รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
มีคำถามและมีความน่าสนใจว่า เกลือแร่และน้ำตาลในกระแสเลือดของมารดาหลังคลอดที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวเป็นอย่างไร มีค่าเหมือนกับสตรีปกติทั่วไปหรือไม่ คำตอบนี้ได้จากการศึกษาเมื่อเร็ว ๆ นี้ พบว่า มารดาหลังคลอดที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวจะมีค่าของเกลือแร่ โซเดียมสูงเพิ่มขึ้นจนสูงสุดที่สองวันหลังคลอด (142.3 +/- 2.8 mEq/L) และค่อย ๆ ลดลงกลับสู่ระดับปกติที่หกวันหลังคลอด ขณะที่ระดับน้ำตาลจะลดลงจนลดสูงสุดที่สองวันหลังคลอด (62.4 +/- 12.2 mg/dL) และค่อย ๆ เพิ่มจนเข้าสู่ค่าปกติที่หกวันหลังคลอด 1 ซึ่งค่าเหล่านี้จะสอดคล้องกับน้ำหนักที่ลดลงเปลี่ยนแปลงของมารดาหลังคลอด คำอธิบายอาจจะเกิดจากกระบวนการการปรับตัวเพื่อเริ่มผลิตน้ำนม ที่ต้องการน้ำ ทำให้ระดับโซเดียมในกระแสเลือดสูงขึ้น และต้องการน้ำตาลเพื่อเป็นสารอาหารหลักในน้ำนม ดังนั้น การพิจารณาความผิดปกติของเกลือแร่และน้ำตาลในกระแสเลือดอาจต้องระบุช่วงเวลาและลักษณะการให้นมของมารดาประกอบการตัดสินใจด้วย
เอกสารอ้างอิง
Futatani T, Ina S, Shimao A, et al. Exclusive breastfeeding and postnatal changes in blood sodium, ketone, and glucose levels. Pediatr Int 2019.
รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
หลังคลอด หากมารดาให้นมลูกอย่างเดียวจะมีฮอร์โมนโปรแลคตินสูง ซึ่งจะยับยั้งการตกไข่ ทำให้ระดับของฮอร์โมนเอสโทรเจนและโปรเจสเตอโรนต่ำ ซึ่งมีผลทำให้ความต้องการทางเพศลดลง ช่องคลอดแห้งขาดน้ำหล่อลื่น อาจมีอาการเจ็บหรือแสบขณะมีเพศสัมพันธ์ได้ ซึ่งจากกลไกนี้ ถ้ามารดาให้ลูกกินนมอย่างเดียวสม่ำเสมอและต่อเนื่องร่วมกับมารดาไม่มีประจำเดือนมา จะถือว่าการให้นมแม่หลังคลอดเป็นวิธีการคุมกำเนิดวิธีหนึ่งที่ได้รับการยอมรับกันโดยทั่วไป อย่างไรก็ตาม เมื่อมารดาหยุดการให้นม ประจำเดือนเริ่มมาเป็นปกติ การทำงานของฮอร์โมนก็จะกลับมาทำงานเป็นปกติ ความรู้สึกทางเพศก็จะกลับมาเป็นปกติด้วย มีการศึกษาถึงปัจจัยที่มีผลต่อการมีเพศสัมพันธ์ของมารดาที่ให้นมบุตรในช่วงหกเดือนแรกพบว่า มารดามีเพศสัมพันธ์ลดลง โดยที่ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการมีเพศสัมพันธ์ ได้แก่ การให้ความสำคัญกับเรื่องทางเพศของคู่สามีภรรยา การสื่อสาร คุณภาพชีวิต การได้รับคำปรึกษาเรื่องเพศสัมพันธ์ และรายได้ 1 ซึ่งบุคลากรทางการแพทย์ควรทำการสอบถามในเรื่องเหล่านี้ในระยะหลังคลอดด้วย เพราะในคนไทย การสื่อสารในเรื่องเหล่านี้มีจำกัด หากเราละเลยก็อาจจะทำให้เกิดปัญหาหรือความขัดแย้งจากความไม่เข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงที่เป็นผลมาจากการคลอดและการให้นมบุตรได้
เอกสารอ้างอิง
Fuentealba-Torres M, Cartagena-Ramos D, Lara LAS, et al. Determinants of Female Sexual Function in Breastfeeding Women. J Sex Marital Ther 2019:1-12.
รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
การสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่นั้น มีกลวิธีและกระบวนการที่หลากหลายในการดำเนินงาน มีการศึกษาถึงการจูงใจให้มารดาเลี้ยงลูกด้วยนมแม่หลังคลอดโดยการพูดคุย ให้ความรู้และให้คำปรึกษา (brief motivational intervention) ร่วมกับการโทรศัพท์ติดตามมารดาที่ 1 เดือนและ 3 เดือนพบว่า การจูงใจให้มารดาเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ตามวิธีนี้สามารถช่วยสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ให้ดีขึ้นได้ 1 ซึ่งผลที่ได้จากการศึกษานี้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนารูปแบบการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ต่อไปในอนาคต อย่างไรก็ตาม ในการพัฒนารูปแบบการสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ยังมีความจำเพาะในประชากรแต่ละกลุ่ม ซึ่งในการพัฒนาควรมีการคำนึงถึงสิ่งนี้ด้วย
เอกสารอ้างอิง
Franco-Antonio C, Calderon-Garcia JF, Vilar-Lopez R, Portillo-Santamaria M, Navas-Perez JF, Cordovilla-Guardia S. A randomized controlled trial to evaluate the effectiveness of a brief motivational intervention to improve exclusive breastfeeding rates: Study protocol. J Adv Nurs 2019;75:888-97.
รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
เป็นที่ทราบกันดีว่า ทารกที่คลอดก่อนกำหนดจะมีความเสี่ยงที่จะมีการหยุดการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวก่อนเวลาอันควรหรือมีโอกาสที่ทารกจะไม่ได้กินนมแม่สูง การดูแลและติดตามให้การสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างต่อเนื่องจะช่วยเพิ่มอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่รวมทั้งระยะเวลาของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ด้วย แต่ในปัจจุบันยังคงมีการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญในการให้คำปรึกษา ติดตาม ดูแลและช่วยให้ทารกได้มีโอกาสกินนมแม่มากขึ้น โดยมีการศึกษาพบว่า หากมีความขาดแคลนบุคลากรผู้ที่จะให้คำปรึกษาในเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในทารกที่คลอดก่อนกำหนด ผลของการสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่จะขึ้นอยู่กับความรู้ ทัศนคติและการปฏิบัติของบุคลากรที่เป็นผู้ให้คำปรึกษา 1 ซึ่งผลอาจจะช่วยในกรณีที่มีการให้คำปรึกษาได้อย่างเหมาะสมหรือไม่ช่วยในการสนับสนุนให้ทารกได้กินนมแม่หากการให้คำปรึกษานั้นขาดความรู้ที่ทันสมัย ดังนั้น การสนับสนุนให้บุคลากรมีความรู้ที่จะให้คำปรึกษาในเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเหมาะสม การมีสถานที่ที่ฝึกอบรมมาตรฐานการดูแลการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่จึงมีความจำเป็น ซึ่งในปัจจุบันมีหน่วยงานที่เปิดอบรมพยาบาลเฉพาะทางด้านการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ 3 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลศิริราช สถาบันสุพภาพเด็กมหาราชินี และคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินวิโรฒ จำนวนที่อบรมบุคลากรได้รายปียังไม่เพียงพอที่จะรองรับจำนวนผู้รับบริการที่ต้องการการให้คำปรึกษา การสนับสนุนเชิงนโยบายต่อการเปิดสถานที่ฝึกอบรมของภาครัฐและองค์กรวิชาชีพของแพทย์และพยาบาลน่าจะเป็นแนวทางที่จะช่วยให้การสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ดีขึ้นได้
เอกสารอ้างอิง
Ericson J, Palmer L. Mothers of preterm infants’ experiences of breastfeeding support in the first 12 months after birth: A qualitative study. Birth 2019;46:129-36.
รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
ปัจจุบันประชากรในกลุ่มประเทศอาเซียนมีการเคลื่อนย้ายแรงงานเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น โดยเฉพาะแรงงานจากประเทศเมียนมา การที่ประชากรในกลุ่มประเทศอาเซียนย้ายถิ่นที่อยู่อพยพมาอยู่ในประเทศไทยมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงการดำรงชีวิตประจำวัน อาหารการกิน การดูแลสุขภาพ รวมทั้งผลต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ มีการศึกษาในกลุ่มมารดาจีนที่อพยพไปอยู่แคนาดาเพื่อศึกษาความชุกของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวและปัจจัยที่มีอิทธิพลที่จะทำนายการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวพบว่า ความชุกของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวในมารดากลุ่มนี้ต่ำ โดยปัจจัยที่มีผลต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวคือ การอพยพย้ายถิ่นที่อยู่และการได้รับนมผงดัดแปลงสำหรับทารกหลังคลอดขณะพักฟื้นอยู่ที่โรงพยาบาล 1 การอพยพย้ายถิ่นที่อยู่นั้นน่าจะทำให้มารดาต้องมีการปรับตัวและต้องดิ้นรนต่อสภาวะเศรษฐกิจที่แข่งขันสูง มารดาอาจต้องทำงาน ซึ่งการหากมารดาต้องกลับไปทำงานเร็วจะมีผลทำให้อัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวลดลง นอกจากนี้ยังมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องคือ ความเชื่อและวัฒนธรรมดั้งเดิม ซึ่งการปรับเปลี่ยนเพื่อช่วยเหลือการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่จากปัจจัยนี้อาจทำได้ลำบาก แต่สำหรับการให้นมผงดัดแปลงสำหรับทารก หากมารดาคลอดในโรงพยาบาลที่มีนโยบายและแนวทางการดำเนินงานของโรงพยาบาลสายสัมพันธ์แม่ลูก โอกาสที่จะได้รับนมผงดัดแปลงสำหรับทารกจะน้อย ซึ่งจะเพิ่มโอกาสที่มารดาจะให้ลูกได้กินนมแม่อย่างเดียวเพิ่มขึ้น
เอกสารอ้างอิง
Dennis CL, Brown HK, Chung-Lee L, et al. Prevalence and predictors of exclusive breastfeeding among immigrant and Canadian-born Chinese women. Matern Child Nutr 2019;15:e12687.
เรื่องนำทาง
แหล่งความรู้ เกี่ยวกับสูติ-นรีเวช (Obstetrics-Gynecology)