รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
??????????????? การจัดการดูแลมารดาและทารกในโรงพยาบาลแต่ละโรงพยาบาลมีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับนโยบายที่จะนำไปสู่การปฏิบัติของโรงพยาบาลนั้น ๆ โรงพยาบาลที่มีนโยบายสายสัมพันธ์แม่ลูกจะมีแนวโน้มที่จะมีแนวทางการปฏิบัติที่สนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ อย่างไรก็ตาม การให้บริการที่สนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในแต่ละโรงพยาบาลมีความแตกต่างกันตามบริบทและข้อจำกัดของแต่ละโรงพยาบาล มีตัวอย่างการนำการจัดรูปแบบการให้บริการที่สนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของประเทศไอร์แลนด์ ซึ่งมีการศึกษาการให้ความรู้แก่มารดาเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ สรีรวิทยาและแนวทางในการปฏิบัติตัวในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ มีการให้คำปรึกษาเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่แบบหนึ่งต่อหนึ่งกับผู้เชี่ยวชาญผู้ให้คำปรึกษาหลังการคลอด มีสายด่วนให้คำปรึกษาปัญหาการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ มีข้อมูลการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ออนไลน์ในอินเตอร์เน็ตให้มารดาศึกษาเพิ่มเติม มีการจัดกลุ่มสนับสนุนการให้นมลูกเมื่อมารดาได้รับอนุญาตให้กลับบ้านพร้อมมีผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาแบบหนึ่งต่อหนึ่ง พบว่ามารดารู้สึกดีกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่และรู้สึกได้ประโยชน์จากการให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญมากที่สุด1 เนื่องจากกระบวนการย่อยในแต่ละกระบวนการล้วนแล้วแต่มีข้อมูลสนับสนุนว่ามีประโยชน์ในการให้การสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ในยุคที่กระแสสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่มีเพิ่มขึ้น สถานพยาบาลที่ต้องการปรับระบบ อาจใช้รูปแบบเหล่านี้เป็นต้นแบบในการสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้
เอกสารอ้างอิง
Alberdi G, O’Sullivan EJ, Scully H, et al. A feasibility study of a multidimensional breastfeeding-support intervention in Ireland. Midwifery 2018;58:86-92.
รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
??????????????? ปัจจุบันในประเทศไทยมีอัตราการผ่าตัดคลอดที่สูง ในสมัยก่อนที่เทคโนโลยีในการดมยาสลบและการผ่าตัดยังไม่ดี การผ่าตัดคลอดจะเป็นเรื่องที่อาจส่งผลทำให้ภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ได้สูง เมื่อกระบวนการการดูแลรักษารวมทั้งเทคโนโลยีต่าง ๆ ดีขึ้น มารดาและครอบครัวเริ่มที่จะมีความคิดและค่านิยมว่าการผ่าตัดคลอดเป็นทางเลือกของการคลอดที่สามารถทำได้โดยไม่จำเป็นต้องมีข้อบ่งชี้ โดยเมื่อถึงกำหนดคลอด มารดาจะบอกแพทย์ผู้ดูแลว่า กลัวเจ็บครรภ์คลอด ขอผ่าตัดคลอด หรือต้องการคลอดตามฤกษ์ที่กำหนดไว้ เพื่อให้ทารกที่คลอดออกมาโชคดีหรือมีดวงดี ซึ่งเป็นการเข้าใจผิด เพราะแม้ในปัจจุบันการผ่าตัดคลอดก็ยังคงมีภาวะแทรกซ้อนมากกว่าการคลอดปกติตามธรรมชาติและยังมีผลเสียต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ด้วย โดยมารดาที่ผ่าตัดคลอดจะมีผลทำให้การเริ่มต้นการให้นมลูกช้า (มีการศึกษาพบว่าการเริ่มต้นการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในมารดาที่ผ่าตัดคลอดจะช้ามารดาที่คลอดปกติกว่า 2 เท่า )1 ?ซึ่งส่งผลต่อการโอบกอดทารกเนื้อแนบเนื้อตั้งแต่ในระยะแรก การกระตุ้นน้ำนมทำได้ช้า และพบมารดาที่ผ่าตัดคลอดมีความรักความผูกพันน้อยกว่ามารดาที่คลอดปกติตามธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม ในมารดาที่มีความจำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาด้วยการผ่าตัดคลอด บุคลากรทางการแพทย์ควรพยายามปรับเปลี่ยนการดูแลเพื่อส่งเสริมให้มารดาได้เริ่มต้นการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้เร็วขึ้น เช่น เลือกการให้ยาระงับความรู้สึกโดยการฉีดยาชาเข้าไขสันหลังทำให้มารดาสามารถรู้ตัว สามารถทำการโอบกอดทารกเนื้อแนบเนื้อและเริ่มกระตุ้นดูดนมได้เร็ว ซึ่งจะมีส่วนช่วยให้การส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ดีขึ้น
เอกสารอ้างอิง
Kambale RM, Buliga JB, Isia NF, Muhimuzi AN, Battisti O, Mungo BM. Delayed initiation of breastfeeding in Bukavu, South Kivu, eastern Democratic Republic of the Congo: a cross-sectional study. Int Breastfeed J 2018;13:6.
รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
? ? ? ? ? ? ? ? ปัจจุบันสื่ออินเตอร์เน็ตได้มีการใช้กันอย่างแพร่หลายทั้งใช้เพื่อติดต่อสื่อสาร หาข่าวสาร และความรู้ต่าง ๆ ในเรื่องการหาความรู้และสื่อสนับสนุนนมแม่ก็เช่นกัน มีการศึกษาพบว่า มารดาใช้สื่ออินเตอร์เน็ตโดยใช้เครื่องมือในการค้นหาคือ google ในการค้นหาความรู้และข้อมูลที่สนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ แต่ปัญหาที่อาจจะพบก็คือความน่าเชื่อถือของข้อมูล อย่างไรก็ตาม มารดามีการใช้สื่ออินเตอร์เน็ตในการค้นหาความรู้และสิ่งสนับสนุนนมแม่อย่างกว้างขวาง นอกจากนี้ ยังมีการใช้ skype ในการสื่อทางด้านอารมณ์และความรู้สึกของสมาชิกในครอบครัวที่อยู่ไกลกัน รวมทั้งใช้สนับสนุนการฝึกปฏิบัติเพื่อช่วยฝึกสอนมารดาในการให้นมลูก 1 บุคลากรทางการแพทย์จึงควรมีความเข้าใจและจัดสื่อความรู้ให้สอดคล้องกับความสนใจของมารดา ร่วมกับจัดสอนวิธีการในการคัดกรองความรู้จากสื่ออินเตอร์เน็ต ซึ่งจะให้ประโยชน์แก่มารดาและครอบครัวมากขึ้น
เอกสารอ้างอิง
Alianmoghaddam N, Phibbs S, Benn C. “I did a lot of Googling”: A qualitative study of exclusive breastfeeding support through social media. Women Birth 2018.
รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
? ? ? ? ? ? ? ? ? ? เป็นที่ทราบกันดีว่านมแม่เป็นอาหารที่มีประโยชน์และเหมาะสมที่สุดสำหรับทารกแรกเกิด แต่ในเรื่องประโยชน์ของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ต่อมารดานั้น บางคนอาจยังไม่ทราบรายละเอียดหรือยังอาจคิดไม่ถึง ประโยชน์ของนมแม่ต่อมารดานั้นมีหลากหลายตั้งแต่ผล ในระยะสั้น จะช่วยลดการตกเลือดหลังคลอด ช่วยให้น้ำหนักมารดากลับมาสู่ระยะก่อนการตั้งครรภ์ได้เร็ว ช่วยป้องกันการตั้งครรภ์ไม่ให้มีบุตรชิดกันเกินไปโดยสามารถใช้เป็นวิธีการคุมกำเนิดหลังคลอด สำหรับประโยชน์ในระยะยาว นั้น การให้นมลูกจะช่วยป้องกันหรือลดการเกิดมะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ มะเร็งมดลูก ลดการเกิดเบาหวานชนิดที่ 2 กลุ่มอาการทางเมตาบอลิกและโรคหัวใจ นอกจากนี้ยังอาจช่วยในเรื่องภาวะซึมเศร้าหลังคลอดและมวลกระดูก แต่ข้อมูลยังไม่ชัดเจน1
เอกสารอ้างอิง
Abou-Dakn M. [Health effects of breastfeeding on the mother]. Bundesgesundheitsblatt Gesundheitsforschung Gesundheitsschutz 2018.
รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
? ? ? ? ? ? ? ? ?ความสำคัญของวิตามินดีในทารกแรกเกิดจะช่วยในเรื่องการสร้างกระดูก การดูดซึมแคลเซียม และระบบภูมิคุ้มกัน เช่นเดียวกันกับวิตามินหรือแร่ธาตุชนิดอื่น ๆ ก็คือ ความจำเป็นในการเสริมวิตามินดีขึ้นอยู่กับภาวะขาดวิตามินดีในทารกหรือการขาดวิตามินดีในมารดาที่จะทำให้ทารกมีโอกาสเสี่ยงที่จะขาดวิตามินดีด้วย ?มีการศึกษาในการขาดวิตามินดีในมารดาที่ตั้งครรภ์และให้นมบุตรในสหรัฐอเมริกา ซึ่งพบว่ามีภาวะขาดวิตามินดีในมารดาที่ตั้งครรภ์และให้นมบุตร การแนะนำการเสริมวิตามินดีขึ้นอยู่กับข้อมูลสภาวะวิตามินดีในมารดาของประเทศหรือแต่ละพื้นที่นั้น ๆ ในพื้นที่ยุโรปหรืออเมริกาที่มีสภาพแสงแดดน้อย การสร้างวิตามินดีในร่างกายด้วยตนเองจึงมีน้อย โอกาสที่จะพบภาวะขาดวิตามินดีจึงสูง สำหรับในประเทศไทยที่มีเป็นประเทศในเขตร้อนที่มีแสงแดดจัด แต่มีวัฒนธรรมหรือค่านิยมที่ปฏิบัติในสังคมเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะในสังคมเมืองที่หลีกเลี่ยงแสงแดด ทาครีมกันแดดและทำงานในสำนักงานตั้งแต่เช้าจรดเย็น ซึ่งพบภาวะขาดวิตามินดีในสตรีตั้งครรภ์ด้วย ดังนั้น ควรแนะนำการเสริมวิตามินดีในทารกแรกเกิดในขนาด 10-20 ไมโครกรัมต่อวันหรือ 400-800 ยูนิตต่อวันในช่วงหนึ่งปีแรก โดยหากมีข้อจำกัดหรือข้อห้ามในการเสริมวิตามินดีในทารกโดยตรง อาจพิจารณาให้เสริมวิตามินดีในมารดาที่ให้นมบุตรก็ทำได้ โดยให้ขนาด 160 ไมโครกรัมต่อวันหรือ 6400 ยูนิตต่อวัน เพื่อให้ได้ขนาดตามความต้องการของทารกและมารดา1
เอกสารอ้างอิง
Taylor SN. ABM Clinical Protocol #29: Iron, Zinc, and Vitamin D Supplementation During Breastfeeding. Breastfeed Med 2018;13:398-404.
เรื่องนำทาง
แหล่งความรู้ เกี่ยวกับสูติ-นรีเวช (Obstetrics-Gynecology)