คลังเก็บหมวดหมู่: การดูแลสุขภาพหลังคลอด

การดูแลสุขภาพหลังคลอด

การให้ลูกกระตุ้นดูดนมแม่บ่อย ๆ มีประโยชน์

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

               ความถี่ของการให้ลูกกระตุ้นดูดนมมีความสำคัญ โดยการให้นมบ่อยมากกว่า 8 ครั้งต่อวันจะทำให้ระดับโพรแลกตินที่เป็นฮอร์โมนที่สำคัญในการสร้างน้ำนมคงมีระดับที่สูงและเป็นผลดีต่อการสร้างน้ำนม1  มารดาที่ให้ลูกกระตุ้นดูดนมบ่อยจะสัมพันธ์กับการมีการถ่ายขี้เทาที่เร็วขึ้น และพบว่าระยะเวลาจากการสังเกตเห็นการดูดนมจากเต้านมข้างหนึ่งและน้ำนมจะไหลจากเต้านมอีกข้างหนึ่ง (let down reflex) จะสั้นลง นอกจากนี้ การให้ลูกกระตุ้นดูดนมบ่อยจะช่วยป้องกันภาวะตัวเหลือง2 โดยพบความสัมพันธ์ระหว่างการให้ลูกดูดนมบ่อยแปรผกผันกับภาวะตัวเหลืองของทารกแรกเกิดในระยะแรกหลังคลอดและปัญหาของเต้านม3 โดยเมื่อทารกอายุมากขึ้น ความห่างของการกินนมจะเพิ่มขึ้น4 สำหรับมารดาที่ให้นมห่างมากกว่า 3 ชั่วโมงก่อนการกลับจากโรงพยาบาลสัมพันธ์กับการหยุดเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในเดือนที่ 2 หลังคลอด5

เอกสารอ้างอิง

  1. Chaves RG, Lamounier JA, Cesar CC. Factors associated with duration of breastfeeding. J Pediatr (Rio J) 2007;83:241-6.
  2. Ketsuwan S, Baiya N, Maelhacharoenporn K, Puapornpong P. The Association of Breastfeeding Practices with Neonatal Jaundice. J Med Assoc Thai 2017;100:255-61.
  3. Okechukwu AA, Okolo AA. Exclusive breastfeeding frequency during the first seven days of life in term neonates. Niger Postgrad Med J 2006;13:309-12.
  4. Saki A, Eshraghian MR, Tabesh H. Patterns of daily duration and frequency of breastfeeding among exclusively breastfed infants in Shiraz, Iran, a 6-month follow-up study using Bayesian generalized linear mixed models. Glob J Health Sci 2013;5:123-33.
  5. Plewma P. Prevalence and factors influencing exclusive breast-feeding in Rajavithi Hospital. J Med Assoc Thai 2013;96 Suppl 3:S94-9.

 

 

 

 

การเข้าเต้าสามารถทำนายผลการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

          การเข้าเต้า (latch on) เป็นกระบวนการที่จัดการให้ปากทารกเข้าประกบกับเต้านม มีการคาบหัวนมและอมลานนม การเข้าเต้าที่ดีจะส่งผลต่อการดูดและกลืนน้ำนมอย่างเป็นจังหวะได้เหมาะสม ทำให้ทารกดูดนมได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีการศึกษาพบว่าในมารดาที่คลอดบุตรคนแรกขาดประสบการณ์ในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่มีการเข้าเต้าที่ไม่เหมาะสมถึงร้อยละ 30 ดังนั้น จึงมีการใช้การเข้าเต้าเป็นส่วนหนึ่งของเกณฑ์ต่าง ๆ ในการประเมินการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่และใช้บอกความสำเร็จในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่1 มีการศึกษาการประเมินการเข้าเต้าโดยใช้คะแนนการเข้าเต้า (LATCH score) พบว่านอกจากจะช่วยในการทำนายมารดาที่มีความเสี่ยงในการหยุดการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวตั้งแต่ในระยะแรก ซึ่งจะช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์ได้วางแผนการติดตามเอาใจใส่มารดากลุ่มนี้อย่างใกล้ชิดแล้ว ยังอาจช่วยทำนายระยะเวลาการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้2

เอกสารอ้างอิง

  1. Hill PD, Johnson TS. Assessment of breastfeeding and infant growth. J Midwifery Womens Health 2007;52:571-8.
  2. Tornese G, Ronfani L, Pavan C, Demarini S, Monasta L, Davanzo R. Does the LATCH score assessed in the first 24 hours after delivery predict non-exclusive breastfeeding at hospital discharge? Breastfeed Med 2012;7:423-30.

 

 

การเริ่มการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ตั้งแต่ในระยะแรกช่วยความสำเร็จของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

                     นอกจากการโอบกอดทารกเนื้อแนบเนื้อที่จะช่วยเรื่องความสำเร็จในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่แล้ว การเริ่มให้นมลูกตั้งแต่ในระยะแรกหลังคลอดโดยเฉพาะภายในหนึ่งชั่วโมงแรกยังช่วยความสำเร็จในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ด้วย เนื่องจากการเริ่มให้นมลูกตั้งแต่ในระยะแรกหลังคลอดจะช่วยกระตุ้นฮอร์โมนโพรแลกตินที่มีผลต่อการสร้างน้ำนมได้ดี กระตุ้นออกซิโตซินที่จะช่วยในการหลั่งของน้ำนม และการหดรัดตัวของมดลูกซึ่งลดการเสียเลือดหลังคลอด ซึ่งหากมีการเริ่มให้นมลูกช้า โดยเฉพาะให้ช้ากว่า 6 ชั่วโมงแรกหลังคลอดจะมีผลลบต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่1,2 ดังนั้น กระบวนการเหล่านี้จึงควรให้การสนับสนุนไปพร้อม ๆ กัน เพื่อเพิ่มความสำเร็จในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

เอกสารอ้างอิง
1. Wu X, Gao X, Sha T, et al. Modifiable Individual Factors Associated with Breastfeeding: A Cohort Study in China. Int J Environ Res Public Health 2019;16.
2. Chaves RG, Lamounier JA, Cesar CC. Factors associated with duration of breastfeeding. J Pediatr (Rio J) 2007;83:241-6.

 

การโอบกอดทารกเนื้อแนบเนื้อช่วยสายสัมพันธ์ระหว่างมารดาและทารก

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

             เป็นที่ทราบกันดีว่าการโอบกอดทารกเนื้อแนบเนื้อในระยะแรกหลังคลอด (skin-to-skin contact) จะช่วยให้ทารกเริ่มการกินนมแม่ในระยะแรก  ซึ่งหากมารดาเริ่มต้นการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้ดีก็จะมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ นอกจากนี้  การโอบกอดทารกเนื้อแนบเนื้อยังช่วยให้สายสัมพันธ์ของมารดาและทารกดีขึ้น1,2 มีผลดีต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ที่ 1-4 เดือนหลังคลอดอย่างมีนัยสำคัญ และเพิ่มโอกาสในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวหกเดือนสูงขึ้นด้วย3

เอกสารอ้างอิง

  1. Srivastava S, Gupta A, Bhatnagar A, Dutta S. Effect of very early skin to skin contact on success at breastfeeding and preventing early hypothermia in neonates. Indian J Public Health 2014;58:22-6.
  2. Mahmood I, Jamal M, Khan N. Effect of mother-infant early skin-to-skin contact on breastfeeding status: a randomized controlled trial. J Coll Physicians Surg Pak 2011;21:601-5.
  3. Chiou ST, Chen LC, Yeh H, Wu SR, Chien LY. Early skin-to-skin contact, rooming-in, and breastfeeding: a comparison of the 2004 and 2011 National Surveys in Taiwan. Birth 2014;41:33-8.

การเจ็บหัวนมและเต้านมทำให้มารดาหยุดเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ก่อนเวลาอันควร

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

                   การเจ็บหัวนมจะพบได้ในมารดาที่เริ่มให้นมลูกใหม่ ๆ แต่อาการจะดีขึ้นและหายไปได้เองภายใน 1 สัปดาห์ หากมีอาการเกิน 1 สัปดาห์ ควรตรวจหาความผิดปกติที่เป็นสาเหตุของอาการเจ็บหัวนม มีการศึกษาพบว่า การไม่มีอาการเจ็บหัวนมจะสัมพันธ์กับความสำเร็จในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว1 ขณะที่การเจ็บหัวนมจะมีผลต่อการสร้างน้ำนมที่ลดลง2     มารดาที่มีอาการเจ็บเต้านมจะสัมพันธ์กับการหยุดเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในระยะแรก3-5 และมีความสัมพันธ์กับการเริ่มการใช้นมผงดัดแปลงสำหรับทารกหรือขวดนมมากขึ้น6 แต่สิ่งนี้ไม่ได้ส่งผลต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในระยะยาว7,8 สาเหตุของการเจ็บหัวนมมักเกิดจากการเข้าเต้าที่ไม่เหมาะสม การจัดที่ให้นมลูกที่ไม่ถูกต้อง ทารกมีภาวะลิ้นติด และความผิดปกติในการดูดนมของทารก9 ซึ่งการให้ความรู้ สอนให้มารดาปฏิบัติ และการสังเกตมารดาขณะให้นมลูกจะช่วยบอกถึงสาเหตุ ลดความกลัวและความวิตกกังวลเกี่ยวกับการเจ็บหัวนมและเต้านมได้10 นอกจากนี้ การที่มารดามีหัวนมแตกและเต้านมอักเสบยังเป็นผลเสียต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ด้วย11

เอกสารอ้างอิง

  1. Hegazi MA, Allebdi M, Almohammadi M, Alnafie A, Al-Hazmi L, Alyoubi S. Factors associated with exclusive breastfeeding in relation to knowledge, attitude and practice of breastfeeding mothers in Rabigh community, Western Saudi Arabia. World J Pediatr 2019.
  2. McClellan HL, Hepworth AR, Kent JC, et al. Breastfeeding frequency, milk volume, and duration in mother-infant dyads with persistent nipple pain. Breastfeed Med 2012;7:275-81.
  3. Kvist LJ, Larsson BW, Hall-Lord ML. A grounded theory study of Swedish women’s experiences of inflammatory symptoms of the breast during breast feeding. Midwifery 2006;22:137-46.
  4. Walker M. Conquering common breast-feeding problems. J Perinat Neonatal Nurs 2008;22:267-74.
  5. McClellan HL, Hepworth AR, Garbin CP, et al. Nipple pain during breastfeeding with or without visible trauma. J Hum Lact 2012;28:511-21.
  6. Indraccolo U, Bracalente M, Di Iorio R, Indraccolo SR. Pain and breastfeeding: a prospective observational study. Clin Exp Obstet Gynecol 2012;39:454-7.
  7. Hector D, King L, Webb K, Heywood P. Factors affecting breastfeeding practices: applying a conceptual framework. N S W Public Health Bull 2005;16:52-5.
  8. DiGirolamo A, Thompson N, Martorell R, Fein S, Grummer-Strawn L. Intention or experience? Predictors of continued breastfeeding. Health Educ Behav 2005;32:208-26.
  9. Tait P. Nipple pain in breastfeeding women: causes, treatment, and prevention strategies. J Midwifery Womens Health 2000;45:212-5.
  10. Thorley V. Latch and the fear response: overcoming an obstacle to successful breastfeeding. Breastfeed Rev 2005;13:9-11.
  11. Colombo L, Crippa BL, Consonni D, et al. Breastfeeding Determinants in Healthy Term Newborns. Nutrients 2018;10.