เรื่องทั้งหมดโดย OB-GYN

การตรวจสุขภาพหลังคลอด

การตรวจสุขภาพหลังคลอด

การตรวจสุขภาพหลังคลอด

                หลังคลอดบุตร ส่วนใหญ่แพทย์จะนัดมาตรวจสุขภาพหลังคลอดราว 4-6 สัปดาห์หลังคลอด เพื่อตรวจว่าสภาวะร่างกายของคุณแม่กลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้วหรือยัง จะมีการตรวจหน้าท้อง การตรวจภายใน ตรวจมะเร็งปากมดลูก และแนะนำการปฏิบัติตัว การออกกำลังกาย การมีเพศสัมพันธ์ การวางแผนครอบครัวและการคุมกำเนิด สำหรับคุณแม่ที่มีข้อสงสัยหรือปัญหาเรื่องการดูแลบุตรก็สามารถสอบถามจากคุณหมอเพิ่มเติมได้

บทความโดย รศ.นายแพทย์ภาวิน พัวพรพงษ์

จะเริ่มมีเพศสัมพันธ์ได้เมื่อไรหลังคลอด

 จะเริ่มมีเพศสัมพันธ์ได้เมื่อไรหลังคลอด

ข้อสงสัยของคุณแม่

                “จะเริ่มมีเพศสัมพันธ์ได้เมื่อไร?”

                เวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการมีเพศสัมพันธ์ คือ เมื่อพร้อมด้วยกันทั้งคู่ คุณแม่บางคนอาจจะยังเจ็บระบบเกินกว่าจะมีเพศสัมพันธ์ได้  แต่เมื่ออาการลดลงแล้วอาจอยากลองดู  ควรนุ่มนวลและช้าๆ พยายามผ่อนคลายให้มาก  อาจใช้สารหล่อลื่นช่วย เพราะช่องคลอดอาจแห้งกว่าปกติได้ในระหว่างให้นมบุตร โดยปกติการมีเพศสัมพันธ์สามารถมีได้ตั้งแต่ประมาณ 1 เดือนหลังคลอด

บทความโดย รศ.นายแพทย์ภาวิน พัวพรพงษ์

สิ่งที่คุณแม่ต้องเผชิญในช่วงระยะเวลาหลังคลอด

สิ่งที่คุณแม่ต้องเผชิญในช่วงระยะเวลาหลังคลอด

สิ่งที่คุณแม่ต้องเผชิญในช่วงระยะเวลาหลังคลอด

–  ปวดท้องน้อยหลังคลอด อาจรู้สึกมีอาการปวดเกร็งในช่องท้องและมักเป็นในขณะที่ลูกดูดนม  อาการนี้เป็นจากการที่มดลูกรัดตัว ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีและเป็นลักษณะที่ปกติ  เมื่อคุณแม่เข้าใจจะทำให้ลดความวิตกกังวลลง อาการปวดนี้ถ้าเป็นมากอาจกินยาแก้ปวดพาราเซตามอลเพื่อบรรเทาอาการปวดได้

–  ปัสสาวะผิดปกติ  หลังคลอดใหม่ๆ อาจมีอาการปัสสาวะลำบากเนื่องจากปวดและระบมแผลบริเวณฝีเย็บ  ไม่ควรกลั้นปัสสาวะ เพราะอาจเป็นสาเหตุของกระเพาะปัสสาวะอักเสบ แนะนำให้ปัสสาวะเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้หลังคลอด  โดยอาจจะลุกขึ้นเดินไปมา เพื่อกระตุ้นให้อยากปัสสาวะ  ปกติหลังคลอดร่างกายจะพยายามขับน้ำที่สะสมไว้เกินในขณะตั้งครรภ์ ดังนั้นคุณแม่จะพบว่าตัวเองปัสสาวะบ่อยในวันแรก ๆ หลังคลอดได้

–  น้ำคาวปลา  จะมีน้ำคาวปลาสีแดงออกมา 2-3 วัน จากนั้นจะจางลงเรื่อย ๆ จนเป็นสีเหลืองประมาณ 10 วันและค่อยๆ หมดไป  คุณแม่ควรใส่ผ้าอนามัยสังเกตสีและกลิ่นของน้ำคาวปลา ถ้าน้ำคาวปลายังมีสีแดงตลอดเกิน 2 สัปดาห์หรือมีกลิ่นเหม็นควรรีบมาพบแพทย์  ไม่แนะนำให้คุณแม่ใช้ผ้าอนามัยแบบสอดเพราะจะทำให้ติดเชื้อและเป็นอันตรายรุนแรงได้ง่าย

อารมณ์เศร้า  ผู้หญิงประมาณครึ่งหนึ่งจะรู้สึกซึมเศร้าในช่วงสองสามวันหลังคลอด สาเหตุเกิดจากการเปลี่ยนของระดับฮอร์โมนอย่างรวดเร็วและหมดความรู้สึกตื่นเต้นซึ่งผ่านไปแล้วเมื่อพ้นการคลอด  อารมณ์เศร้านี้ส่วนใหญ่จะหายไปได้เอง และมักไม่เป็นอยู่นานเกิน 2 สัปดาห์ การเอาใจใส่จากคุณพ่อและครอบครัวจะทำให้ภาวะนี้หายไปได้เร็วขึ้น ถ้ามีอาการรุนแรงหรือเป็นนานเกินจากนี้ ควรปรึกษาแพทย์

 

บทความโดย รศ.นายแพทย์ภาวิน พัวพรพงษ์

 

การปฏิบัติตัวของคุณแม่หลังคลอด

การปฏิบัติตัวของคุณแม่หลังคลอด

                หลังคลอดใหม่ ๆ คุณแม่มักจะรู้สึกไม่ค่อยสบายไปหมดและอาจเจ็บระบมในช่วงวันแรกๆ หลังการคลอด  นอกจากนี้ ยังอาจตกใจกับรูปร่างตนเองหลังคลอดที่จากท้องเต่งตึงกลายเป็นหน้าท้องหย่อนๆ เต้านมจะใหญ่ ต้นขาจะอวบหนา ซึ่งการบริหารหลังการคลอดสม่ำเสมอ  จะช่วยให้รูปร่างกระชับและคุณแม่จะรู้สึกดีขึ้น

การปฏิบัติตัวของคุณแม่หลังคลอด

–   การรับประทานอาหาร สามารถรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ได้ตามปกติ เน้นอาหารที่มีโปรตีนสูงเพื่อเสริมสร้างรักษาแผลจากการคลอด ไม่มีอาหารแสลง  ไข่ ผัก ผลไม้สามารถรับประทานได้ ดังนั้นหากคุณแม่ต้องการหรืออยากรับประทานอาหารประเภทใดเป็นพิเศษไม่ต้องกังวล จะมีข้อห้ามก็แต่ยาดองเหล้า เพราะจะมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ซึ่งจะผ่านทางน้ำนมเวลาให้นมบุตร

–   การปฏิบัติตัวตามชีวิตประจำวัน สามารถทำได้ตามปกติ  การเดิน ควรเริ่มเดินให้เร็ว หลังพักฟื้นแล้วหลังคลอด สำหรับผู้คลอดที่คลอดทางช่องคลอดและคลอดโดยการผ่าตัดหน้าท้องตามยาว หลีกเลี่ยงการขึ้นลงบันไดบ่อยๆ  เพราะอาจปวดตึงแผลได้ ในผู้ที่คลอดโดยการผ่าตัดคลอดตามขวาง มักไม่มีปัญหากับการขึ้นลงบันได นอกจากนี้ การเดินยังช่วยลดอาการท้องอืด ช่วยในการทำงานของลำไส้ในผู้ผ่าตัดคลอดด้วย การยืน ยืนตัวตรงตามปกติ ไม่ควรงอตัวเพราะจะทำให้ปวดหลัง การนั่ง ควรนั่งตัวตรง โดยเฉพาะขณะให้นมบุตรควรให้หมอนหรือฟูกรองใต้ทารกเพื่อให้ระดับของปากทารกอยู่ในตำแหน่งของหัวนมพอดี การก้มหรือนั่งงอตัวให้นมบุตร จะทำให้อาการปวดหลังมีมากขึ้น ในกรณีที่คลอดทางช่องคลอดหากปวดตึงแผลฝีเย็บเวลานั่ง อาจใช้ห่วงที่ใช้ฝึกว่ายน้ำเด็กรองบริเวณก้น เพื่อลดการกดทับแผลและลดการกดการไหลเวียนของเลือดบริเวณแผล การนอน ควรนอนหงาย แต่หากเป็นคนชอบนอนตะแคงก็สามารถทำได้

–   การอาบน้ำ สามารถอาบได้ แนะนำให้ฝักบัวหรือการตักอาบ ไม่ควรอาบน้ำแบบแช่ หรืออาบน้ำตามแม่น้ำลำคอง เพราะจะทำให้แผลบวมและอักเสบได้ง่าย

–   การเบ่งอุจจาระ  หลังคลอดคุณแม่มักปวดแผล ทำให้กลั้นไม่อยากจะถ่ายอุจจาระจึงมีปัญหาเรื่องถ่ายอุจจาระลำบาก ต้องเบ่ง ส่งผลเกิดความกลัวว่าจะเกิดแผลแยก วิธีแก้คือพยายามลุกขึ้นเดินไปมาทันทีที่ทำได้ เพื่อช่วยให้ลำไส้ทำงาน ดื่มน้ำมาก ๆ และกินอาหารที่มีกากและเส้นใยสูงเพื่อกระตุ้นการถ่ายอุจจาระ จะทำให้ถ่ายได้สะดวกและลดการเบ่งอุจจาระลงได้

–   การให้นมบุตร สามารถให้ในท่านั่ง ท่ายืน ท่านอน แนะนำให้ให้ทุก 2-3 ชั่วโมง โดยให้วันละ 8 ครั้ง  ในเวลากลางวันให้บ่อยครั้งหรือถี่หน่อย เนื่องจากส่วนใหญ่ทารกจะหลับกลางวันและตื่นเวลากลางคืน การปลุกทารกเพื่อให้รับประทานในช่วงเวลากลางวันตามเวลา จะทำให้กลางคืนทารกจะตื่นน้อยลงและเป็นการฝึกให้ทารกรู้จักเวลารับประทานอาหารที่เหมาะสมด้วย

–   การดูแลแผล สำหรับแผลบริเวณฝีเย็บ ทำความสะอาดด้วยน้ำสะอาดหรือน้ำสบู่เหมือนกับเวลาอาบน้ำปกติโดยเวลาล้างให้ล้างแผลจากด้านหน้ามาด้านหลัง  ซับให้แห้งด้วยผ้าสะอาด แผลในบริเวณนี้ส่วนใหญ่จะเจ็บมากในช่วง 1-2 วันแรก และจะค่อยๆ ลดลง จะเจ็บอยู่ราว 1-2 สัปดาห์  สำหรับแผลผ่าตัดคลอด ส่วนใหญ่มักปิดแผลอยู่ราว 5-7 วัน ช่วงที่ปิดแผลห้ามแผลโดนน้ำ ยกเว้นผ้าปิดแผลเป็นชนิดกันน้ำหรือใช้กาวปิดแผลซึ่งจะสามารถอาบน้ำได้ตามปกติ แผลจากการผ่าตัดคลอดนี้มักจะเจ็บอยู่ราว 2-3 สัปดาห์

–   การออกกำลังกาย หากคลอดปกติทางช่องคลอด สามารถบริหารหน้าท้องที่หย่อนหยานได้ตั้งแต่หลังคลอด พร้อมการฝึกบริหารอุ้งเชิงกรานโดยฝึกขมิบช่องคลอด ซึ่งจะช่วยให้แผลกระชับและหายเร็วขึ้น สำหรับการผ่าตัดคลอด การบริหารหน้าท้องเริ่มได้หลังคลอด 6 สัปดาห์

–   การอยู่ไฟ การใช้กระเป๋าน้ำร้อน การอบสมุนไพร ในการแพทย์แผนปัจจุบันไม่จำเป็นต้องทำ แต่หากจะปฏิบัติก็ไม่ห้าม แต่ควรระมัดระวังเรื่องอุณหภูมิที่ร้อนเกินไป อาการขาดน้ำซึ่งอาจมีอาการหน้ามืดเป็นลมได้

 บทความโดย รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

เมื่อทราบว่าตั้งครรภ์แล้ว ควรปฏิบัติตัวอย่างไร?

เมื่อทราบว่าตั้งครรภ์แล้ว ควรปฏิบัติตัวอย่างไร?

            หลังจากมีการตรวจยืนยันการตั้งครรภ์แล้ว  คุณแม่พร้อมสามีควรไปปรึกษาแพทย์เพื่อฝากครรภ์ทันที เพื่อแพทย์จะได้ ซักประวิติ ตรวจร่ายกายและตรวจสอบเพิ่มเติม (โดยแพทย์อาจจะแนะนำการเจาะเลือดสามีเพื่อคัดกรองโรคธาลัสซีเมีย) สำหรับการวางแผนดูแลครรภ์ และแนะนำการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในครรภ์โดยการเปลี่ยนแปลงระหว่างตั้งครรภ์มักแบ่งเป็นสามช่วงเพื่ออธิบายการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างง่ายๆ คือ ช่วงสามเดือนแรกหรือไตรมาสแรกได้แก่เริ่มตั้งครรภ์ถึงอายุครรภ์ 14 สัปดาห์ ช่วงสามเดือนที่สองหรือไตรมาสที่สองได้แก่อายุครรภ์ 14 ถึง 28 สัปดาห์ และช่วงสามเดือนที่สามหรือไตรมาสที่สามได้แก่อายุครรภ์ 28 ถึง 42 สัปดาห์ โดยช่วงเวลาตั้งแต่อายุครรภ์ 37 ถึง 42 สัปดาห์ ถือว่าเป็นช่วงเวลาเหมาะสมหรือให้คลอดได้โดยเรียกการคลอดในช่วงระยะนี้ว่าเป็น “การคลอดครบกำหนด” ซึ่งเป็นช่วงก่อนวันกำหนดคลอด 3 สัปดาห์และหลังกำหนดคลอด 2 สัปดาห์

บทความโดย รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์