เรื่องทั้งหมดโดย OB-GYN

พฤติกรรม ความรู้ และความเชื่อของมารดามีผลต่อระยะเวลาการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

             การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว โดยทั่วไปมีความสัมพันธ์กับระยะเวลาการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ โดยหากมารดาให้นมลูกอย่างเดียวหกเดือน มักพบว่ามีโอกาสจะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่จนครบสองปีมากกว่า อย่างไรก็ตาม บางการศึกษาพบว่า พฤติกรรม ความรู้ และความเชื่อของมารดามีผลต่อระยะเวลาของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ โดยหากมารดาเข้าร่วมโปรแกรมสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวจะมีระยะเวลาการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่นานขึ้น ขณะทีมารดาที่เชื่อว่าการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่น้อยกว่าสองปีเป็นเรื่องปกติหรือมารดาที่ตั้งใจจะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่น้อยกว่าสองปีจะมีโอกาสที่จะมีระยะเวลาเลี้ยงลูกด้วยนมแม่สั้นกว่าที่ควรจะเป็น1 ดังนั้น การสอบถามข้อมูลความรู้ ความเชื่อ ความตั้งใจของมารดาในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่จะเป็นข้อมูลพื้นฐานที่จะให้คำปรึกษามารดาและครอบครัวได้อย่างเหมาะสม และอาจใช้ข้อมูลเหล่านี้ช่วยแก้ปัญหาพฤติกรรมของมารดาที่มีความเสี่ยงต่อการหยุดการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ก่อนระยะเวลาที่กำหนดได้

เอกสารอ้างอิง

  1. Susiloretni KA, Hadi H, Blakstad MM, Smith ER, Shankar AH. Does exclusive breastfeeding relate to the longer duration of breastfeeding? A prospective cohort study. Midwifery 2019;69:163-71.

 

การสอนบุคลากรและมารดาช่วยการโอบกอดทารกเนื้อแนบเนื้อ

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

            เป็นที่ทราบกันดีว่า การให้ความรู้แก่มารดาจะช่วยการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ดังนั้นกระบวนการที่ก่อให้เกิดการเรียนรู้เรื่องประโยขน์และความสำคัญของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ก็จะช่วยเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ด้วย การสอนให้บุคลากรมีความรู้และความมั่นใจในการให้คำปรึกษาและสอนมารดาและครอบครัว จะทำให้เกิดกระบวนการการเรียนการสอนมารดาเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ดีขึ้น รวมทั้งการจัดให้มีการเรียนการสอนเรื่องการโอบกอดทารกเนื้อแนบเนื้อ จะช่วยเพิ่มให้มีการปฏิบัติการโอบกอดทารกเนื้อแนบเนื้อและการเริ่มต้นการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่1 ซึ่งผลลัพธ์คือจะช่วยอัตราและระยะเวลาการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพิ่มขึ้นได้ การส่งเสริมให้มีการสอนบุคลากรและมารดาเป็นกระบวนการที่ง่าย มีค่าใช้จ่ายที่น้อย จึงมีความคุ้มค่าที่จะลงทุนให้เกิดกระบวนการเหล่านี้ เพื่อเป็นการช่วยให้อัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เป็นไปตามเป้าหมายที่องค์การอนามัยโลกกำหนดไว้

เอกสารอ้างอิง

  1. Sanchez-Espino LF, Zuniga-Villanueva G, Ramirez-GarciaLuna JL. An educational intervention to implement skin-to-skin contact and early breastfeeding in a rural hospital in Mexico. Int Breastfeed J 2019;14:8.

 

ทารกที่มีเลือดแม่และลูกไม่เข้ากันอาจกินนมแม่ได้หลังสองเดือน

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

                การที่ทารกมีเลือดแม่และลูกไม่เข้ากันจากหมู่เลือด Rh นั้นพบไม่บ่อย แต่จะเกิดในครรภ์หลังที่แม่มีหมู่เลือด Rh ลบ ขณะที่ลูกมีหมู่เลือด Rh บวก อาการจากการที่เลือดแม่และลูกไม่เข้ากัน จะมีอาการที่รุนแรง ทารกเกิดเม็ดเลือดแดงแตก เกิดภาวะตัวเหลืองและทำให้ทารกเกิดภาวะซีดในครรภ์จนต้องมีการให้เลือดในครรภ์ได้ การให้นมแม่อาจทำให้ทารกเกิดภาวะตัวเหลือง อย่างไรก็ตาม มีการศึกษาพบว่า การให้ทารกกินนมแม่หลังสองเดือนจะลดความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนแก่ทารก1 ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะให้นมแม่ในช่วงดังกล่าว อย่างไรก็ตาม การศึกษาเพิ่มเติมรายละเอียดในอนาคต จะทำให้ทารกที่มีเลือดแม่และลูกไม่เข้ากันมีโอกาสได้รับประโยชน์จากการกินนมแม่

เอกสารอ้างอิง

  1. Schonewille H, van Rood JJ, Verduin EP, et al. Exposure to non-inherited maternal antigens by breastfeeding affects antibody responsiveness. Haematologica 2019;104:263-8.

 

การใช้เทคโนโลยีในการช่วยสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

                เทคโนโลยีเป็นสิ่งที่จะช่วยสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้ มีการศึกษาถึงเทคโนโลยีต่าง ๆ ในสามกลุ่ม ได้แก่ เทคโนโลยีทางการศึกษา เทคโนโลยีในการดูแลสุขภาพ และเทคโนโลยีการบริหารจัดการ พบว่า เทคโนโลยีทางการศึกษาช่วยสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่มากที่สุด การใช้เทคโนโลยีที่หลากหลายจะมีส่วนช่วยการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่มากขึ้น ขณะที่ยังขาดการใช้เทคโนโลยีการบริหารจัดการมาใช้ในการช่วยสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่1 ดังนั้น ผลลัพธ์ที่ได้จากการศึกษานี้เน้นให้เห็นความสำคัญของเทคโนโลยีการศึกษา ควรใช้เทคโนโลยีทางการศึกษาช่วยในการสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ร่วมกับการใช้เทคโนโลยีที่หลากหลายเพื่อช่วยให้การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ดีขึ้น และควรมีการศึกษาการใช้เทคโนโลยีการบริหารจัดการเพื่อช่วยในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่มากขึ้น

เอกสารอ้างอิง

  1. Silva N, Pontes CM, Sousa NFC, Vasconcelos MGL. [Health Technologies and their contributions to the promotion of breastfeeding: an integrative review of the literature]. Cien Saude Colet 2019;24:589-602.

การลดความอ้วนมีอันตรายระหว่างการให้นมบุตร

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

                ในช่วงที่มารดาให้นมบุตรนั้นมารดาควรได้รับพลังงานจากอาหารเพิ่มขึ้น 500 กิโลแคลอรี่ต่อวัน ซึ่งโดยทั่วไปมารดาควรต้องรับประทานอาหารให้เพียงพอ ในมารดาบางคนจะมีความวิตกกังวลเรื่องน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นในช่วงก่อนคลอดและพยายามที่จะลดน้ำหนัก ซึ่งต้องชี้แจงว่า การที่มารดาเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เองจะช่วยให้มารดามีน้ำหนักลงกลับสู่ระยะก่อนคลอดได้ดีกว่าการให้ลูกกินนมผงดัดแปลงสำหรับทารก การที่มารดาทำการลดน้ำหนักหรือลดความอ้วนในระหว่างการให้นมบุตร อาจเกิดอันตรายแก่มารดาและทารกได้ โดยมารดาอาจมีอาการอ่อนเพลีย หน้ามืด เป็นลม และหากมารดามีการลดน้ำหนักมาก อาจมีภาวะเลือดเป็นกรดจากคีโตน (ketoacidosis) ทำให้มีอันตรายแก่มารดา1 สำหรับทารก การที่มารดาลดน้ำหนัก กินอาหารไม่เพียงพอ จะทำให้ทารกที่กินนมแม่ขาดสารอาหาร เติบโตช้า และหากมารดามีเลือดเป็นกรด อาจทำให้ทารกที่กินนมแม่เกิดอันตรายได้ ดังนั้น จึงควรทำความเข้าใจกับมารดา เพื่อให้มารดาและทารกลดความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเลือดเป็นกรดระหว่างให้นมบุตรที่จะเป็นอันตรายร้ายแรงแก่ทั้งมารดาและทารกได้

เอกสารอ้างอิง

  1. Seaton C, Sutherly K, Miller MA. Breastfeeding ketoacidosis: A rare but important diagnosis for emergency physicians to recognize. Am J Emerg Med 2019;37:374 e1.