รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
??????????????? การให้นมลูกในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่น่าจะเป็นสิ่งที่แม่ควรทำได้ในธรรมชาติ แต่ในปัจจุบันจำเป็นต้องมีการสอนท่าในการให้นมลูกให้เหมาะสมโดยเฉพาะในมารดามือใหม่หรือคุณแม่ท้องแรก ซึ่งการสอนท่าในการให้นมลูกมักจะสอนท่าไกวเปล (cradle หรือ cross cradle) ท่าอุ้มเหมือนอุ้มฟุตบอล (football hold) หรือท่านอนตะแคงให้นมลูก (side-lying) ซึ่งท่าแต่ละท่าจะเหมาะสมสำหรับมารดาในแต่ละคนไม่เหมือนกัน มารดาจึงจำเป็นต้องเรียนรู้ท่าในการให้นมลูกในลักษณะต่างๆ เพื่อจะนำมาใช้ในการให้นมลูกได้อย่างเหมาะสม สบายและผ่อนคลาย มีการศึกษาการใช้ท่าเอนหลัง (laid back) ในการให้นมลูกซึ่งพบว่าทารกจะมีกลไกการตอบสนองพื้นฐานของทารกแรกเกิด (primitive neonatal reflex) ได้ดีกว่าในท่าอื่นๆ1 ดังนั้น อาจต้องมีการสอนท่าเอนหลังเพิ่มเติมในการให้นมลูกและเปิดโอกาสให้มารดาได้มีอิสระในการเลือกใช้ท่าให้นมลูก
หนังสืออ้างอิง
Colson SD, Meek JH, Hawdon JM. Optimal positions for the release of primitive neonatal reflexes stimulating breastfeeding. Early Hum Dev 2008;84:441-9.
รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
??????????????? เป็นที่ทราบกันดีว่า มารดาที่ทำงานเป็นอิสระหรือเป็นแม่บ้านมีโอกาสที่จะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ยาวนานกว่ามารดาที่เป็นลูกจ้าง พนักงานหรือข้าราชการ ซึ่งแม้มีการอนุญาตให้ลาพักหลังคลอดได้ 45-90 วัน (ขึ้นอยู่กับแต่ละอาชีพ) แต่การเริ่มกลับไปทำงานของมารดาเต็มเวลามีผลต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ โดยมีการศึกษาที่สหรัฐอเมริกาพบว่า มารดาที่กลับไปทำงานเต็มเวลาก่อน 3 เดือนจะมีผลทำให้มารดาที่ตั้งใจจะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ 3 เดือนทำได้น้อยลง1 ดังนั้น การที่มารดาสามารถมีเวลาที่จะทุ่มเทให้กับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่จากการที่เพิ่มระยะเวลาของการลาพักหลังคลอดโดยเพิ่มเป็นลาพักเพื่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อีกอย่างน้อยจนครบหกเดือนแรก ร่วมกับการเปิดโอกาสให้มารดาสามารถมีเวลาพักให้นมบุตรระหว่างการทำงานจะช่วยส่งเสริมและสนับสนุนให้อัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่สูงขึ้นได้
หนังสืออ้างอิง
Mirkovic KR, Perrine CG, Scanlon KS, Grummer-Strawn LM. Maternity leave duration and full-time/part-time work status are associated with US mothers’ ability to meet breastfeeding intentions. J Hum Lact 2014;30:416-9.
รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
??????????????? บุคลากรทางการแพทย์เป็นผู้ที่เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ การจัดระบบและวางแผนการติดตามมารดาหลังคลอดตามระยะที่มีความเสี่ยงในการเกิดการหยุดการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่สามารถช่วยให้การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ดีขึ้น มีการศึกษาพบว่า การที่บุคลากรทางการแพทย์ได้สอบถามมารดา พูดจูงใจและติดตามการดูแลมารดาหลังคลอดให้คงการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่จะช่วยให้ระยะของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ยาวนานขึ้น1 ดังนั้น บุคลากรทางการแพทย์ควรภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในการสร้างพื้นฐานสุขภาพที่ดีประชากรในสังคมไทย
หนังสืออ้างอิง
Wilhelm SL, Aguirre TM, Koehler AE, Rodehorst TK. Evaluating motivational interviewing to promote breastfeeding by rural mexican-american mothers: the challenge of attrition. Issues Compr Pediatr Nurs 2015;38:7-21.
รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
??????????????? การขาดวิตามินดีเป็นปัญหาที่พบมากขึ้นทั้งๆ ที่ร่างกายมนุษย์สามารถสร้างวิตามินดีได้โดยผ่านการรับแสงแดด ในสตรีตั้งครรภ์และทารกแรกเกิดก็เช่นกัน มีการศึกษาพบว่ามีความชุกของการขาดวิตามินดีในสตรีตั้งครรภ์ร้อยละ 17-62 และการขาดวิตามินดีในทารกแรกเกิดร้อยละ 6-62 โดยขึ้นอยู่กับแต่ละพื้นที่ ฤดูกาล อาหาร การเสริมวิตามินดี และการได้รับแสงแดด1 สำหรับสังคมไทย การทำงานในอาคาร ค่านิยมการหลีกเลี่ยงแสงแดดเพิ่มมากขึ้น ความชุกของการขาดวิตามินดีก็น่าจะเพิ่มขึ้นคล้ายคลึงกัน ดังนั้น การศึกษาข้อมูลในสตรีตั้งครรภ์และทารกแรกแรกของคนไทยในแต่พื้นที่ที่มีความเสี่ยงมีความจำเป็น เพื่อการดูแลและการให้วิตามินเสริมจะสามารถทำได้อย่างมั่นใจและเหมาะสม
หนังสืออ้างอิง
Dawodu A, Davidson B, Woo JG, et al. Sun exposure and vitamin d supplementation in relation to vitamin d status of breastfeeding mothers and infants in the global exploration of human milk study. Nutrients 2015;7:1081-93.
รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์
??????????????? ในสมัยก่อน ในประเทศไทยมารดาจะมีการคลอดลูกที่บ้านเป็นอัตราส่วนที่สูงและเชื่อว่ามีการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่สูง แต่ในปัจจุบันส่วนใหญ่การคลอดลูกจะเกิดที่โรงพยาบาล จึงมีคำถามว่า ?การที่มารดาคลอดลูกที่บ้านจะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ดีกว่าคลอดที่โรงพยาบาลจริงหรือไม่?? การคลอดลูกที่บ้านในสังคมไทยในปัจจุบันมีน้อย เนื่องจากการที่มารดาจะคลอดบุตรจำเป็นต้องมีผู้ทำคลอด ซึ่งผู้ทำคลอดโดยทั่วไปจะเป็นแพทย์หรือพยาบาล โดยมักจะอยู่ที่โรงพยาบาลมากกว่าจะออกไปทำคลอดตามบ้านเหมือนในสมัยก่อนที่จะมีผดุงครรภ์หรือหมอตำแยเป็นผู้ทำคลอดให้ เนื่องจากความพร้อมในการดูแลภาวะแทรกซ้อนในระหว่างคลอดจะมีความพร้อมมากกว่าที่โรงพยาบาล และการเดินทางเมื่อเกิดภาวะแทรกซ้อนของการคลอดจากบ้านมาโรงพยาบาลแทบจะเป็นเรื่องยากมากและใช้เวลานานจนอาจเป็นอันตรายต่อมารดาและทารก ดังนั้น การดูแลการคลอดที่บ้านจะมีอยู่ในบางประเทศที่มีระบบของการส่งต่อจากบ้านมาโรงพยาบาลได้รวดเร็ว และเลือกอนุญาตให้คลอดที่บ้านในกรณีครรภ์มีความเสี่ยงต่ำ ดังนั้นหากมารดามีความเสี่ยงต่ำที่สามารถคลอดปกติเองที่บ้านได้ก็น่าจะมีโอกาสที่ดีในการเริ่มการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้เร็วกว่ามารดาที่มีภาวะแทรกซ้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมารดาที่ผ่าตัดคลอด จะมีความเสี่ยงในการเริ่มการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้ช้ากว่า[1 ] อย่างไรก็ตามในโรงพยาบาลที่ส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่จะมีกระตุ้นให้มารดาได้เริ่มเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เร็วเช่นกัน ดังนั้น การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ที่ดีกว่าจะมีปัจจัยหลายอย่างที่เกี่ยวข้อง อย่างน้อยในการเริ่มต้นคือ ?ดูแลครรภ์ของมารดาให้มีความเสี่ยงต่ำก่อน? เพื่อช่วยให้มารดาสามารถคลอดบุตรปกติ โอกาสในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ก็จะดีกว่าไปด้วย
หนังสืออ้างอิง
Veile A, Kramer K: Birth and breastfeeding dynamics in a modernizing indigenous community. J Hum Lact 2015, 31:145-155.
เรื่องนำทาง
แหล่งความรู้ เกี่ยวกับสูติ-นรีเวช (Obstetrics-Gynecology)