เรื่องทั้งหมดโดย OB-GYN

การให้ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนในมารดาครรภ์แฝด

ท้อง

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

? ? ? ? มารดาครรภ์แฝดมักมีโอกาสในการคลอดก่อนกำหนดสูง มีการศึกษาการให้ยาฉีดโปรเจสเตอโรนในมารดาครรภ์แฝดพบว่าไม่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการคลอดก่อนกำหนด1 ซึ่งแตกต่างจากการให้โปรเจสเตอโรนในมารดาครรภ์เดี่ยวที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าจะได้ประโยชน์ในการป้องกันการคลอดก่อนกำหนด อาจเป็นไปได้ว่า กลไกการคลอดก่อนกำหนดที่สำคัญในครรภ์แฝดอาจจะแตกต่างจากในครรภ์เดี่ยว โดยควรมีการศึกษาเพิ่มเติมต่อไปในอนาคต

เอกสารอ้างอิง
1. Senat MV, Porcher R, Winer N, et al. Prevention of preterm delivery by 17 alpha-hydroxyprogesterone caproate in asymptomatic twin pregnancies with a short cervix: a randomized controlled trial. Am J Obstet Gynecol 2013;208:194 e1-8.

 

การเจาะถุงน้ำคร่ำในการชักนำการคลอด

IMG_0101

รศ.นพ.ภาวิน? พัวพรพงษ์

? ? ? ? ? ? ? ในมารดาบางรายมีเหตุผลจำเป็นต้องชักนำการคลอด การชักนำการคลอดมีหลายวิธี ได้แก่ การเจาะถุงน้ำคร่ำ การใช้ยาออกซิโตซินใส่ในน้ำเกลือ การใช้ยาสอดใส่ในปากมดลูก การเหน็บช่องคลอดด้วยยา misoprostol ซึ่งมีการศึกษาว่า การเจาะถุงน้ำคร่ำตั้งแต่ในระยะแรกร่วมกับการให้ยาเหน็บช่องคลอดด้วย misoprostol จะมีโอกาสการคลอดทางช่องคลอดสำเร็จสูงกว่า? ใช้ระยะเวลาในการคลอดสั้นกว่า และผลลัพท์ของทารกดีกว่า1

เอกสารอ้างอิง

  1. Makarem MH, Zahran KM, Abdellah MS, Karen MA. Early amniotomy after vaginal misoprostol for induction of labor: a randomized clinical trial. Arch Gynecol Obstet 2013;288:261-5.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

การใช้น้ำมันช่วยนวดและหล่อลื่นปากช่องคลอดขณะเบ่งคลอด

 

 

การคลอดทางช่องคลอด
การคลอดทางช่องคลอด

รศ.นพ.ภาวิน? พัวพรพงษ์

? ? ? ? ? ?การคลอดในปัจจุบันแนะนำให้มีการตัดฝีเย็บขณะคลอดเมื่อจำเป็น ดังนั้นการตัดฝีเย็บจึงเลือกตัดในผู้คลอดบางรายเท่านั้น ในมารดาขณะเบ่งคลอดมีการศึกษาถึงการใช้น้ำมันมะกอกหรือน้ำมันอัลมอนด์ช่วยนวดและหล่อลื่นบริเวณปากช่องคลอด ซึ่งจะช่วยปากช่องคลอดไม่ให้ฉีกขาดขณะคลอดได้ สำหรับชนิดของน้ำมันที่ใช้นวดปากช่องคลอดในแต่ละชนิดที่ใช้ยังไม่มีความแตกต่างกัน1 ดังนั้น หากจะใช้การนวดและหล่อลื่นปากช่องคลอดในขณะคลอด อาจเลือกใช้น้ำมันมะกอกที่มีอยู่แล้วในการใช้เช็ดไขทารกนำมาใช้ได้

เอกสารอ้างอิง

  1. Harlev A, Pariente G, Kessous R, et al. Can we find the perfect oil to protect the perineum? A randomized-controlled double-blind trial. J Matern Fetal Neonatal Med 2013;26:1328-31.

 

การติดเครื่องฟังหัวใจทารกระหว่างการรอคลอด

IMG_0111

 

รศ.นพ.ภาวิน? พัวพรพงษ์

? ? ? ? ? ?ในระหว่างการรอคลอด ในโรงพยาบาลที่มีเครื่องฟังหัวใจทารกและเครื่องตรวจจับการหดรัดตัวของมดลูกแบบอิเลคทรอนิคส์ (cardiotocography) มักจะใช้เครื่องนี้ในการดูแลมารดาและทารกระหว่างรอคลอด ซึ่งจะสามารถตรวจฟังหัวใจทารกและตรวจการหดรัดตัวของมดลูกได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้การให้การดูแลมารดาระหว่างรอคลอดสะดวกมากขึ้น มีการศึกษาว่า การใช้เครื่องตรวจจับการหดรัดตัวของมดลูกแบบหัวตรวจอยู่ที่หน้าท้อง (external monitoring) กับหัวตรวจอยู่ในมดลูก (internal monitoring) ไม่มีความแตกต่างกันในผลของการดูแลมารดาและทารก1 และในโรงพยาบาลที่ไม่มีเครื่องมือนี้ การตรวจฟังหัวใจทารกและตรวจจับการหดรัดตัวของมดลูกโดยพยาบาลที่ชำนาญ ก็ไม่มีความแตกต่างกันในผลการดูแลเช่นเดียวกัน

? ? ? ? ? ?ประเด็นสำคัญในการดูแลระหว่างการรอคลอด คือ การไปตรวจเยี่ยมมารดาและทารกพร้อมกับอ่านผลการตรวจจากเครื่องมือที่ช่วยอำนวยความสะดวก แต่หากไม่ไปตรวจดูแลตามระยะที่ควรจะเป็น ผลการตรวจจากเครื่องมือนี้จะเป็นหลักฐานในการแสดงการดูแลที่ต่ำกว่ามาตรฐานได้

เอกสารอ้างอิง

  1. Bakker JJ, Janssen PF, van Halem K, et al. Internal versus external tocodynamometry during induced or augmented labour. Cochrane Database Syst Rev 2013;8:CD006947.

 

 

 

 

 

 

 

การรักษาการแพ้ท้องระหว่างการตั้งครรภ์

w3

รศ.นพ.ภาวิน? พัวพรพงษ์

? ? ? ? ? ? ?อาการแพ้ท้อง ส่วนใหญ่มักเกิดในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ ซึ่งในมารดาที่มีอาการน้อย อาจปรับเปลี่ยนลักษณะการกินอาหารเป็นรับประทานครั้งละน้อยๆ แต่บ่อยครั้งขึ้น โดยมีอาหารว่างระหว่างมื้ออาหารก็จะช่วยได้ แต่หากไม่ดีขึ้น การรักษาด้วยการให้วิตามินบีหก การให้ยาแก้แพ้ dimenhydrinate หรือยาแก้คลื่นไส้ ondansetron1 หรืออาจใช้การแพทย์ทางเลือก ได้แก่ การกินน้ำขิง การฝังเข็ม ก็สามารถช่วยได้

? ? ? ? ? ? สำหรับในกรณีที่มีอาการแพ้ท้องรุนแรง (hyperemesis gravidarum) การให้มารดานอนพักรักษาที่โรงพยาบาลจะช่วยบรรเทาอาการได้ดี โดยในมารดาที่มีความดันโลหิตสูง? มารดาที่มีอาการแพ้เริ่มตั้งแต่อายุน้อย หรือมารดาที่ได้รับยาแก้แพ้ จะเป็นตัวทำนายผลของการตั้งครรภ์ที่ไม่ดี2

เอกสารอ้างอิง

  1. Pasternak B, Svanstrom H, Hviid A. Ondansetron in pregnancy and risk of adverse fetal outcomes. N Engl J Med 2013;368:814-23.
  2. Fejzo MS, Magtira A, Schoenberg FP, et al. Antihistamines and other prognostic factors for adverse outcome in hyperemesis gravidarum. Eur J Obstet Gynecol Reprod Biol 2013;170:71-6.