คลังเก็บหมวดหมู่: วิตามิน อี : ยาเสริมสุขภาพ?

วิตามิน อี : ยาเสริมสุขภาพ?

วิตามิน อี : ยาเสริมสุขภาพ?

          ปัจจุบันมีการใช้วิตามินและแร่ธาตุต่าง ๆ เสริมลงไปในอาหารเพื่อสุขภาพ ความจำเป็นสำหรับการเสริมและข้อบ่งชี้ในการเสริมนั้น มักไม่มีข้อมูลการศึกษาที่ชัดเจน แต่ก็มีขายในท้องตลาดอย่างกว้างขวาง  ดังนั้นแพทย์และบุคลากรทางสาธารณสุขจึงควรมีความรู้เกี่ยวกับยาในอาหารเสริมสุขภาพแต่ละชนิดเพื่อสามารถให้ความรู้และชี้แนะแก่ผู้บริโภคและประชาชนทั่วไปได้

 

วิตามินอี คืออะไร และสำคัญอย่างไร?

         วิตามินอี เป็นวิตามินชนิดหนึ่งที่ละลายในไขมัน มีสูตรทั่วไป คือ C29H50O2  ประวัติความเป็นมาของวิตามินอีนั้น เริ่มใน ค.ศ. 1920 มีการสังเกตว่าหนูที่กินนมวัวอย่างเดียวไม่สามารถสืบพันธุ์ได้ตามปกติ จากนั้น 2-3 ปีต่อมาได้มีการทดลองหาความสัมพันธ์ระหว่างอาหารและการสืบพันธุ์ พบว่า น้ำมันพืชโดยเฉพาะที่สกัดจากจมูกข้าวสาลี(wheat germ oil) มีสารประกอบที่ช่วยให้สัตว์สืบพันธุ์ได้เป็นปกติ ดังนั้นจึงมีการสกัดสารนี้จากน้ำมันดังกล่าวโดยประสบความสำเร็จในปี ค.ศ. 1936 และให้ชื่อว่า “วิตามินอี หรือ Tocopherol”(แปลว่า เกี่ยวข้องกับการให้กำเนิดบุตร)1

         วิตามิน อี เป็นน้ำมันข้นสีเหลือง มีโครงสร้างถึง 8 รูปแบบ สำหรับรูปแบบที่ออกฤทธิ์ได้ดี ได้แก่ แอลฟา-โทโคเฟอรอล(alpha-Tocopherol) หน้าที่ของวิตามินอีเป็นสารต้านฤทธิ์ปฏิกิริยาออกซิเดชั่นที่มีประสิทธิภาพสูง ปฏิกิริยาออกซิเดชั่นนี้จะทำให้เกิดอนุมูลอิสระที่เป็นอันตรายต่อเซลล์และเนื้อเยื่อ อันส่งผลทำให้เกิดการเสื่อมสภาพ และโรคเรื้อรังต่าง ๆ เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด มะเร็ง เป็นต้น2

         ได้มีการนำวิตามินอี มาใช้เพื่อการป้องกันและรักษาโรคต่าง ๆ ได้แก่ การชะลอความแก่ การรักษาผมร่วง การอักเสบของถุงน้ำในข้อ แผลในกระเพาะอาหาร โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง การแท้ง การเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ การมีบุตรยาก ใช้ลดการเจ็บครรภ์คลอด ใช้เป็นยาเสริมสุขภาพสตรีวัยทองและอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น รักษาหิมะกัด ผึ้งต่อย   โดยอ้างอิงกลไกปฏิกิริยาของวิตามินอี และความเชื่อต่าง ๆ 3

          ก่อนที่จะไปดูผลการศึกษาในรายงานต่างๆ ต้องเข้าใจเกี่ยวกับหลักการรับประทานหรือเสริมสารอาหาร แร่ธาตุ และวิตามินก่อน คือ ปกติแล้วในร่างกายมนุษย์จะต้องได้รับสารอาหาร แร่ธาตุ และวิตามินโดยมีความสมดุล  ปริมาณของสารอาหารชนิดต่างๆ แร่ธาตุ และวิตามินต้องการในแต่ละวันไม่เท่ากัน แต่มีความสำคัญและจำเป็นอย่างมากต่อการปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นปกติ ในกรณีที่มีการขาดของสารอาหารเหล่านี้  จะส่งผลต่อกิจกรรมต่างๆ ของร่างกายโดยทำให้เกิดอาการผิดปกติได้หลายอย่าง สำหรับวิตามินอี ความต้องการในแต่ละวันราว  5 – 30 หน่วยสากล2,3 ขึ้นอยู่กับช่วงอายุ เพศ และสภาพร่างกาย การรับประทานอาหารจำพวกไขมัน โดยในสตรีตั้งครรภ์และให้นมบุตรจะมีความต้องการวิตามินอีสูงขึ้น เมื่อเกิดการขาดวิตามินอีจะส่งผลต่อสุขภาพและการเจริญเติบโต ทำให้การทำงานของระบบประสาทผิดปกติ การส่งกระแสประสาทช้าลง กล้ามเนื้ออ่อนแรง และพบการเสื่อมสภาพของจอประสาทตาที่อาจส่งผลทำให้เกิดตาบอดได้2

ใครควรจะได้รับการเสริมวิตามินอี?

            ความเหมาะสมของการเสริมวิตามินอี หลักดังกล่าวมาแล้วคือ “ สำหรับผู้ที่ขาดหรือมีความเสี่ยงต่อการขาดวิตามินอี ควรได้รับการเสริม” เริ่มตั้งแต่วัยเด็ก สมควรให้ในทารกที่เกิดก่อนกำหนด หรือน้ำหนักแรกเกิดกว่า 1500 กรัม โดยการเสริมจะให้เสริมลงไปในนม  สำหรับวัยผู้ใหญ่ สมควรให้ในผู้ที่มีปัญหาความผิดปกติของการย่อยไขมัน คือ  ผู้ที่ได้รับการผ่าตัดเอากระเพาะบางส่วนหรือทั้งหมดออกไป ผู้ที่มีลำไส้อักเสบและมีปัญหาเรื่องการดูดซึมไขมัน สำหรับในปัจจุบัน อาจพบปัญหาเพิ่มเติมขึ้นในสตรีที่ลดความอ้วนมากๆ โดยไม่รับประทานไขมันเลย หรือกินยาป้องกันการดูดซึมของไขมันก็อาจจะเสี่ยงต่อการขาดวิตามินอีได้

วิตามินอี พบมากในอาหารจำพวกใด?

            วิตามินอีพบมากใน น้ำมันพืช ได้แก่ น้ำมันสกัดจากจมูกข้าวสาลี  น้ำมันรำข้าว  น้ำมันข้าวโพด ถั่วเมล็ดแห้ง ผักใบเขียว อย่างไรก็ตามขณะที่ร่างกายต้องการวิตามินอีเพิ่มขึ้น การรับประทานสารอาหารจำพวกไขมันในปริมาณที่เหมาะสมก็มีความจำเป็นต่อการดูดซึมวิตามินอีด้วย  ตัวอย่างปริมาณวิตามินอีในอาหารชนิดต่าง ๆ2 แสดงดังตาราง

ตารางแลดงปริมาณวิตามินอีในอาหารแหล่งต่าง ๆ

คลิกที่ตารางเพื่อดูภาพใหญ่

 

อันตรายจากการเสริมวิตามินอี?

            จากข้อมูลปัจจุบันพบว่า วิตามินอี มีความปลอดภัยสูง โดยหากเสริมจากอาหารปริมาณที่ได้รับมักจะไม่เป็นอันตราย แต่หากรับประทานวิตามินอีที่เกิน 1500 หน่วยสากลต่อวัน อาจจะส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือดและเสี่ยงต่อปัญหาเรื่องเลือดออกง่ายได้2

ข้อมูลของวิตามินอีที่กำลังมีการศึกษา

จากการทบทวนวรรณกรรมจาก Cochrane Library ได้มีการศึกษาผลของการใช้วิตามินอีในการรักษาและป้องกันโรคดังต่อไปนี้

-การศึกษาการใช้วิตามินอีในการรักษาผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมหรืออัลไซเมอร์ (Alzheimer’s disease)    พบว่า ยังมีข้อมูลในการศึกษาน้อย แต่มีหลักฐานว่า วิตามินอีอาจจะมีประโยชน์ และเหมาะสมที่จะทำการวิจัยเพิ่มเติมต่อไป3

 

-การศึกษาการใช้วิตามินอีในการรักษาผู้ป่วยที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อเป็นพักๆ (intermittent claudication)  พบว่า วิตามินอีอาจจะมีประโยชน์ และไม่พบอาการข้างเคียงรุนแรงจากการใช้ แต่อย่างไรก็ตาม ควรมีการศึกษาเพิ่มเติม4

-การศึกษาการใช้วิตามินอีในการรักษาผู้ป่วยที่มีการเสื่อมของจอประสาทตาที่สัมพันธ์กับอายุ (age-related macular degeneration) พบว่า ปัจจุบันไม่พบว่า คนที่ไม่มีการเสื่อมของจอประสาทตาที่สัมพันธ์กับอายุ จะได้ประโยชน์จากการกินวิตามินอีเพื่อป้องกันโรคนี้ 5

-การศึกษาการเสริมวิตามินอีในผู้ป่วยจิตเวชที่มีภาวะแทรกซ้อนจากยาโดยมีการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ (neuroleptic-induced tardive dyskinesia) พบว่าจากข้อมูลที่มีอยู่ วิตามินอีช่วยป้องกันการทรุดลงของอาการแต่ไม่ได้ช่วยทำให้ภาวะแทรกซ้อนนี้ดีขึ้น6

สรุปข้อมูลของการศึกษาการใช้วิตามินอี ส่วนใหญ่ ยังมีการศึกษาที่เป็นระบบยังไม่มากนัก แต่มีแนวโน้มว่าน่าจะเป็นประโยชน์และไม่พบอาการข้างเคียงจากการใช้ที่รุนแรง สำหรับการศึกษาเพื่อเก็บข้อมูลจำนวนมากต้องใช้เวลาในการศึกษา จึงคงต้องติดตามผลการศึกษาเรื่องเหล่านี้ต่อไป

หนังสืออ้างอิง

  1. เสาวนีย์ จักรพิทักษ์. หลักโภชนาการปัจจุบัน. พิมพ์ครั้งที่ 4.  กรุงเทพมหานคร: ไทยวัฒนาพานิช, 2532.
  2. National Institutes of Health. Facts about vitamin E , [citedAugust 29, 2012] Available from: http://ods.od.nih.gov/factsheets/VitaminE-QuickFacts/
  3. Tabet N,BerKs J, Grimley Evans J, Orrel M, Spector A. Vitamin E for Alzheimer’s disease.The Cochrane Library,Issue 4,2002.
  4. Kleijnen J, Mackerras D, Vitamin E for intermittent claudication. The Cochrane Library,Issue 4,2002.
  5. Evans JR, Henshaw K. Antioxidant vitamin and mineral supplementation for preventing age-related macular degeneration. The Cochrane Library, Issue 4, 2002.
  6. Soares KVS, McGrath JJ. Vitamin E for neuroleptic-induced tardive dyskinesia. The Cochrane Library, Issue 4, 2002.

 

 

บทความโดย รศ.นายแพทย์ภาวิน พัวพรพงษ์