on the exclusive breastfeeding rate at 6 months of life of
introducing supplementary donor milk into the level 1 newborn nursery. J
Perinatol 2020.
เรื่องนำทาง
แหล่งความรู้ เกี่ยวกับสูติ-นรีเวช (Obstetrics-Gynecology)