รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
ในน้ำนมแม่ของมนุษย์มีสัดส่วนของโอลิโกแซคคาไรด์ที่แตกต่างกันกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ชนิดอื่น ซึ่งสัดส่วนของโอลิโกแซคาไรด์ที่แตกต่างกันมีผลต่อการป้องกันการติดเชื้อที่แตกต่างกัน ในน้ำนมของมนุษย์มีโอลิโกแซคคาไรด์ 5-15 กรัมต่อลิตร ขณะที่น้ำนมวัวมีโอลิโกแซคคาไรด์ต่ำ 0.05 กรัมต่อลิตร และมีการศึกษาพบว่า โอลิโกแซคคาไรด์ในน้ำนมมนุษย์ช่วยป้องกันการเจริญเติบโตของเชื้อ Streptococcus group B ได้ นอกจากนี้ยังพบว่าโอลิโกแซคคาไรด์อาจช่วยป้องกันการติดเชื้อของลำไส้ที่เรียกว่า necrotizing enterocolitis โดยการติดเชื้อนี้มักพบในทารกที่คลอดก่อนกำหนด ซึ่งการติดเชื้อของลำไส้ชนิดนี้ พบได้มาก 6-10 เท่าในทารกที่กินผงดัดแปลงสำหรับทารกเมื่อเทียบกับทารกที่กินนมแม่1 อย่างไรก็ตาม นอกจากสัดส่วนของปริมาณโอลิโกแซคคาไรด์ในน้ำนมแม่ที่มีผลต่อสุขภาพทารก แต่ส่วนประกอบของโอลิโกแซคคาไรด์ยังมีความสำคัญด้วย ดังนั้น ขณะที่ยังขาดข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับการเสริมโอลิโกแซคคาไรด์ในนมผงดัดแปลงสำหรับทารกว่ามีผลดีต่อสุขภาพทารกแต่ก็มีการนำไปใช้เป็นประเด็นในโฆษณา มารดาหรือบุคลากรทางการแพทย์จึงควรพิจารณาข้อเท็จจริงเหล่านี้เพื่อใช้เลือกอาหารสำหรับทารกที่เหมาะสม
เอกสารอ้างอิง
Bode L. Human Milk Oligosaccharides at the Interface of Maternal-Infant Health. Breastfeed Med 2018;13:S7-S8.
รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
การกลับไปทำงานเป็นปัญหาและอุปสรรคอย่างหนึ่งที่สำคัญในการคงการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างต่อเนื่อง เพราะการทำมารดาต้องกลับไปทำงานอาจมีความจำเป็นต้องแยกจากทารก ทำให้มารดาต้องมีการวางแผนเพื่อแก้ปัญหาให้สามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ต่อเนื่องได้ในขณะที่ต้องกลับไปทำงาน มารดาที่ลาพักหลังคลอดได้นานกว่าก็จะมีแนวโน้มที่จะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้นานกว่า อย่างไรก็ตาม มีการศึกษาพบว่า ความเชื่อมั่นและความตั้งใจที่จะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่มีความสำคัญต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างต่อเนื่องมากกว่าแม้ว่ามารดาต้องกลับไปทำงาน 1 ดังนั้น การสร้างให้มารดามีความเชื่อมั่นและมีความตั้งใจที่จะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่จึงมีความสำคัญและบุคลากรทางการแพทย์ควรเสริมพลังโดยสร้างความมั่นใจและเป็นพี่เลี้ยงให้แก่มารดาเพื่อส่งเสริมความเชื่อมั่นของมารดาว่าสามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างต่อเนื่องได้แม้ว่าต้องกลับไปทำงาน
เอกสารอ้างอิง
Sulaiman Z, Liamputtong P, Amir LH. Timing of return to work and women’s breastfeeding practices in urban Malaysia: A qualitative study. Health Soc Care Community 2018;26:48-55.
รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
ในการที่จะบรรลุภารกิจในแต่ละอย่างนั้น การตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนเป็นสิ่งสำคัญเช่นเดียวกับในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ บุคลากรทางการแพทย์ควรสอบถามถึงเป้าหมายในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของมารดาตั้งแต่ในระยะฝากครรภ์ ให้ความรู้1 คำปรึกษา วางแผนร่วมกันกับมารดาและครอบครัว และวางแนวทางปฏิบัติที่จะทำให้การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของมารดาประสบความสำเร็จ เมื่อถึงระยะหลังคลอดการติดตาม ช่วยแก้ปัญหาและให้การสนับสนุนเป็นพี่เลี้ยงอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะใน 1-2 สัปดาห์แรกหลังคลอดที่มารดาต้องปรับตัวกับสถานการณ์หรือสิ่งแวดล้อมใหม่ให้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับมารดาซึ่งเป็นกลไกอย่างหนึ่งที่จะเสริมพลังให้มารดาประสบความสำเร็จในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ที่ ดังนั้น การตั้งเป้าหมายในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของมารดาในแต่ละคนถือเป็นกลยุทธอย่างหนึ่งในการผลักดันให้เกิดความสำเร็จในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
เอกสารอ้างอิง
Spatz DL. Helping Mothers Reach Personal Breastfeeding Goals. Nurs Clin North Am 2018;53:253-61.
รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
การที่บุคลากรทางการแพทย์จะสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ควรมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ โดยปัจจัยที่มีผลต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ได้แก่ วิธีการคลอด เศรษฐานะ การกลับไปทำงานของมารดา การให้ความรู้เรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ รูปแบบการดูแลโดยใช้ครอบครัวเป็นศูนย์กลาง ระบบพี่เลี้ยงสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ และการใช้สื่อเทคโนโลยีช่วยสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่( 1) ดังนั้น หากบุคลากรทางการแพทย์ส่งเสริมสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้ช่วยปัจจัยที่ส่งเสริมและให้คำปรึกษาเพื่อแก้ไขปัจจัยที่เป็นอุปสรรค โดยหากสถานพยาบาลมีนโยบายและสนับสนุนบุคลากรให้ปฏิบัติตามแนวทางในการสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ จะช่วยเพิ่มอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้ อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยที่มีผลต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อีกหลายปัจจัย ซึ่งการทำการทบทวนและศึกษาเพื่อให้ได้หลักฐานเชิงประจักษ์ จะช่วยให้เกิดประโยชน์แก่การรณรงค์การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
เอกสารอ้างอิง
1.Sayres S, Visentin L. Breastfeeding: uncovering barriers and offering solutions. Curr Opin Pediatr 2018;30:591-6.
รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
เครื่องมือที่ใช้ประเมินการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ที่ใช้มากในประเทศไทยคือ LATCH score ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการศึกษาพบว่าการประเมิน LATCH score ที่ 24 ชั่วโมงหลังคลอดสามารถทำนายการเลี้ยงลูกที่หกสัปดาห์หลังคลอดได้ แต่เมื่อไม่นานมานี้ ได้มีการศึกษาเพิ่มเติมพบว่า การประเมิน LATCH score ขณะเกิดสามารถทำนายการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ที่หกสัปดาห์ได้โดยค่า LATCH score มากกว่า 6 จะมีความสัมพันธ์กับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ที่หกสัปดาห์หลังคลอดที่สูงกว่า สำหรับความไวในการทำนายร้อยละ 93.5 ความจำเพาะร้อยละ 65.78 1 นอกจากนี้ การประเมิน LATCH score ที่ 48 ชั่วโมงหลังคลอดโดยใช้จุดตัดที่มากกว่าหรือเท่ากับ 8 ยังสามารถทำนายการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ที่หกสัปดาห์หลังคลอดได้โดยมีความไวที่สูงเช่นเดียวกัน ดังนั้นจะเห็นว่า การประเมิน LATCH score ไม่ว่าจะเป็นการประเมินขณะเกิด ที่ 24 ชั่วโมง หรือที่ 48 ชั่วโมงจะเป็นประโยชน์ในการทำนายการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ และอาจช่วยในการวางแผนติดตามดูแลมารดาอย่างใกล้ชิดในมารดาที่มีการประเมิน LATCH score ต่ำที่อาจเสี่ยงต่อการหยุดการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เร็วกว่ากำหนดที่ควรจะเป็น
เอกสารอ้างอิง
Sowjanya S, Venugopalan L. LATCH Score as a Predictor of Exclusive Breastfeeding at 6 Weeks Postpartum: A Prospective Cohort Study. Breastfeed Med 2018;13:444-9.
เรื่องนำทาง
แหล่งความรู้ เกี่ยวกับสูติ-นรีเวช (Obstetrics-Gynecology)