เรื่องทั้งหมดโดย OB-GYN

ภาพอัศจรรย์ ทารกในครรภ์ยื่นมือกุมนิ้วคุณหมอ

ob-gyn

เคทีแอลเอ – ภาพทารกที่อยู่ในครรภ์ของมารดารายหนึ่งกุมนิ้วคุณหมอระหว่างการทำคลอด ณ โรงพยาบาลแห่งหนึ่งที่เมืองฟินิกซ์ มลรัฐแอริโซนา สหรัฐฯ ก่อความประทับใจแก่โลกสังคมออนไลน์เป็นอย่างยิ่ง โดยมีคนเข้าไปกดไลค์บนเฟซบุ๊กแล้วจำนวนมาก จากรายงานของสื่อมวลชนท้องถิ่น

รายงานข่าวระบุว่าภาพดังกล่าวถ่ายได้โดยนายแรนดี แอตกินส์ ผู้เป็นบิดา ณ วินาทีที่หนูน้อยเนเวียช์ กำลังค่อยๆโผล่ออกจากครรภ์ของนางอาลิเซีย แอตกินส์ ภรรยาของเขาเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

 

?เขาเอาภาพมาโชว์ใหัฉันดู ฉันได้แต่อ้าปากค้าง แล้วพูดว่าโอ้พระเจ้า มันน่าอัศจรรย์มาก? นางอาลิเซียบอก ส่วนนายแรนดี เล่าย้อนเหตุการณ์ให้ฟังว่า ?ตอนนั้นคุณหมอเรียกผมให้หันไปดู แล้วเขาก็บอกว่าเธอจับนิ้วผมด้วยแหละ?

?พอเห็นแบบนั้น ผมจึงรีบวิ่งไปข้างเตียงและถ่ายรูปเอาไว้ มันเป็นภาพที่น่าอัศจรรย์มาก? เขากล่าว

อาลิเซียได้จัดทำสำเนาภาพให้กับคุณหมอไว้ชุดหนึ่ง และโพสต์รูปลงบนเฟซบุ๊ก จากนั้นไม่นานก็พบว่ามีคนเข้ามากดไลค์นับหมื่นคน แถมบางรายก็ถึงขั้นยื่นข้อเสนอขอซื้อรูปดังกล่าวไปเป็นที่ระลึกเลยทีเดียว

 

ขอบคุณข้อมูลจาก?http://manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9560000000957

 

 

ปัจจัยที่มีผลต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ (ตอนที่ 1)

ท้อง

เขียนโดย รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

??????????? องค์กรอนามัยโลกแนะนำให้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างน้อยหกเดือน ปัจจัยที่มีผลต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่มีหลากหลายโดยระหว่างการตั้งครรภ์ การคลอดและหลังคลอดมีปัจจัยที่มีผลต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่มากน้อยในแต่ละช่วงเวลาแตกต่างกัน แบ่งกลุ่มของปัจจัยต่างๆ ออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ดังนี้

  1. ปัจจัยทางด้านกายภาพและชีวภาพของมารดาและทารก
  2. ปัจจัยทางด้านจิตใจ
  3. ปัจจัยทางด้านครอบครัว
  4. ปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม

ขอไปอบตัวอบสมุนไพร นวดหลังคลอดจะได้ไหม?

spa

? ? ? ? ? การไปอบสมุนไพร สามารถทำได้ ถ้ามีความพอดี เพราะความร้อนจะช่วยให้เลือดไหลเวียนดีและลดอาการยุบบวมและปวดแผลได้ แต่หากราคาค่าใช้จ่ายสูง ประโยชน์ที่ได้จะไม่คุ้มค่าเพราะมีหลายวิธีที่ใช้ค่าใช้จ่ายไม่สูงและได้ประโยชน์ใกล้เคียงกัน ได้แก่ การอบแผลด้วยไฟอินฟราเรด การนั่งแช่แผลในน้ำอุ่น สำหรับการนวดหลังคลอด ไม่แนะนำเนื่องจากเพราะการปวดเมื่อยหลังคลอดที่เป็นมากคือ อาการปวดหลังมักเกิดจากการอุ้มทารกและให้นมในท่าที่ไม่เหมาะสม เป็นเวลานาน หลังโก่งมาก ก็จะเกิดอาการปวด การแก้ไขควรเริ่มจากการปรับท่าทางการให้นมและอุ้มทารกให้เหมาะสมก่อน ร่วมกับหากปวดหลังมากก็สามารถกินยาแก้ปวดพาราเซตามอลและทายาแก้อักเสบบริเวณสันหลัง อาการจะดีขึ้น จึงไม่แนะนำการนวดเพราะหากกดหรือนวดรุนแรงอาจก่อให้เกิดอาการปวดมากขึ้น มีผลเสียมากกว่าผลดี

บทความโดย รศ.นายแพทย์ภาวิน พัวพรพงษ์

กินยาขับน้ำคาวปลา ยาดองเหล้าให้มดลูกเข้าอู่เร็วจริงหรือไม่?

ท้อง

? ? ? ? ? ?การกินยาขับน้ำคาวปลา ไม่มีความจำเป็น เพราะกลไกในการหยุดเลือดและทำให้น้ำคาวปลาหมดไป คือการหดรดตัวของมดลูกและการเจริญของเซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกปิดแผลจากการลอกตัวของรกซึ่งภาวะทั้งสองตามธรรมชาติหากไม่มีการติดเชื้อก็สามารถเกิดขึ้นเองได้ตามปกติตามระยะเวลาที่ควรจะเป็น การกินยาขับน้ำคาวปลาจึงไม่มีความจำเป็น นอกจากนี้การใช้ยาดองเหล้า เหล้าที่ผ่านทางน้ำนมมีผลเสียต่อทารกอีกด้วย

บทความโดย รศ.นายแพทย์ภาวิน พัวพรพงษ์

เกณฑ์ในการทำนายการหยุดเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

breastfeeding1

Breastfeeding assessment score

เขียนโดย รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

เกณฑ์ประเมินการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่นี้ใช้ในการทำนายการหยุดเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

หัวข้อในการประเมิน

คะแนน

เกณฑ์การให้คะแนน

อายุมารดา

0

<21 ปี
 

1

21-24 ปี
 

2

>24 ปี
ประสบการณ์ในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

0

ล้มเหลว
 

1

ไม่มี
 

2

สำเร็จ
จำนวนครั้งในการเข้าเต้ายาก

0

ทุกครั้งที่ให้นมลูก
 

1

เข้าเต้ายากครึ่งหนึ่งของการให้นมลูก
 

2

เข้าเต้ายากน้อยกว่า 3 ครั้ง
ระยะห่างระหว่างการให้นมลูกแต่ละครั้ง

0

มากกว่า 6 ชั่วโมง
 

1

3-6 ชั่วโมง
 

2

น้อยกว่า 3 ชั่วโมง
จำนวนนมผสมที่ได้รับในโรงพยาบาล

0

ตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไป
 

1

1 ครั้ง
 

2

ไม่ได้รับนมผสม
เคยได้รับการผ่าตัดเต้านมมาก่อน

-2

เคย
 

0

ไม่เคย
มารดามีความดันโลหิตสูงระหว่างตั้งครรภ์

-2

มี
 

0

ไม่มี
มารดาคลอดบุตรโดยใช้เครื่องดูดสุญญากาศ

-2

ใช้เครื่องดูดสุญญากาศ
 

0

ไม่ใช้เครื่องดูดสุญญากาศ

 

การแปลผล หากคะแนนตั้งแต่ 8 มีอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ที่หลังคลอด 7-10 วันสูง (ร้อยละ 95) แต่หากคะแนนน้อยกว่า 8 มีโอกาสที่จะหยุดเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ (ร้อยละ 21)1

หนังสืออ้างอิง

1.???????? Hall RT, Mercer AM, Teasley SL, et al. A breast-feeding assessment score to evaluate the risk for cessation of breast-feeding by 7 to 10 days of age. The Journal of Pediatrics 2002;141:659-64.