
รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
? ? ? ? ? ? -ไม่มีอายุที่เจาะจงที่ควรจะหยุดนมแม่ นมแม่สามารถสร้างความใกล้ชิดระหว่างมารดาและทารก ป้องกันอาการเจ็บป่วย และยังคงมีคุณค่าทางอาหารที่ดี
-การให้นมแม่ในทารกที่อายุมากขึ้นจะมีประโยชน์ในทารกที่ป่วย เนื่องจากทารกเมื่อไม่สามารถกินอาหารอื่นได้ มักกินนมแม่ได้ นมแม่จะช่วยให้ทารกได้รับสารน้ำและช่วยป้องกันน้ำหนักลดในทารกได้
-การให้ลูกกินนมแม่สามารถบรรเทาอาการปวดหรือเสียใจได้
-ขณะที่ทารกอายุมากขึ้นการให้นมลูกจะแตกต่างจากขณะเป็นทารกแรกเกิด ทารกที่อายุมากขึ้นจะตื่นตัวมากกว่าและถูกดึงดูดโดยสิ่งเร้าจากสภาพแวดล้อมได้ง่ายกว่า เช่น เสียงหรือการเคลื่อนไหวต่างๆ ดังนั้นในการให้นมทารกที่อายุมากขึ้น ควรหาสถานที่สงบ ปราศจากสิ่งรบกวน เพื่อทารกจะได้กินนมแม่ได้เต็มที่
-เด็กที่อายุมากขึ้นอาจจะกินนมแม่วันละ 1-2 ครั้ง หรือในบางคนอาจกินเมื่อปวดหรือเสียใจก็ได้
-มารดาอาจจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนเพื่อเอาชนะแรงกดดันจากรอบด้าน สถานที่ทำงาน ครอบครัว และตัวเด็กที่โตขึ้น ควรอภิปรายพูดคุยกับมารดาถึงสิ่งที่จะช่วยได้เมื่อเผชิญกับสถานการณ์เหล่านั้น
หนังสืออ้างอิง
- WHO/UNICEF. BFHI Section 3: Breastfeeding promotion and support in a baby-friendly hospital ? 20-hour course. ?2009

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
คำถาม ประเด็นสำคัญที่จำเป็นต้องอภิปรายกับมารดาที่เตรียมตัวกลับไปทำงานคืออะไร?
-ประเด็นในการพูดคุย อภิปรายกับมารดา ในช่วง 2-3 สัปดาห์ก่อนมารดาจะกลับไปทำงาน ได้แก่
- มารดาสามารถนำทารกไปทำงานด้วยได้หรือไม่
- ทารกมีสถานที่ที่รับดูแลใกล้ที่ทำงานของมารดาหรือไม่ เพื่อมารดาสามารถจะมาให้นมทารกระหว่างช่วงพักหรือสามารถนำทารกมาหามารดาเพื่อให้นมได้
- มารดาสามารถจะลดช่วงเวลาทำงานในระหว่างวันลงจนกระทั่งทารกอายุมากขึ้นได้หรือไม่
-หากไม่สามารถให้นมลูกระหว่างช่วงเวลาของการทำงานได้ แนะนำให้
- เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว และให้นมแม่บ่อยๆ ในช่วงที่มารดาลาพักหลังคลอด
- คงการให้นมแม่อย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาที่มารดาและทารกได้อยู่ด้วยกัน ตอนกลางคืน ตอนเช้าหรือในช่วงวันหยุด
- ไม่ควรเริ่มอาหารอื่นๆ แทนนมแม่ก่อนความจำเป็น การเริ่มหากจำเป็นในช่วง 2-3 วันก่อนการกลับไปทำงานก็เพียงพอ
- เรียนรู้เกี่ยวกับการบีบน้ำนมด้วยมือ เก็บน้ำนมและให้ผู้ดูแลป้อนนมแก่ทารก
- หากเป็นไปได้ บีบน้ำนมเก็บทุก 3 ชั่วโมง ซึ่งจะช่วยในการสร้างน้ำนมและลดอาการตึงคัด โดยเต้านมจะผลิตน้ำนมมากขึ้น หากมีการบีบเก็บน้ำนมจนเกลี้ยงเต้า
- สอนผู้ดูแลทารกให้ป้อนนมทารกด้วยถ้วยอย่างเหมาะสมและปลอดภัยพร้อมกับให้ความรัก ซึ่งทารกจะกลับมาดูดนมแม่ได้ง่ายกว่าการป้อนนมจากขวด เมื่อมารดากลับมาบ้าน
- ติดต่อและขอคำแนะนำจากมารดาที่ทำงานและสามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้
-ข้อมูลของมารดาที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่และต้องกลับไปทำงานสามารถมีปรับใช้กับมารดาที่อยู่ในวัยเรียนได้
หนังสืออ้างอิง
- WHO/UNICEF. BFHI Section 3: Breastfeeding promotion and support in a baby-friendly hospital ? 20-hour course. ?2009

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
คำถาม หากนายจ้างสอบถามว่า ทำไมต้องสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่หลังจากมารดากลับไปทำงานแล้ว ท่านจะตอบนายจ้างว่าอย่างไร?
-นายจ้างผู้ที่สนับสนุนให้มารดาเลี้ยงลูกด้วยนมแม่หลังจากเริ่มกับมาทำงานแล้ว จะได้ประโยชน์ด้วย ได้แก่
- มารดาลางานน้อยกว่า เพราะทารกสุขภาพดี
- มารดามีจิตใจมุ่งมั่นกับงานได้ดีกว่า เพราะไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับสุขภาพทารก
- นายจ้างยังคงรักษาแรงงานที่มีฝีมือไว้ได้
- มารดาจะตั้งใจที่จะทำงานให้นายจ้างมากขึ้นเนื่องจากการเอื้อเฟื้อและสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
- ครอบครัวและชุมชนจะมีความรู้สึกที่ดีต่อนายจ้างที่เอื้อเฟื้อและสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
- ทารกที่กินนมแม่จะเป็นแรงงานที่มีสุขภาพดีในอนาคต
หนังสืออ้างอิง
- WHO/UNICEF. BFHI Section 3: Breastfeeding promotion and support in a baby-friendly hospital ? 20-hour course. ?2009

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
? ? ? ? ? ? –มารดาหลายคนมักจะเริ่มอาหารเสริมในทารกเร็วเกินไปและหยุดการให้นมแม่เมื่อต้องการไปทำงาน บุคลากรทางการแพทย์ควรช่วยให้มารดาสามารถจะคงการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ต่อไปได้แม้มารดาต้องเริ่มไปทำงาน
-การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่มีคุณค่าอย่างมาก ในมารดาที่ต้องไปทำงานนอกบ้าน ยังจะได้ประโยชน์จากการให้ลูกกินนมแม่ เพราะว่า
- ทารกจะป่วยน้อยลง ทำให้การลางานมาดูแลทารกที่ป่วยของมารดาลดลง
- การให้นมแม่ในเวลากลางคืนง่าย ทำให้มารดาได้นอนพักมากกว่า
- เพิ่มโอกาสมารดาและทารกจะอยู่ด้วยกันและมารดาจะมีความใกล้ชิดกับลูก
- มารดาจะมีโอกาสได้พักขณะลูกกินนม
- สร้างความสัมพันธ์ที่ดีและลึกซึ้งระหว่างมารดาและทารก
หนังสืออ้างอิง
- WHO/UNICEF. BFHI Section 3: Breastfeeding promotion and support in a baby-friendly hospital ? 20-hour course. ?2009

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
? ? ? ? ? -บางชุมชน อาจมีแนวคิดในการสร้าง ?ชุมชนนมแม่หรือชุมชนมิตรนมแม่? ซึ่งแสดงถึงความช่วยเหลือเกื้อกูล และความเข้มแข็งของชุมชน ที่เป็นแก่นสำคัญหนึ่งในบันได้สิบขั้นสู่ความสำเร็จในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
-ชุมชนมิตรนมแม่ จะมีลักษณะ
- เป็นระบบสุขภาพหรือหน่วยสุขภาพพื้นฐานในชุมชนที่จัดให้มีลักษณะเอื้อต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ โดยจะเอาใจใส่ในการสนับสนุนการให้ลูกกินนมแม่ตั้งแต่ในระยะแรกและเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว
- เป็นที่ที่รองรับมารดาหลังจากกลับบ้าน โดยมีการสนับสนุนที่เป็นระบบในการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ตั้งแต่ระยะแรก เน้นการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว และการคงการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวอย่างน้อยหกเดือน ซึ่งได้รับการยอมรับจากชุมชนและเข้าถึงได้ง่าย
- การสนับสนุนอาจจะมีการจัดการให้นมลูกเหมาะสมกับช่วงอายุของทารก ความถี่ในการให้นม เวลาที่ควรจะเริ่มอาหารเสริม และการคงการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างต่อเนื่องหลังหกเดือน
- มีการสนับสนุนมารดาจากแม่สู่แม่หรือในลักษณะคล้ายคลึงกันอยู่ในชุมชน
- ไม่มีการบริการ การจัดร้านจำหน่าย หรือเผยแพร่ในสิ่งที่ขัดต่อหลักเกณฑ์ที่ว่าด้วยอาหารทารกและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
- องค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นสนับสนุนกิจกรรมส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของมารดาและครอบครัวเพื่อให้ทารกได้รับอาหารที่ดีที่สุด โดยอาจจะสร้าง ?กลุ่มรณรงค์เพื่อนมแม่หรือกลุ่มพิทักษ์นมแม่ในชุมชน? จากผู้นำในชุมชนหรือร่วมมือกับสถานประกอบการจัดสถานที่ทำงานให้เอื้อต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
หนังสืออ้างอิง
- WHO/UNICEF. BFHI Section 3: Breastfeeding promotion and support in a baby-friendly hospital ? 20-hour course. ?2009
แหล่งความรู้ เกี่ยวกับสูติ-นรีเวช (Obstetrics-Gynecology)