คลังเก็บหมวดหมู่: การตั้งครรภ์และการคลอด ความเสี่ยงสูงที่ต้องใส่ใจ

การตั้งครรภ์และการคลอด ความเสี่ยงสูงที่ต้องใส่ใจ

การใช้ยาคลายเครียดหรือยานอนหลับในระหว่างการให้นมบุตร

IMG_3367

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

? ? ? ? ? ? ? ? ?ยาคลายเครียดหรือยาในกลุ่มที่ช่วยให้นอนหลับมีการใช้เพิ่มขึ้นในปัจจุบัน ยาในกลุ่มนี้จะผ่านไปสู่ทารกในครรภ์และทารกที่กินนมแม่ได้ โดยในระหว่างตั้งครรภ์ ยาจะมีผลทำให้ทารกหลับ การดิ้นของทารกจะน้อยลง ซึ่งอาจส่งผลต่อการตรวจติดตามสุขภาพของทารกในครรภ์ได้ ในขณะที่การใช้ยาในมารดาที่ให้นมบุตร หากมีความจำเป็นต้องใช้ยาในกลุ่มนี้ แนะนำให้เลือกใช้ยาที่มีค่าครึ่งชีวิตของยาสั้น ยาจะออกฤทธิ์เร็วและหมดฤทธิ์ได้เร็ว ควรใช้ยา oxazepam? และยา lorazepam มากกว่ายาที่มีค่าครึ่งชีวิตของยาที่ยาว คือ diazepam ยา chlordiazepoxide และยา clonazepam1 และควรให้นมบุตรก่อนการรับประทานยา จากนั้นการให้นมครั้งต่อไปจะห่างจากช่วงที่กินยาราว 2-3 ชั่วโมง ซึ่งจะทำให้ปริมาณยาที่พบในน้ำนมน้อยลงและทารกได้รับยาน้อยลงด้วย ทำให้ลดอาการง่วงซึมของทารกที่อาจทำให้ทารกกินนมน้อยลงได้ อย่างไรก็ตาม หากมารดาสามารถหลีกเลี่ยงการใช้ยาได้ ก็จะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด โดยอาจใช้การบำบัดทางจิตวิทยา พฤติกรรมบำบัด การฝึกทำจิตใจ ทำสมาธิ หรือการออกกำลังกาย ซึ่งเป็นรูปแบบของการรักษาด้วยการแพทย์ทางเลือกก็เป็นทางออกหนึ่งในการดูแลรักษาภาวะเครียดหรือวิตกกังวลในระหว่างการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรได้

เอกสารอ้างอิง

  1. Anderson PO. The Pregnancy-Breastfeeding Interface. Breastfeed Med 2017;12:2-4.

 

การใช้ยาต้านซึมเศร้าในระหว่างการตั้งครรภ์และให้นมบุตร

IMG_3004

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

? ? ? ? ? ? ? ? ในปัจจุบัน สภาพเศรษฐกิจและสังคมทำให้เกิดการแข่งขันร่วมกับคนที่เกิดใน generation Y มักชอบความสบาย ขาดความอดทน สภาวะต่าง ๆ ทางสังคมจึงอาจส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจและอารมณ์ได้ง่ายขึ้น ทำให้พบผู้ป่วยที่มีความเครียดหรือภาวะซึมเศร้าสูงขึ้น รวมทั้งในมารดาที่ตั้งครรภ์และให้นมบุตร การรับประทานต้านอาการซึมเศร้าโดยทั่วไปมักนิยมใช้ยากลุ่ม SSRI (Selective Serotonin Reuptake Inhibitors) ซึ่งยาที่นิยมใช้บ่อย ๆ ได้แก่ ยา Fluoxetine หรือชื่อการค้าคือ Prozac ยานี้มีค่าครึ่งชีวิตของยาและสารออกฤทธิ์หลังการรับประทานยา (active metabolite) นาน 5-9 วันในผู้ใหญ่1 โดยหากคำนวณจากหลักของการกำจัดยาออกจากร่างกาย โดยทั่วไปจะต้องใช้เวลาราว 5 เท่าของเวลาครึ่งชีวิตของยา ดังนั้นต้องใช้เวลาเป็นเดือนในการกำจัดยาจนหมดจากร่างกาย สำหรับในทารกแรกเกิด หากได้รับยาขณะตั้งครรภ์ ทารกต้องใช้เวลานานมากกว่าหนึ่งเดือนในการกำจัดยา ด้วยหลักนี้ การเลือกใช้ยาต้านซึมเศร้า หากมารดาสามารถเตรียมความพร้อมได้ก่อนการตั้งครรภ์ ควบคุมอาการซึมเศร้าได้ดี ปรับขนาดยาให้น้อยที่สุด และเลือกใช้ยาตัวทที่มีค่ายาครึ่งชีวิตสั้น จะลดการเกิดอาการข้างเคียงในทารกได้ แต่หากจำเป็นต้องรับประทานยา Fluoxetine ที่มีค่าครึ่งชีวิตของยายาว การเปลี่ยนยาในระหว่างการตั้งครรภ์ อาจเพิ่มความเสี่ยงของทารกจากการที่ได้รับยาที่ยังคงอยู่ในทารกได้นานและเสี่ยงจากการได้รับยาเพิ่มขึ้นหลายตัวอีกด้วย จึงควรชั่งน้ำหนักระหว่างข้อดีข้อเสียของการใช้ยาที่ควรมีการเตรียมความพร้อม หากสตรีมีความจำเป็นรับประทานยาเป็นประจำและเตรียมตัวสำหรับการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

เอกสารอ้างอิง

  1. Anderson PO. The Pregnancy-Breastfeeding Interface. Breastfeed Med 2017;12:2-4.

 

การใช้ยา monoclonal antibody ในระหว่างการตั้งครรภ์และให้นมบุตร

IMG_5808

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

? ? ? ? ? ? ? Monoclonal antibody ปัจจุบันเป็นยากลุ่มหนึ่งที่ใช้ในการรักษาโรคเรื้อรังหลายโรค ได้แก่ โรคปวดข้อจากรูมาตอยด์ และโรค irritable bowel syndrome ซึ่ง monoclonal antibody เป็นยาที่สร้างในลักษณะของเสมือนสารที่เป็นภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยจะคล้ายกับ Ig G มีการศึกษาการใช้ monoclonal antibody ในระหว่างการตั้งครรภ์ พบว่า monoclonal antibody สามารถผ่านรกไปยังทารกในระหว่างการตั้งครรภ์เริ่มในไตรมาสที่สองและเพิ่มขึ้นในไตรมาสที่สาม หากมีการคลอดของทารกก่อนกำหนด ยา monoclonal antibody จะอยู่ในทารกเป็นเวลานาน เนื่องจากร่างกายทารกจะกำจัดยาได้น้อย1 ดังนั้น จึงมีความเสี่ยงในการเกิดอันตราย ส่วนใหญ่จึงแนะนำให้เลี่ยงการใช้ยากลุ่มนี้หรือหยุดใช้ในช่วงไตรมาสที่สองต่อไตรมาสที่สาม ซึ่งมีรายงานว่าแม้จะหยุดยากลุ่มนี้ในช่วงเวลาดังกล่าวก็ไม่ได้มีผลเพิ่มการกำเริบของโรคที่เป็นอยู่

? ? ? ? ? ? สำหรับการใช้ยากลุ่มนี้ในระหว่างให้นมบุตรค่อนข้างปลอดภัย เนื่องจากยาผ่านน้ำนมน้อย และการผ่านน้ำนมจะเข้าสู่ทางเดินอาหารที่ไม่ได้เป็นบริเวณที่ยาจะออกฤทธิ์ ดังนั้นจึงแนะนำว่าสามารถใช้ยา monoclonal antibody ในช่วงให้นมบุตรได้ โดยยังไม่พบว่ามีรายงานการเกิดผลเสียใด ๆ ในระหว่างการใช้ยา

เอกสารอ้างอิง

  1. Anderson PO. The Pregnancy-Breastfeeding Interface. Breastfeed Med 2017;12:2-4.

Case study 54

img_2187

Case study 54