เรื่องทั้งหมดโดย OB-GYN

สิ่งที่คุณแม่ต้องเผชิญในช่วงระยะเวลาหลังคลอด

สิ่งที่คุณแม่ต้องเผชิญในช่วงระยะเวลาหลังคลอด

สิ่งที่คุณแม่ต้องเผชิญในช่วงระยะเวลาหลังคลอด

– ?ปวดท้องน้อยหลังคลอด อาจรู้สึกมีอาการปวดเกร็งในช่องท้องและมักเป็นในขณะที่ลูกดูดนม? อาการนี้เป็นจากการที่มดลูกรัดตัว ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีและเป็นลักษณะที่ปกติ? เมื่อคุณแม่เข้าใจจะทำให้ลดความวิตกกังวลลง อาการปวดนี้ถ้าเป็นมากอาจกินยาแก้ปวดพาราเซตามอลเพื่อบรรเทาอาการปวดได้

– ?ปัสสาวะผิดปกติ? หลังคลอดใหม่ๆ อาจมีอาการปัสสาวะลำบากเนื่องจากปวดและระบมแผลบริเวณฝีเย็บ? ไม่ควรกลั้นปัสสาวะ เพราะอาจเป็นสาเหตุของกระเพาะปัสสาวะอักเสบ แนะนำให้ปัสสาวะเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้หลังคลอด? โดยอาจจะลุกขึ้นเดินไปมา เพื่อกระตุ้นให้อยากปัสสาวะ? ปกติหลังคลอดร่างกายจะพยายามขับน้ำที่สะสมไว้เกินในขณะตั้งครรภ์ ดังนั้นคุณแม่จะพบว่าตัวเองปัสสาวะบ่อยในวันแรก ๆ หลังคลอดได้

– ?น้ำคาวปลา? จะมีน้ำคาวปลาสีแดงออกมา 2-3 วัน จากนั้นจะจางลงเรื่อย ๆ จนเป็นสีเหลืองประมาณ 10 วันและค่อยๆ หมดไป? คุณแม่ควรใส่ผ้าอนามัยสังเกตสีและกลิ่นของน้ำคาวปลา ถ้าน้ำคาวปลายังมีสีแดงตลอดเกิน 2 สัปดาห์หรือมีกลิ่นเหม็นควรรีบมาพบแพทย์? ไม่แนะนำให้คุณแม่ใช้ผ้าอนามัยแบบสอดเพราะจะทำให้ติดเชื้อและเป็นอันตรายรุนแรงได้ง่าย

อารมณ์เศร้า? ผู้หญิงประมาณครึ่งหนึ่งจะรู้สึกซึมเศร้าในช่วงสองสามวันหลังคลอด สาเหตุเกิดจากการเปลี่ยนของระดับฮอร์โมนอย่างรวดเร็วและหมดความรู้สึกตื่นเต้นซึ่งผ่านไปแล้วเมื่อพ้นการคลอด? อารมณ์เศร้านี้ส่วนใหญ่จะหายไปได้เอง และมักไม่เป็นอยู่นานเกิน 2 สัปดาห์ การเอาใจใส่จากคุณพ่อและครอบครัวจะทำให้ภาวะนี้หายไปได้เร็วขึ้น ถ้ามีอาการรุนแรงหรือเป็นนานเกินจากนี้ ควรปรึกษาแพทย์

 

บทความโดย รศ.นายแพทย์ภาวิน พัวพรพงษ์

 

การปฏิบัติตัวของคุณแม่หลังคลอด

การปฏิบัติตัวของคุณแม่หลังคลอด

? ? ? ? ? ? ? ??หลังคลอดใหม่ ๆ คุณแม่มักจะรู้สึกไม่ค่อยสบายไปหมดและอาจเจ็บระบมในช่วงวันแรกๆ หลังการคลอด? นอกจากนี้ ยังอาจตกใจกับรูปร่างตนเองหลังคลอดที่จากท้องเต่งตึงกลายเป็นหน้าท้องหย่อนๆ เต้านมจะใหญ่ ต้นขาจะอวบหนา ซึ่งการบริหารหลังการคลอดสม่ำเสมอ? จะช่วยให้รูปร่างกระชับและคุณแม่จะรู้สึกดีขึ้น

การปฏิบัติตัวของคุณแม่หลังคลอด

– ? การรับประทานอาหาร สามารถรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ได้ตามปกติ เน้นอาหารที่มีโปรตีนสูงเพื่อเสริมสร้างรักษาแผลจากการคลอด ไม่มีอาหารแสลง ?ไข่ ผัก ผลไม้สามารถรับประทานได้ ดังนั้นหากคุณแม่ต้องการหรืออยากรับประทานอาหารประเภทใดเป็นพิเศษไม่ต้องกังวล จะมีข้อห้ามก็แต่ยาดองเหล้า เพราะจะมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ซึ่งจะผ่านทางน้ำนมเวลาให้นมบุตร

– ? การปฏิบัติตัวตามชีวิตประจำวัน สามารถทำได้ตามปกติ? การเดิน ควรเริ่มเดินให้เร็ว หลังพักฟื้นแล้วหลังคลอด สำหรับผู้คลอดที่คลอดทางช่องคลอดและคลอดโดยการผ่าตัดหน้าท้องตามยาว หลีกเลี่ยงการขึ้นลงบันไดบ่อยๆ? เพราะอาจปวดตึงแผลได้ ในผู้ที่คลอดโดยการผ่าตัดคลอดตามขวาง มักไม่มีปัญหากับการขึ้นลงบันได นอกจากนี้ การเดินยังช่วยลดอาการท้องอืด ช่วยในการทำงานของลำไส้ในผู้ผ่าตัดคลอดด้วย การยืน ยืนตัวตรงตามปกติ ไม่ควรงอตัวเพราะจะทำให้ปวดหลัง การนั่ง ควรนั่งตัวตรง โดยเฉพาะขณะให้นมบุตรควรให้หมอนหรือฟูกรองใต้ทารกเพื่อให้ระดับของปากทารกอยู่ในตำแหน่งของหัวนมพอดี การก้มหรือนั่งงอตัวให้นมบุตร จะทำให้อาการปวดหลังมีมากขึ้น ในกรณีที่คลอดทางช่องคลอดหากปวดตึงแผลฝีเย็บเวลานั่ง อาจใช้ห่วงที่ใช้ฝึกว่ายน้ำเด็กรองบริเวณก้น เพื่อลดการกดทับแผลและลดการกดการไหลเวียนของเลือดบริเวณแผล การนอน ควรนอนหงาย แต่หากเป็นคนชอบนอนตะแคงก็สามารถทำได้

– ? การอาบน้ำ สามารถอาบได้ แนะนำให้ฝักบัวหรือการตักอาบ ไม่ควรอาบน้ำแบบแช่ หรืออาบน้ำตามแม่น้ำลำคอง เพราะจะทำให้แผลบวมและอักเสบได้ง่าย

– ? การเบ่งอุจจาระ? หลังคลอดคุณแม่มักปวดแผล ทำให้กลั้นไม่อยากจะถ่ายอุจจาระจึงมีปัญหาเรื่องถ่ายอุจจาระลำบาก ต้องเบ่ง ส่งผลเกิดความกลัวว่าจะเกิดแผลแยก วิธีแก้คือพยายามลุกขึ้นเดินไปมาทันทีที่ทำได้ เพื่อช่วยให้ลำไส้ทำงาน ดื่มน้ำมาก ๆ และกินอาหารที่มีกากและเส้นใยสูงเพื่อกระตุ้นการถ่ายอุจจาระ จะทำให้ถ่ายได้สะดวกและลดการเบ่งอุจจาระลงได้

– ? การให้นมบุตร สามารถให้ในท่านั่ง ท่ายืน ท่านอน แนะนำให้ให้ทุก 2-3 ชั่วโมง โดยให้วันละ 8 ครั้ง? ในเวลากลางวันให้บ่อยครั้งหรือถี่หน่อย เนื่องจากส่วนใหญ่ทารกจะหลับกลางวันและตื่นเวลากลางคืน การปลุกทารกเพื่อให้รับประทานในช่วงเวลากลางวันตามเวลา จะทำให้กลางคืนทารกจะตื่นน้อยลงและเป็นการฝึกให้ทารกรู้จักเวลารับประทานอาหารที่เหมาะสมด้วย

– ? การดูแลแผล สำหรับแผลบริเวณฝีเย็บ ทำความสะอาดด้วยน้ำสะอาดหรือน้ำสบู่เหมือนกับเวลาอาบน้ำปกติโดยเวลาล้างให้ล้างแผลจากด้านหน้ามาด้านหลัง? ซับให้แห้งด้วยผ้าสะอาด แผลในบริเวณนี้ส่วนใหญ่จะเจ็บมากในช่วง 1-2 วันแรก และจะค่อยๆ ลดลง จะเจ็บอยู่ราว 1-2 สัปดาห์? สำหรับแผลผ่าตัดคลอด ส่วนใหญ่มักปิดแผลอยู่ราว 5-7 วัน ช่วงที่ปิดแผลห้ามแผลโดนน้ำ ยกเว้นผ้าปิดแผลเป็นชนิดกันน้ำหรือใช้กาวปิดแผลซึ่งจะสามารถอาบน้ำได้ตามปกติ แผลจากการผ่าตัดคลอดนี้มักจะเจ็บอยู่ราว 2-3 สัปดาห์

– ? การออกกำลังกาย หากคลอดปกติทางช่องคลอด สามารถบริหารหน้าท้องที่หย่อนหยานได้ตั้งแต่หลังคลอด พร้อมการฝึกบริหารอุ้งเชิงกรานโดยฝึกขมิบช่องคลอด ซึ่งจะช่วยให้แผลกระชับและหายเร็วขึ้น สำหรับการผ่าตัดคลอด การบริหารหน้าท้องเริ่มได้หลังคลอด 6 สัปดาห์

– ? การอยู่ไฟ การใช้กระเป๋าน้ำร้อน การอบสมุนไพร ในการแพทย์แผนปัจจุบันไม่จำเป็นต้องทำ แต่หากจะปฏิบัติก็ไม่ห้าม แต่ควรระมัดระวังเรื่องอุณหภูมิที่ร้อนเกินไป อาการขาดน้ำซึ่งอาจมีอาการหน้ามืดเป็นลมได้

?บทความโดย รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

เมื่อทราบว่าตั้งครรภ์แล้ว ควรปฏิบัติตัวอย่างไร?

เมื่อทราบว่าตั้งครรภ์แล้ว ควรปฏิบัติตัวอย่างไร?

? ? ? ? ? ??หลังจากมีการตรวจยืนยันการตั้งครรภ์แล้ว ?คุณแม่พร้อมสามีควรไปปรึกษาแพทย์เพื่อฝากครรภ์ทันที เพื่อแพทย์จะได้ ซักประวิติ ตรวจร่ายกายและตรวจสอบเพิ่มเติม (โดยแพทย์อาจจะแนะนำการเจาะเลือดสามีเพื่อคัดกรองโรคธาลัสซีเมีย) สำหรับการวางแผนดูแลครรภ์ และแนะนำการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในครรภ์โดยการเปลี่ยนแปลงระหว่างตั้งครรภ์มักแบ่งเป็นสามช่วงเพื่ออธิบายการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างง่ายๆ คือ ช่วงสามเดือนแรกหรือไตรมาสแรกได้แก่เริ่มตั้งครรภ์ถึงอายุครรภ์ 14 สัปดาห์ ช่วงสามเดือนที่สองหรือไตรมาสที่สองได้แก่อายุครรภ์ 14 ถึง 28 สัปดาห์ และช่วงสามเดือนที่สามหรือไตรมาสที่สามได้แก่อายุครรภ์ 28 ถึง 42 สัปดาห์ โดยช่วงเวลาตั้งแต่อายุครรภ์ 37 ถึง 42 สัปดาห์ ถือว่าเป็นช่วงเวลาเหมาะสมหรือให้คลอดได้โดยเรียกการคลอดในช่วงระยะนี้ว่าเป็น ?การคลอดครบกำหนด? ซึ่งเป็นช่วงก่อนวันกำหนดคลอด 3 สัปดาห์และหลังกำหนดคลอด 2 สัปดาห์

บทความโดย รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

การนับอายุครรภ์และการคำนวณวันครบกำหนดคลอด นับกันอย่างไร?

การคำนวณวันครบกำหนดคลอด

? ? ? ? ? ??ในหนึ่งเดือนช่วงที่จะมีการตั้งครรภ์ได้คือช่วงที่มีการตกไข่แล้วมีการปฏิสนธิ ปกติแล้ว วันตกไข่ในสตรีที่มีรอบของประจำเดือนทุก 28 วัน คือวันที่ 14 นับจากวันแรกของการมีประจำเดือน ช่วงเวลาของการตั้งครรภ์จะใช้เวลาประมาณ 266 วัน นับตั้งแต่ปฏิสนธิจนถึงวันคลอด? เราจึงหาวันครบกำหนดคลอดได้จากการนับ 266+14 = 280 วันนับจากวันที่มีประจำเดือนครั้งสุดท้าย (แต่ในทางการแพทย์มักใช้วันแรกของประจำเดือนครั้งสุดท้ายในการคำนวณหาวันครบกำหนดคลอดโดยใช้วิธีง่ายๆ คือ บวกจำนวนวันไปอีก 7 วัน และนับย้อนเดือนไป 3 เดือน? ก็จะได้วันที่เป็นวันครบกำหนดคลอด)? การนับการอายุทารกตั้งแต่ปฏิสนธิมีความลำบากและไม่มีจุดอ้างอิงให้จดจำเหมือนประจำเดือน ดังนั้น เพื่อความสะดวกและแม่นยำการนับอายุครรภ์จึงนิยมนับเป็นสัปดาห์เริ่มต้นจากวันแรกของประจำเดือนครั้งสุดท้ายเช่นกัน ดังนั้น ไม่ต้องแปลกใจ เวลาไปพบแพทย์แล้ว แพทย์บอกว่า 6 สัปดาห์ทั้งที่เพิ่งขาดประจำเดือนไปเพียงสองสัปดาห์เท่านั้น

บทความโดย รศ.นายแพทย์ภาวิน พัวพรพงษ์

รู้ได้อย่างไรว่าตั้งครรภ์แล้ว?

รู้ได้อย่างไรว่าตั้งครรภ์แล้ว?

?

??????????? หลังจากที่มีความพร้อมในการตั้งครรภ์แล้ว ควรจะต้องทราบถึงอาการที่บ่งชี้ว่าคุณกำลังตั้งครรภ์ก่อน? บางครั้งคุณอาจไม่ได้สังเกตในระยะแรก? แต่สัญชาติญาณอาจทำให้นึกสงสัย? เพราะอาจมีความรู้สึกบางอย่างที่เปลี่ยนไป ได้แก่

-????????? ประจำเดือนขาด

-????????? เต้านมคัดตึงและเจ็บ สีคล้ำและขยายขนาด

-????????? หงุดหงิด เหนื่อยง่าย

-????????? หิวบ่อย

-????????? เวียนศีรษะ หน้ามืด เป็นลม

-????????? ง่วงนอนกลางวัน

-????????? ปวดปัสสาวะบ่อยขึ้น

-????????? ตกขาวลักษณะปกติ? แต่มีปริมาณมากขึ้น

-????????? ท้องผูก

-????????? คลื่นไส้อาเจียน

-????????? แสบร้อนบริเวณหน้าอก

-????????? รู้สึกทนไม่ได้กับบางอย่าง เช่น ควันการทำอาหาร? รู้สึกเหม็นกลิ่นกับข้าว

-????????? อยากอาหารรสเปรี้ยว หรืออาหารอื่นๆ แปลกๆ

ถ้ามีอาการดังกล่าว หรือสงสัยว่าตั้งครรภ์? ปัจจุบันสามารถตรวจสอบได้รวดเร็วโดยสามารถซื้อชุดทดสอบการตั้งครรภ์ที่มีจำหน่ายอยู่ทั่วไปในร้านขายยาและห้างสรรพสินค้า หรือไปปรึกษาแพทย์? ชุดทดสอบการตั้งครรภ์นี้จะตรวจสอบระดับฮอร์โมนในปัสสาวะ? ซึ่งปัจจุบันการตรวจสอบส่วนใหญ่สามารถตรวจได้หลังจากครบกำหนดประจำเดือนมาทันทีในผู้ที่มีประจำเดือนมาสม่ำเสมอเป็นปกติ? หรือถ้าในรายที่มีประจำเดือนไม่สม่ำเสมอเพื่อความแน่นอนอาจรอประมาณ 2 สัปดาห์หลังประจำเดือนขาดก็ได้

?บทความโดย รศ.นายแพทย์ภาวิน พัวพรพงษ์