การพัฒนาคุณภาพหรือการประกันคุณภาพโรงพยาบาล ปัจจุบันเป็นสิ่งที่บุคลากรทางการแพทย์ให้ความสำคัญและมีคุ้นเคย โดยในประเทศไทยเกณฑ์ในการพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาลจะใช้เกณฑ์ Hospital accreditation หรือ HA สำหรับโรงพยาบาลภาครัฐและโรงพยาบาลเอกชนบางโรงพยาบาลที่รับผู้ป่วยประกันสังคมและผู้ป่วยประกันคุณภาพ แต่โรงพยาบาลที่รับผู้ป่วยต่างชาติ จะใช้เกณฑ์พัฒนาคุณภาพของนานาชาติ เช่น JCI หรือในอดีตอาจใช้ ISO การพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาลนอกจากจะช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้มารับบริการ สร้างความสบายใจต่อบุคลากรทางแพทย์ผู้ให้การดูแลว่าโรงพยาบาลมีระบบรักษาพยาบาลที่ดี มีความปลอดภัยและลดปัญหาการฟ้องร้องแล้ว การประเมินตามเกณฑ์มาตรฐานตัวชี้วัดของมารดาและทารกยังช่วยเพิ่มอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ด้วย1 ซึ่งเกณฑ์การประเมินตัวชี้วัดของประเทศไทยจะใช้เกณฑ์ลูกเกิดรอดแม่ปลอดและเกณฑ์โรงพยาบาลสายสัมพันธ์แม่ลูก ในสหรัฐอเมริกาใช้คะแนนจากการสำรวจการดูแลทารกและการให้อาหารทารกของมารดาในการประเมิน (Maternity Practices in Infant Nutrition and Care survey) ซึ่งคะแนนจากการประเมินเหล่านี้ จะช่วยในการพัฒนานโยบายและการปฏิบัติที่จะสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของสถานพยาบาล
เอกสารอ้างอิง
Barrera CM, Beauregard JL, Nelson JM, Perrine CG. Association of Maternity Care Practices and Policies with In-Hospital Exclusive Breastfeeding in the United States. Breastfeed Med 2019.
Kair LR, Flaherman VJ, Colaizy TT. Effect of Donor Milk Supplementation on Breastfeeding Outcomes in Term Newborns: A Randomized Controlled Trial. Clin Pediatr (Phila) 2019:9922819826105.
Bergamaschi N, Oakley L, Benova L. Is childbirth location associated with higher rates of favourable early breastfeeding practices in Sub-Saharan Africa? J Glob Health 2019;9:010417.
Kuliukas L, Hauck YL, Jorgensen A, et al. Process evaluation of a peer-led antenatal breastfeeding class for fathers: perceptions of facilitators and participants. BMC Pregnancy Childbirth 2019;19:48.
Kim SK, Park S, Oh J, Kim J, Ahn S. Corrigendum to “Interventions promoting exclusive breastfeeding up to six months after birth: A systematic review and meta-analysis of randomized controlled trials” [Int. J. Nurs. Stud. 80 (April) (2018) 94-105]. Int J Nurs Stud 2019;89:132-7.