เรื่องทั้งหมดโดย OB-GYN

ออกกำลังกายอยู่เป็นประจำ ท้องแล้วยังทำได้หรือไม่?

 

 

? ? ? ? ? การออกกำล้งกายเป็นสิ่งที่ดี หากคุณแม่เป็นคนที่ออกกำลังกายสม่ำเสมออยู่แล้ว สามารถออกกำลังการได้ต่อเนื่องเหมือนกับก่อนตั้งครรภ์ หากแต่การออกกำลังกายควรลดกีฬาที่ต้องประทะ หรือต้องเสี่ยงต่อการกระแทกรุนแรงหรือล้ม ควรเลือกวิ่งเหยาะๆ หรือเดินออกกำลังกาย ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน เต้นแอโรบิคที่ไม่มีท่าที่ต้องกระโดดมาก การเลือกออกกำลังกายอย่างเหมาะสมจะช่วยให้ทารกตัวไม่ใหญ่เกินไป คลอดง่ายและคุณแม่ฟื้นตัวเร็ว

บทความโดย รศ.นายแพทย์ภาวิน พัวพรพงษ์

ต้องกินยาบำรุงอะไร ทำให้ลูกฉลาดและแข็งแรง?

 

 

? ? ? ? ? ระหว่างตั้งครรภ์ การรับประทานอาหารให้ครบห้าหมู่นั้นมีความสำคัญ สำหรับยาบำรุงเสริมที่แนะนำได้แก่ ยาบำรุงเลือดซึ่งแพทย์จะให้เมื่อไปฝากครรภ์ รับประทานครั้งละเม็ดวันละครั้งก็เพียงพอในแม่ปกติทั่วไปโดยเริ่มมีความจำเป็นตั้งแต่อายุครรภ์ประมาณสี่ถึงห้าเดือนขึ้นไปเพื่อไปช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดงเพิ่มขึ้นระหว่างครรภ์ที่ใหญ่ขึ้น สำหรับการเสริมธาตุอาหารอื่นๆ ไม่ได้มีข้อแนะนำชัดเจน ในสตรีที่ตั้งครรภ์ต้องการแคลเซียมเท่ากับสตรีก่อนการตั้งครรภ์คือ 1200 มิลลิกรัม ในคนไทยส่วนใหญ่ จะรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมน้อย และมักไม่พอเพียงโดยปริมาณแคลเซียมในอาหารไทยเฉลี่ยประมาณ 350-400 มิลลิกรัม ดังนั้นการเสริมแคลเซียมด้วยจึงอาจมีความจำเป็นในคุณแม่ที่รับประทานนมเสริมได้น้อยหรือไม่รับประทานเลย สำหรับผู้ที่รับประทานอาหารมังสวิรัติอาจขาดวิตามินบีสิบสองได้ แนะนำให้ให้เสริมในระหว่างตั้งครรภ์ด้วย อาหารเสริมบำรุงสุขภาพที่มีโฆษณาอย่างมากในท้องตลาดและระบบการขายตรงไม่มีความจำเป็นและยังสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ

บทความโดย รศ.นายแพทย์ภาวิน พัวพรพงษ์

นับกำหนดคลอด เขานับกันอย่างไร?

 

 

 

? ? ? ? ? การนับกำหนดคลอด มีความสับสนกันเพราะหลักในการนับของชาวบ้านกับทางการแพทย์มีความแตกต่างกัน ปกติโดยทั่วไป ชาวบ้านทราบกันว่า การตั้งครรภ์ครบกำหนดเวลาประมาณเก้าเดือน นับตั้งแต่ประจำเดือนขาด ซึ่งก็มีความถูกต้องแต่ไม่แม่นยำ เนื่องจากในบางตนจำไม่ได้ว่าประจำเดือนขาดไปตั้งแต่วันไหน และการนับจำนวนเดือนเก้าเดือนในแต่ละช่วงของปีก็ไม่เท่ากัน เนื่องจากบางเดือนมี 31 วัน บางเดือนมี 30 วันและเดือนกุมภาพันธ์มี 28 หรือ 29 วัน ดังนั้นเพื่อความสะดวกและแม่นยำยิ่งขึ้น การนับจึงเริ่มนับตั้งแต่วันแรกประจำเดือนครั้งสุดท้ายเพราะจะจำง่ายกว่า และนับไปทั้งสิ้น 40 สัปดาห์เพราะการนับเป็นสัปดาห์จะแม่นยำกว่า โดยที่เมื่อคลอดอายุครรภ์ตั้งแต่ 37 สัปดาห์ขึ้นไปก็ถือว่าครบกำหนดแล้ว ในครรภ์แรกมักคลอดใกล้กับกำหนดคลอด แต่ในครรภ์หลังมักคลอดก่อนกำหนดคลอดหนึ่งถึงสองสัปดาห์ สำหรับสูตรในการคำนวณที่ทางการแพทย์มักใช้ ได้แก่ วันแรกของประจำเดือนมาครั้งสุดท้ายบวกเจ็ดวันแล้วลบไปสามเดือนจะเป็นวันกำหนดคลอด

บทความโดย รศ.นายแพทย์ภาวิน พัวพรพงษ์

การนัดติดตามตรวจครรภ์ แพทย์นัดอย่างไร?

 

 

? ? ? ? ? การตรวจติดตรวจในการฝากครรภ์ ส่วนใหญ่ หลังการตรวจครั้งแรก แพทย์จะนัดมาฟังผลภายในหนึ่งหรือสองสัปดาห์ เพราะหากพบผลการตรวจผิดปกติจะได้เริ่มการรักษาได้เร็ว หลังจากนั้น หากไม่มีความเสี่ยงหรือภาวะแทรกซ้อนแพทย์จะนัดตรวจทุก 4-6 สัปดาห์ จากนั้นเมื่ออายุครรภ์ 7-8 เดือนจะนัดตรวจทุก 2-4 สัปดาห์ จนกระทั่งเข้าสู่เดือนสุดท้ายของการตั้งครรภ์จะนัดทุกสัปดาห์ การนัดตรวจฝากครรภ์มีความยืดหยุ่นได้ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงหรือภาวะแทรกซ้อนของการตั้งครรภ์ของสตรีนั้นๆ

บทความโดย รศ.นายแพทย์ภาวิน พัวพรพงษ์

การเจาะเลือดฝากครรภ์นั้น ตรวจอะไรกันบ้าง?

 

? ? ? ? ? การฝากครรภ์ จะเริ่มต้นที่การพูดคุย ซักประวัติ ตรวจร่างกายทั่วไป ตรวจหน้าท้อง ตรวจภายใน ตรวจมะเร็งปากมดลูก ตรวจปัสสาวะยืนยันการตั้งครรภ์ ตรวจเลือดดู หมู่เลือด (โดยมีหมู่เลือดสองชนิดที่ต้องตรวจคือ หมู่เลือดเอบีโอที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคย โดยแบ่งหมู่เลือดเป็นหมู่เอ หมู่บี หมู่เอบีและหมู่โอ ส่วนหมู่เลือดอีกชนิดคือหมู่เลือดอาร์เอช (Rh) ซึ่งจะแบ่งเป็นหมู่เลือดอาร์เอชบวกและอาร์เอชลบ ความจำเป็นในการตรวจเลือดนี้ก็เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการคลอดที่อาจมีภาวะแทรกซ้อนที่จำเป็นต้องใช้เลือดโดยเร่งด่วน และบอกสาเหตุอาการเหลืองของทารกแรกเกิดจากเลือดของแม่และทารกไม่เข้ากันได้ เลือดหมู่ที่หากยากและจำเป็นต้องดูแลเป็นพิเศษได้แก่ หมู่เลือดโอและเป็นหมู่อาร์เอชลบ) ความเข้มข้นของเลือด ขนาดและลักษณะของเม็ดเลือดแดงเพื่อดูโรคเกี่ยวกับความผิดปกติของสารในเม็ดเลือดแดงคือ ฮีโมโกลบิน และโรคธาลัสซีเมีย โรคเหล่านี้มีผลให้เม็ดเลือดแดงมีขนาดเล็ก แตกง่ายและอายุสั้น ทำให้เกิดอาการซีด (ปกติบางแห่งจะทำการตรวจคัดกรองหาความเสี่ยงของการเกิดโรคของทารกที่มีมารดาที่ตรวจพบว่าเป็นโรคหรือเป็นพาหะของโรคโดยการตรวจเลือดของทั้งสามีและภรรยาตั้งแต่การฝากครรภ์ครั้งแรก) ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ได้แก่ ซิฟิลิส ไวรัสตับอักเสบบี เอดส์ และตรวจดูภูมิคุ้มกันของหัดเยอรมันโดยหากพบว่ายังไม่มีภูมิคุ้มกัน หลังคลอดแพทย์จะทำการฉีดวัคซีนให้เพื่อป้องกันการติดเชื้อของหัดเยอรมันในระหว่างการตั้งครรภ์ครั้งหน้า

บทความโดย รศ.นายแพทย์ภาวิน พัวพรพงษ์