เรื่องทั้งหมดโดย OB-GYN

ผลของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ที่มีต่อภาวะแทรกซ้อนของโรคความดันโลหิตสูงของมารดา

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

                   มารดาที่ให้ลูกกินนมแม่จะมีผลดี ซึ่งพบว่าสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคความดันโลหิตสูงถึงร้อยละ 10-25 ในช่วงระยะเวลา 7 ปีหลังการคลอด มารดาที่ให้ลูกกินนมแม่นานจะลดความเสี่ยงได้มากกว่ามารดาที่ให้ลูกกินนมแม่ในช่วงเวลาสั้น1 มารดาที่ให้ลูกกินนมแม่หนึ่งคนจะลดความเสี่ยงในการเกิดโรคความดันโลหิตสูงร้อยละ 10 และมารดาที่มีระยะเวลาที่ลูกกินนมแม่นานหนึ่งปีจะลดความเสี่ยงในการเกิดโรคความดันโลหิตสูงร้อยละ 4 เมื่อมารดาอยู่ในวัยหลังหมดประจำเดือน2 

เอกสารอ้างอิง

  1. Kirkegaard H, Bliddal M, Stovring H, et al. Breastfeeding and later maternal risk of hypertension and cardiovascular disease – The role of overall and abdominal obesity. Prev Med 2018;114:140-8.
  2. Park S, Choi NK. Breastfeeding and Maternal Hypertension. Am J Hypertens 2018;31:615-21.

ผลระยะยาวของโรคความดันโลหิตสูงเรื้อรังต่อทารก

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

                  ผลระยะยาวของโรคความดันโลหิตสูงเรื้อรังในระหว่างการตั้งครรภ์ต่อทารก พบว่าทารกเพศชายที่มีมารดามีโรคความดันโลหิตสูงเรื้อรังระหว่างตั้งครรภ์จะมีความผิดปกติทางจิตที่รุนแรงที่ต้องการการรับการรักษาจากโรงพยาบาลหรือเป็นสาเหตุให้เกิดการตายสูงกว่า ความล้มเหลวของการเรียนรู้ (cognitive failure) มากกว่า ความสามารถด้านความฉลาดต่ำกว่าที่อายุ 20 ปี และมีการเสื่อมของการเรียนรู้เมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุมากกว่า และยังพบว่าทารกที่มีมารดามีโรคความดันโลหิตสูงเรื้อรังระหว่างตั้งครรภ์มีผลกระทบต่อพัฒนาการของการเคลื่อนไหว (motor development) ที่อายุ 14 ปี1

เอกสารอ้างอิง

  1. Battarbee AN, Sinkey RG, Harper LM, Oparil S, Tita ATN. Chronic Hypertension in Pregnancy. Am J Obstet Gynecol 2019.

ผลระยะยาวของโรคความดันโลหิตสูงเรื้อรังต่อมารดา

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

                  ผลระยะยาวของโรคความดันโลหิตสูงเรื้อรังในระหว่างการตั้งครรภ์ต่อมารดา มารดาที่มีโรคความดันโลหิตสูงเรื้อรังที่พบก่อนหรือระหว่างการตั้งครรภ์ในระยะยาวจะพบมีการตายจากโรคหัวใจและหลอดเลือดสูงขึ้น 1.2-3.5 เท่า1 เมื่อเทียบกับมารดาที่มีความดันโลหิตปกติ สำหรับการให้การดูแลรักษาโรคความดันโลหิตสูงเรื้อรังในระหว่างการตั้งครรภ์จะส่งผลในการลดการตายจากภาวะโรคหัวใจและหลอดเลือดยังขาดข้อมูลที่ศึกษาในเรื่องนี้

เอกสารอ้างอิง

  1. Battarbee AN, Sinkey RG, Harper LM, Oparil S, Tita ATN. Chronic Hypertension in Pregnancy. Am J Obstet Gynecol 2019.

ผลของโรคความดันโลหิตสูงเรื้อรังต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

                 การที่มารดามีโรคความดันโลหิตสูงเรื้อรังจะทำให้มารดามีภาวะแทรกซ้อนระหว่างการตั้งครรภ์สูงขึ้น ได้แก่ การมีเบาหวานระหว่างการตั้งครรภ์ การมีภาวะครรภ์เป็นพิษเสริมร่วมกับโรคความดันโลหิตสูงที่มีอยู่เดิม ทำให้มารดามีโอกาสผ่าตัดคลอดเพิ่มขึ้น พบการตกเลือดหลังคลอดสูงขึ้น และหากมารดาภาวะแทรกซ้อนของความดันโลหิตสูงมากร่วมด้วย อาจพบภาวะความดันในปอดสูง (pulmonary hypertension)  การทำงานของไตที่ผิดปกติหรือล้มเหลว โรคหลอดเลือดสมอง โดยหากมีความรุนแรงอาจทำให้มารดาเสียชีวิตได้  สำหรับผลที่เกิดกับทารกพบการคลอดก่อนกำหนด ทารกในครรภ์เจริญเติบโตช้า ทารกจำเป็นต้องแยกจากมารดาไปอยู่ที่หอผู้ป่วยทารกวิกฤต และความพิการของทารกเพิ่มขึ้น ได้แก่ การมีความผิดปกติของหัวใจ การมีท่อเปิดของท่อทางเดินปัสสาวะต่ำ (hypospadias) และการมีหลอดอาหารอุดตัน (esophageal atresia)1  

            ภาวะแทรกซ้อนที่พบในระหว่างการตั้งครรภ์และการคลอดจะส่งผลทำให้มารดามีการเริ่มการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้ช้า และมีโอกาสที่จะหยุดการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ก่อนเวลาอันควร สำหรับยาที่เลือกใช้ในระยะหลังคลอดในช่วงให้นมบุตร สามารถเลือกใช้ยาได้หลากหลายกลุ่ม โดยการเลือกใช้และข้อควรระมัดระวังในการใช้ดังรายละเอียดที่เขียนบรรยายไว้แล้วในหัวข้อมารดาที่มีภาวะครรภ์เป็นพิษที่มีความดันโลหิตสูงที่ต้องใช้ยารับประทานต่อเนื่องหลังคลอด           

เอกสารอ้างอิง

  1. ACOG Practice Bulletin No. 203: Chronic Hypertension in Pregnancy. Obstet Gynecol 2019;133:e26-e50.

โรคความดันโลหิตสูงเรื้อรังที่พบในระหว่างการตั้งครรภ์

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

           โรคความดันโลหิตสูงเรื้อรัง สาเหตุ ส่วนใหญ่ร้อยละ 86-89 ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด (essential hypertension) ที่เหลือเกิดตามโรคเรื้อรัง (secondary) อื่น ๆ1  ได้แก่ โรคไต โรคจากความผิดปกติของฮอร์โมน และโรคที่ทำให้มีความผิดปกติของหลอดเลือด ปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ โรคอ้วน กลุ่มอาการเมตาบอลิกอื่น และพฤติกรรมการกินที่ไม่เหมาะสม

         การวินิจฉัยจากการตรวจพบความดันโลหิต systolic เท่ากับหรือมากกว่า 140 มิลลิเมตรปรอท และ/หรือความดันโลหิต diastolic เท่ากับหรือมากกว่า 90 มิลลิเมตรปรอทจากการวัดความดันโลหิตอย่างน้อยสองครั้ง ห่างกันอย่างน้อย 4 ชั่วโมง ซึ่งตรวจพบก่อนการตั้งครรภ์ หรือในกรณีที่ตรวจพบครั้งแรกในระหว่างการตั้งครรภ์ จะให้การวินิจฉัยหลังติดตามมารดาแล้วพบมีความดันโลหิตสูงหลังคลอดตั้งแต่ 12 สัปดาห์ขึ้นไป1

         อย่างไรก็ตาม เมื่อเร็ว ๆ นี้สมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา (American Heart Association หรือ AHA) และวิทยาลัยโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา (American College of Cardiology หรือ ACC) ได้ปรับเปลี่ยนการให้การวินิจฉัยโรคความดันโลหิตสูง โดยรวมเอาบุคคลที่มีความดันโลหิต systolic 130-139 มิลลิเมตรปรอท และ/หรือความดันโลหิต diastolic 80-89 มิลลิเมตรปรอท และแนะนำให้มีการดูแลรักษาความดันโลหิตสูงในกลุ่มนี้ด้วย แต่สำหรับในมารดาที่ตั้งครรภ์ยังขาดข้อมูลที่แสดงถึงผลประโยชน์ต่อมารดาและทารกที่ชัดเจนของการให้การดูแลรักษามารดาในกลุ่มนี้1,2  

          แนวทางการดูแลรักษาคือ ควบคุมความดันโลหิตไม่ให้สูงเกินไปจนเกิดภาวะแทรกซ้อน ซึ่งการควบคุมความดันโลหิตจะใช้ยาเป็นหลักในการรักษา โดยยาที่แนะนำให้ใช้เป็นทางเลือกแรกในระหว่างการตั้งครรภ์ ได้แก่ labetalol และ nifedipine กรณีที่ยาในทางเลือกแรกใช้ไม่ได้ผล แนะนำให้เลือกใช้ยา methyldopa หรือ hydrochlorothiazide เป็นทางเลือกที่สอง แต่ไม่ควรใช้ยาในกลุ่ม angiotensin-converting enzyme inhibitors เนื่องจากมีความสัมพันธ์กับการเกิดความพิการของทารก การทำงานของไตของทารกผิดปกติหรือเสียหาย และการเกิดภาวะน้ำคร่ำน้อยได้ และ atenolol ที่พบมีความสัมพันธ์กับทารกในครรภ์เจริญเติบโตช้า (fetal growth restriction)2

เอกสารอ้างอิง

  1. ACOG Practice Bulletin No. 203: Chronic Hypertension in Pregnancy. Obstet Gynecol 2019;133:e26-e50.
  2. Battarbee AN, Sinkey RG, Harper LM, Oparil S, Tita ATN. Chronic Hypertension in Pregnancy. Am J Obstet Gynecol 2019.