รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
? ? ? ? ? ? ? ความสำคัญของธาตุสังกะสีในทารกแรกเกิดจะช่วยในเรื่องการเจริญเติบโตของทารกและการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ความจำเป็นของการเสริมธาตุสังกะสีในทารกที่กินนมแม่นั้นขึ้นอยู่กับการขาดธาตุสังกะสีของทารกแรกเกิดหรือทารกที่มารดาที่ให้นมลูกมีภาวะขาดสังกะสี ซึ่งจะทำให้มีความเสี่ยงในปริมาณของธาตุสังกะสีในทารกที่กินนมแม่ลดลง ทำให้ทารกมีโอกาสที่จะขาดธาตุสังกะสีได้ มีการศึกษาว่าการเสริมธาตุสังกะสีในมารดาที่ให้นมลูกจะสามารถเพิ่มปริมาณธาตุสังกะสีในทารกได้ อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อจำกัดในเรื่องการศึกษาถึงภาวะขาดธาตุสังกะสีในมารดาที่ให้นมลูกในแต่ละพื้นที่รวมทั้งในประเทศไทย แต่ในสหรัฐอเมริกานั้น การเสริมธาตุสังกะสีในมารดาที่ให้นมแม่หรือทารกที่กินนมแม่ไม่แนะนำ 1 เนื่องจากไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในทารกจากการเสริมธาตุสังกะสี การที่จะให้คำแนะนำสำหรับประเทศไทยคงต้องอาศัยการศึกษาวิจัยเพื่อให้การแนะนำทำภายใต้หลักฐานเชิงประจักษ์ ซึ่งต้องการบุคลากรที่มีบทบาททางด้านนี้หรือผู้ที่สนใจเก็บข้อมูลและทำการวิเคราะห์ต่อไป
เอกสารอ้างอิง
Taylor SN. ABM Clinical Protocol #29: Iron, Zinc, and Vitamin D Supplementation During Breastfeeding. Breastfeed Med 2018;13:398-404.
รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์?
? ? ? ? ? ? ? ความสำคัญของธาตุเหล็กในทารกแรกเกิดนอกจากช่วยในเรื่องของการสร้างเม็ดเลือดแดง ธาตุเหล็กยังช่วยในพัฒนาการทางด้านพฤติกรรมและระบบประสาทของทารกแรกเกิดอีกด้วย โดยทั่วไปสมองของทารกจะมีการเจริญเติบโตมากใน?1-2?ปีแรก?ดังนั้นการขาดธาตุเหล็กจึงมีผลต่อการพัฒนาการของสมองของทารก ในทารกที่คลอดครบกำหนด ทารกมักจะมีการสะสมธาตุเหล็กพอเพียงใน?4-6?เดือนแรก การเสริมธาตุเหล็กจึงแนะนำหลังช่วงหกเดือนเป็นต้นไป?แต่ในมารดาที่มีการขาดธาตุเหล็ก ทารกที่คลอดก่อนกำหนด หรือทารกที่มีน้ำหนักตัวน้อยจะมีความเสี่ยงที่จะพบการขาดธาตุเหล็กตั้งแต่ในระยะแรกได้?การเสริมธาตุเหล็กจึงควรเสริมในระยะแรกด้วย มีการศึกษาถึงการเสริมธาตุเหล็กให้กับมารดาในระหว่างการให้นมลูก พบว่าช่วยให้ทารกมีธาตุเหล็กสะสมเพิ่มขึ้น ขณะที่การเสริมธาตุเหล็กในทารกโดยตรง พบว่าความยาวของทารกและเส้นรอบวงของศีรษะทารกเพิ่มขึ้น ดังนั้นในทารกที่ไม่มีความเสี่ยง การเสริมธาตุเหล็กแนะนำให้เสริมในอาหารเสริมตามวัยหลังทารกอายุหกเดือน โดยเสริมอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง?ได้แก่ เนื้อสัตว์ เต้าหู้ และถั่วในอาหารเสริมตามวัยในทารกแรกเกิด1 ?
เอกสารอ้างอิง ?
1.Taylor SN. ABM Clinical Protocol #29: Iron, Zinc, and Vitamin D Supplementation During Breastfeeding. Breastfeed Med 2018;13:398-404.?
??
รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์?
? ? ? ? ? ? ? ? การติดเชื้อเอชไอวีนั้นจากการมีเพศสัมพันธ์เป็นสิ่งที่ประชาชนทั่วไปมักรับรู้และทราบจากสื่อที่มีการรณรงค์การใช้ถุงยางอนามัยเพื่อป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีที่จะนำไปสู่การเกิดโรคเอดส์?(AIDS)?แต่การสื่อสารที่ยังมีความจำเป็น สำคัญ และเป็นบทบาทที่สำคัญของบุคลากรทางการแพทย์อีกส่วนหนึ่งก็คือ การให้คำปรึกษาและให้ความรู้แก่มารดาที่ตั้งครรภ์และให้นมบุตร สามี และคู่นอนถึงการติดเชื้อเอชไอวีที่จะมีโอกาสเพิ่มขึ้นในระหว่างที่มารดาตั้งครรภ์ รวมทั้งการติดเชื้อผ่านไปสู่ลูกจะสูงขึ้น หากมีการติดเชื้อเอชไอวีในช่วงระหว่างตั้งครรภ์หรือให้นมลูก 1 ?ดังนั้นสิ่งนี้จึงมีความจำเป็นต้องสร้างความเข้าใจแก่มารดาที่ตั้งครรภ์และให้นมลูกพร้อมคู่นอนเข้าใจถึงความเสี่ยงต่าง ๆ ที่มีควรต้องมีการตรวจคัดกรองการติดเชื้อเอชไอวีในระหว่างการฝากครรภ์ โดยการให้ข้อมูลถึงคู่นอนตามความเป็นจริง รวมทั้งพฤติกรรมทางแพทย์ที่มีความเสี่ยง?จะทำให้แพทย์ให้คำแนะนำในการตรวจได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม?
เอกสารอ้างอิง ?
1.Chi BH, Rosenberg NE, Mweemba O, et al. Involving both parents in HIV prevention during pregnancy and breastfeeding. Bull World Health Organ 2018;96:69-71.?
??
รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์?
? ? ? ? ? ? ? ? ? ?แม้ว่าโรคเอดส์?(AIDS)?จะเป็นข้อบ่งห้ามในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่?แต่ด้วยข้อจำกัดในการสนับสนุนการให้นมผงดัดแปลงสำหรับทารกจนเจริญวัยมีค่าใช้จ่ายที่สูง จึงมีบางประเทศที่ยังคงแนะนำให้ลูกกินนมแม่ในมารดาที่ติดเชื้อเอชไอวี เพื่อลดการเสียชีวิตของทารกจากอาการท้องร่วงและการติดเชื้อในทางเดินอาหาร โดยในยุคที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับโรคนี้?การเรียนรู้จากประสบการณ์การใช้ยาต้านไวรัสในระหว่างการตั้งครรภ์และให้นมบุตรจึงยังมีประโยชน์ มีการศึกษาการใช้ยาต้านไวรัสให้ในมารดาที่ติดเชื้อเอชไอวีในระหว่างการตั้งครรภ์และให้นมบุตรพบว่า มารดาที่ได้ยาต้านไวรัสในระหว่างการตั้งครรภ์และให้นมบุตรมีอัตราการติดเชื้อจากแม่สู่ลูกต่ำกว่ามารดาที่ไม่ใช้ยา 1 ?ดังนั้น การให้ลูกกินนมแม่ในมารดาที่ติดเชื้อเอชไอวีที่ได้รับยาต้านไวรัสอาจเป็นทางเลือกหนึ่งของการให้อาหารในทารกในอนาคต?
เอกสารอ้างอิง ?
1.Chi BH, Mutale W, Winston J, et al. Infant HIV-Free Survival in the Era of Universal Antiretroviral Therapy for Pregnant and Breastfeeding Women: A Community-Based Cohort Study from Rural Zambia. Pediatr Infect Dis J 2018.?
??
รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์?
? ? ? ? ? ? ? ? ?ความรักความผูกพันระหว่างแม่กับลูก?แม้ว่าจะเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ได้มีการศึกษาในแม่ที่มีวิธีการคลอดที่แตกต่างกัน พบว่าแม่ที่คลอดลูกเองมีความผูกพันกับลูกมากกว่าแม่ที่ผ่าตัดคลอด นอกจากนี้ ยังพบความสัมพันธ์ระหว่างความผูกพันของแม่กับลูกกับการประเมินคะแนนการเข้าเต้า?(LATCH score)1 ?ซึ่งสิ่งนี้น่าจะสะท้อนถึงกระบวนการส่งเสริมความรักความผูกพันระหว่างแม่กับลูกน่าจะมีเร็วกว่าหรือมากกว่า สมมุติฐานนี้น่าจะเกิดจาก แม่ที่คลอดลูกเองจะให้นมลูกได้เร็วกว่า การที่แม่นำลูกเข้าเต้าได้ดี มีคะแนนการประเมินการเข้าเต้าสูง จะกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนออกซิโทซินได้ดี ฮอร์โมนออกซิโทซินจะมีความสัมพันธ์กับการสร้างความรักความผูกพันระหว่างแม่กับลูก ดังนั้น แพทย์ผู้ดูแลควรให้คำแนะนำแก่แม่ว่า หากแม่สามารถคลอดได้เองจะส่งเสริมความรักความผูกพันระหว่างแม่กับลูกได้มากกว่า ควรหลีกเลี่ยงการผ่าตัดคลอดที่ไม่จำเป็น แต่หากแม่จำเป็นต้องผ่าตัดคลอด การนำลูกมากระตุ้นดูดนมตั้งแต่ในระยะแรกหลังคลอดยิ่งเร็ว น่าจะยิ่งช่วยสร้างความรักความผูกพันระหว่างแม่และลูกได้ดี และยังช่วยให้โอกาสที่แม่จะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้นานกว่า ซึ่งจะมีประโยชน์ที่ดีต่อทั้งแม่และลูก??
เอกสารอ้างอิง ?
1.Cetisli NE, Arkan G, Top ED. Maternal attachment and breastfeeding behaviors according to type of delivery in the immediate postpartum period. Rev Assoc Med Bras (1992) 2018;64:164-9.?
??
เรื่องนำทาง
แหล่งความรู้ เกี่ยวกับสูติ-นรีเวช (Obstetrics-Gynecology)