คลังเก็บหมวดหมู่: การตั้งครรภ์และการคลอด ความเสี่ยงสูงที่ต้องใส่ใจ

การตั้งครรภ์และการคลอด ความเสี่ยงสูงที่ต้องใส่ใจ

Breastfeeding case study 15

Breastfeeding case study 15

จำนวนไวรัสเอชไอวีสะสมในมารดามีผลเสียต่อการพัฒนาการของระบบประสาทของทารก

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

                มารดาที่มีการติดเชื้อเอชไอวีจะมีไวรัสเอชไอวีในกระแสเลือดของมารดาตลอดชีวิต จำนวนไวรัสเอชไอวีที่อยู่ในกระแสเลือดของมารดามีผลต่อการเลือกการใช้ยา ระยะเวลาในการรักษา วิธีการคลอด และการให้ยาต้านไวรัสหลังคลอดแก่ทารก นอกจากนี้ยังมีการศึกษาเมื่อเร็ว ๆ นี้พบว่า จำนวนไวรัสเอชไอวีสะสมในมารดามีผลเสียต่อการพัฒนาการของระบบประสาทของทารกในเรื่องการเรียนรู้ ภาษาและการทำงานของกล้ามเนื้อ 2.2-3.7 เท่า1 ดังนั้น นี่อาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่แสดงความจำเป็นที่จะต้องดูแลให้มารดาในระยะตั้งครรภ์และระหว่างการคลอดมีจำนวนไวรัสเอชไอวีสะสมในกระแสเลือดต่ำ ซึ่งจะช่วยลดผลเสียที่จะเกิดกับการพัฒนาของระบบประสาทในทารกได้

เอกสารอ้างอิง

  1. le Roux SM, Donald KA, Kroon M, et al. HIV Viremia During Pregnancy and Neurodevelopment of HIV-Exposed Uninfected Children in the Context of Universal Antiretroviral Therapy and Breastfeeding: A Prospective Study. Pediatr Infect Dis J 2019;38:70-5.

 

การให้ลูกกินนมแม่ช่วยมารดาที่เป็นเบาหวานระหว่างการตั้งครรภ์

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

             การที่มารดาเป็นเบาหวานระหว่างการตั้งครรภ์พบว่าเมื่อติดตามมารดาอย่างต่อเนื่องไปในอนาคต มารดาราวครึ่งหนึ่งมีโอกาสที่จะพบเป็นเบาหวานได้ การให้ลูกได้กินนมแม่พบว่ามีผลกระทบต่อมารดาในการเผาพลาญอาหารและเมตาบอลิซึ่ม รวมทั้งเบาหวานของมารดาด้วย โดยเมื่อเร็ว ๆ นี้มีการศึกษาพบว่า การให้ลูกได้กินนมแม่อย่างน้อย 3 เดือนจะช่วยเรื่องการเผาพลาญอาหารและเมตาบอลิซึ่ม พร้อมทั้งป้องกันระดับน้ำตาลที่ผิดปกติของมารดาในอนาคต1 ซึ่งหมายถึงน่าจะป้องกันการเกิดเบาหวานของมารดาด้วย ดังนั้นบุคลากรทางการแพทย์ไม่ควรละเลยที่จะให้คำแนะนำแก่มารดาที่เป็นเบาหวานระหว่างการตั้งครรภ์ในการที่จะให้ลูกได้กินนมแม่อย่างน้อย 3 เดือนเพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดเบาหวานในอนาคตให้น้อยที่สุด

เอกสารอ้างอิง

  1. Corrado F, Giunta L, Granese R, et al. Metabolic effects of breastfeeding in women with previous gestational diabetes diagnosed according to the IADPSG criteria. J Matern Fetal Neonatal Med 2019;32:225-8.

 

การกินโฟลิกก่อนและระหว่างตั้งครรภ์อาจป้องกันความผิดปกติหลอดประสาททารกเพศหญิงมากกว่าเพศชาย

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

                เป็นที่ทราบกันดีว่า การกินโฟลิกก่อนตั้งครรภ์สามเดือนและระหว่างตั้งครรภ์สามเดือนแรกจะช่วยป้องกันความผิดปกติของระบบหลอดประสาทในทารก (neural tube defect) ได้ อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่มารดาและครอบครัวอาจสับสนในเรื่องจะกินอย่างไรก่อนการตั้งครรภ์ เนื่องจากมักไม่ทราบว่าจะกินโฟลิกอย่างไรให้ก่อนการตั้งครรภ์สามเดือนหรือในสามเดือนของการตั้งครรภ์ นั่นคือมารดาต้องรู้ว่าจะตั้งครรภ์เมื่อไร ในขณะที่ความเป็นจริงนั้นมารดาไม่สามารถกำหนดว่าจะต้องครรภ์ได้เมื่อไร ดังนั้น การแนะนำที่ควรให้แก่มารดาคือ หากมารดาวางแผนจะมีบุตร ควรรับประทานโฟลิก (4 mg) หนึ่งเม็ดวันละครั้ง ซึ่งจะป้องกันทั้งในส่วนมารดาที่ไม่มีและมีประวัติที่มีความเสี่ยงต่อความผิดปกติของระบบหลอดประสาทในทารกอย่างต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ  และทำการตรวจทดสอบการตั้งครรภ์เมื่อมีประจำเดือนขาดหรือมีอาการที่สงสัยว่าตั้งครรภ์ร่วมกับไปฝากครรภ์เพื่อให้แพทย์กำหนดระยะเวลาการตั้งครรภ์ที่แน่นอน เพื่อจะได้วางแผนรับประทานโฟลิกได้อย่างเหมาะสม โดยเมื่อเร็ว ๆ นี้มีการศึกษาเพิ่มเติมพบว่า การกินโฟลิกอาจจะช่วยลดการเกิดความผิดปกติของระบบหลอดประสาทในทารกเพศหญิงมากกว่าเพศชาย1 ซึ่งความก้าวหน้าของวิทยาการทางการแพทย์ยังคงต้องมีการติดตามอย่างต่อเนื่องต่อไป

เอกสารอ้างอิง

  1. Zheng X, Pei L, Chen G, Song X, Wu J, Ji Y. Periconceptional Multivitamin Supplementation Containing Folic Acid and Sex Ratio at Birth in a Chinese Population: a Prospective Cohort Study. Paediatr Perinat Epidemiol 2015;29:299-306.