รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
? ? ? ? ? ? ? ? ? ? ?การตั้งครรภ์ในวัยรุ่นพบเป็นปัญหาที่เพิ่มขึ้นทั่วโลกรวมทั้งในประเทศไทย อัตราการตั้งครรภ์ของมารดาในวัยรุ่นในประเทศไทยพบร้อยละ 14.8 1 ? โดยระหว่างการตั้งครรภ์มารดาวัยรุ่นมักมีความเสี่ยงจากการคลอดก่อนกำหนดและทารกน้ำหนักตัวน้อย หลังคลอดการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในมารดากลุ่มนี้ มีความจำเป็น จากที่มีการศึกษาพบว่า อัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในกลุ่มมารดาวัยรุ่นต่ำ2 ส่วนหนึ่งน่าจะเกิดการที่มารดามีภาวะแทรกซ้อนระหว่างการตั้งครรภ์และการคลอด ทำให้มีโอกาสที่ทารกจำเป็นต้องได้รับการดูแลที่หอทารกป่วยวิกฤตสูงกว่า ดังนั้น บุคลากรทางการแพทย์ผู้ให้การดูแลควรมีการเตรียมการ แนะนำ ให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิดในกรณีที่การคลอดอาจมีภาวะแทรกซ้อน ทำให้การเริ่มต้นการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่มีความลำบาก อย่างไรก็ตาม การเตรียมการที่ดีตั้งแต่ในระยะฝากครรภ์ เอาใจใส่ให้คำปรึกษามารดาและครอบครัวเกี่ยวกับประโยชน์และความสำคัญของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ น่าจะช่วยสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในมารดาวัยรุ่นได้
เอกสารอ้างอิง
Puapornpong P, Raungrongmorakot K, Manolerdtewan W, Ketsuwan S, Wongin S. Teenage pregnancy and exclusive breastfeeding rates. J Med Assoc Thai 2014;97:893-8.
Edwards R, Peterson WE, Noel-Weiss J, Shearer Fortier C. Factors Influencing the Breastfeeding Practices of Young Mothers Living in a Maternity Shelter. J Hum Lact 2017:890334416681496.
รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
? ? ? ? ? ? ? ? ขณะที่มารดาเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ควรรับประทานอาหารให้ครบห้าหมู่ และควรต้องรับประทานแร่ธาตุหรือวิตามินที่มารดามักขาดแคลน หากอยู่ในพื้นที่มีความเสี่ยงในการขาด สำหรับแร่ธาตุที่มักพบว่ามีการขาดแคลนในทารกที่กินนมแม่ คือ ธาตุเหล็ก โดยจะพบว่ามีความเสี่ยงในการขาดในช่วง 6 เดือน แต่มีรายงานว่าอาจพบในช่วงทารกอายุ 9 เดือนด้วย 1 การที่วางแผนป้องกันความเสี่ยงในการขาดธาตุเหล็กของทารกตั้งแต่ช่วงระหว่างการคลอด โดยการชะลอการตัดสายสะดือ การับประทานธาตุเหล็กของมารดาระหว่างการให้นมบุตร นอกจากนี้ วิตามินดี ยังเป็นสิ่งที่พบว่ามีการขาดในทารกโดยที่สมาคมกุมารแพทย์ของสหรัฐอเมริกาแนะนำให้เสริมให้แก่ทารกทุกราย สำหรับข้อมูลในประเทศไทย มีการพบว่ามารดามีการขาดวิตามินดีอยู่ในสัดส่วนที่สูงขึ้น ดังนั้น การเสริมวิตามินดีอาจจำเป็นในทารกในประเทศไทยด้วย
เอกสารอ้างอิง
Clark KM, Li M, Zhu B, et al. Breastfeeding, Mixed, or Formula Feeding at 9 Months of Age and the Prevalence of Iron Deficiency and Iron Deficiency Anemia in Two Cohorts of Infants in China. J Pediatr 2017;181:56-61.
รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
? ? ? ? ? ? ? ? มารดาที่เป็นเบาหวานระหว่างการตั้งครรภ์มักมีน้ำนมมาช้าได้มากกว่ามารดาทั่วไป เหตุผลส่วนหนึ่งเกิดจากการที่มารดามีโอกาสจะผ่าตัดสูงกว่า เจ็บแผลมากกว่า มักไม่ค่อยอยากขยับตัวและเริ่มให้นมลูกช้า นอกจากนี้ ยังมีเหตุผลจากการ insulin growth factor ที่อาจจะรบกวนการมาของน้ำนมได้ มีการศึกษาถึงอั ตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ที่มารดาที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่เป็นหลักในมารดาที่เป็นเบาหวานระหว่างการตั้งครรภ์ต่ำกว่ามารดาทั่วไป 1 ดังนั้น การส่งเสริมให้มารดาที่เป็นเบาหวานระหว่างการตั้งครรภ์เริ่มให้นมแม่เร็วภายในหนึ่งชั่วโมงแรกหลังคลอด ร่วมกับการให้นมลูกบ่อย ๆ ทุก 2-3 ชั่วโมง น่าจะช่วยให้อัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ที่ต่ำนั้นดีขึ้น
เอกสารอ้างอิง
Chamberlain CR, Wilson AN, Amir LH, et al. Low rates of predominant breastfeeding in hospital after gestational diabetes, particularly among Indigenous women in Australia. Aust N Z J Public Health 2017.
??????????????? รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
? ? ? ? ? ? ? ?ระหว่างที่มารดาให้นมลูกจะไม่มีประจำเดือนซึ่งนำไปสู่ความวิตกกังวลในเรื่องกระดูกบางหรือกระดูกพรุนในสตรีที่ให้นมบุตรได้ อย่างไรก็ตาม มีการรวบรวมวิเคราะห์การศึกษาวิจัยที่มีคุณภาพดีเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่และภาวะกระดูกพรุน พบว่า การให้ลูกกินนมแม่นั้นไม่เพียงไม่มีความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกพรุน แต่ยังอาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกพรุนด้วย 1 สิ่งนี้น่าจะลดความวิตกกังวลในมารดาที่มีความกลัวในเรื่องกระดูกบางหรือกระดูกพรุนลงได้
เอกสารอ้างอิง
Duan X, Wang J, Jiang X. A meta-analysis of breastfeeding and osteoporotic fracture risk in the females. Osteoporos Int 2017;28:495-503.
รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
? ? ? ? ? ? ? การให้ลูกกินนมแม่นั้น มีการศึกษามาตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งแนวโน้มของผลการศึกษาชี้ว่า นมแม่ช่วยลดมะเร็งเต้านมได้ จึงมีการทบทวนศึกษาโดยการรวบรวมการศึกษาวิจัยใหม่ ๆ ตั้งแต่ในปี 2551-2557 กว่า 1000 งานวิจัยมีวิเคราะห์ พบว่า การที่มารดาเคยให้ลูกกินนมแม่ช่วยลดการเกิดมะเร็งเต้านมได้ถึงราวร้อยละ 40 และในกรณีที่มารดาให้นมลูกได้นานจะลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งเต้านมได้ประมาณครึ่งหนึ่งหรือร้อยละ 50 สำหรับกลไกในการลดการเกิดมะเร็งมีการอธิบายว่า
กลไกแรกเกิดจากการที่ขณะมารดาเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ไม่มีการตกไข่ ทำให้ลดความโอกาสหรือระยะเวลาในการได้รับฮอร์โมนเพศของสตรีลง
กลไกที่สองเกิดจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของเต้านมที่พัฒนาไปสู่ระยะที่สมบูรณ์ในขณะที่ให้นมแม่
กลไกที่สามเกิดจากการลดการได้รับสารพิษจำพวก organochlorine ในระหว่างที่มารดาให้นมแม่
กลไกที่สี่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงในการแสดงออกของ growth factor เบต้าที่มีผลในการต่อต้านเซลล์มะเร็ง
? ? ? ? ? ?ดังนั้น จากการทบทวนวิเคราะห์งานวิจัยที่ทันสมัยยืนยันว่า การให้นมลูกช่วยลดมะเร็งเต้านมได้ 1
เอกสารอ้างอิง
Zhou Y, Chen J, Li Q, Huang W, Lan H, Jiang H. Association between breastfeeding and breast cancer risk: evidence from a meta-analysis. Breastfeed Med 2015;10:175-82.
เรื่องนำทาง
แหล่งความรู้ เกี่ยวกับสูติ-นรีเวช (Obstetrics-Gynecology)