เรื่องทั้งหมดโดย OB-GYN

การลดการเกิดหอบหืดด้วยการให้ลูกได้กินนมแม่

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

                โรคหอบหืดเป็นโรคที่เกิดจากการตอบสนองของภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติ เป็นที่ทราบกันดีว่า การให้ลูกได้กินนมแม่จะช่วยให้ลูกมีภูมิคุ้มกันที่ดีและยังช่วยให้ควบคุมให้การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันเป็นปกติ มีการศึกษาพบว่า การให้ลูกได้กินนมแม่นานอย่างน้อย 6 เดือน จะช่วยลดการเกิดหอบหืดหรือในกรณีที่เกิดหอบหืด การเริ่มเกิดอาการหอบหืดเกิดช้าลง โดยพบประโยชน์ของนมแม่ต่อหอบหืดในเด็กที่มีภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากอาการหอบหืดรุนแรงน้อยกว่าสองครั้ง1 สำหรับกลไกที่ทำไมจึงช่วยลดการเกิดของหอบหืดในเด็กที่มีจำนวนครั้งของการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากหอบหืดที่รุนแรงน้อยกว่านั้น จำเป็นต้องมีการศึกษาในรายละเอียดเพิ่มเติมต่อไป เพื่ออธิบายกลไกที่ชัดเจนในการช่วยลดการเกิดอาการหอบหืดของทารกจากกระบวนการการกินนมแม่

เอกสารอ้างอิง

  1. Abarca NE, Garro AC, Pearlman DN. Relationship between breastfeeding and asthma prevalence in young children exposed to adverse childhood experiences. J Asthma 2019;56:142-51.

 

ภาวะซึมเศร้าของมารดามีผลเสียต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

                เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า การที่มารดามีภาวะซึมเศร้าจะก่อให้เกิดผลเสียต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เมื่อเร็ว ๆ นี้ มีการศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมในเรื่องนี้พบว่า หากมารดามีภาวะซึมเศร้าในช่วงตั้งครรภ์ในไตรมาสที่ 3 ก่อนการคลอดจะส่งผลให้มารดามีการเริ่มต้นการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ช้า แต่หากพบว่ามารดามีภาวะซึมเศร้าหลังคลอดจะมีผลต่อระยะเวลาของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ โดยพบว่ามารดาจะมีระยะเวลาการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่สั้นลง1 ดังนั้น การใส่ใจ ให้การสังเกต และการสอบถามเรื่องภาวะจิตใจของมารดาจากบุคลากรทางการแพทย์จึงมีความจำเป็น เพราะหากมีการสงสัยว่ามารดามีภาวะซึมเศร้า การเริ่มการตัดคัดกรอง และให้การวินิจฉัยตั้งแต่ระยะแรก จะทำให้มารดาได้รับคำปรึกษาและได้รับการรักษาที่เหมาะสม ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

เอกสารอ้างอิง

  1. Abdul Raheem R, Chih HJ, Binns CW. Maternal Depression and Breastfeeding Practices in the Maldives. Asia Pac J Public Health 2019;31:113-20.

สามียังมีบทบาทสำคัญต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

               เมื่อมีงานวิจัยเกี่ยวกับบทบาทของสามีในการสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่มากขึ้น จึงมีการทบทวนงานวิจัยอย่างเป็นระบบถึงบทบาทของสามีกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ซึ่งพบว่าการสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของสามีเป็นผลดีต่อระยะเวลาและการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว โดยการอบรมให้ความรู้แก่สามีเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่แบบให้คำปรึกษาแบบต่อหน้า (face-to-face) จะให้ผลดีกว่า1 ดังนั้น บุคลากรทางการแพทย์ควรให้ความสำคัญแก่สามีโดยให้ความรู้และคำปรึกษาเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ นอกจากนี้ ในประเทศไทยที่เป็นครอบครัวใหญ่ การให้ความรู้แก่ปู่ย่า ตายายหรือคนในครอบครัวยังเป็นผลดีต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ด้วย

เอกสารอ้างอิง

  1. Abbass-Dick J, Brown HK, Jackson KT, Rempel L, Dennis CL. Perinatal breastfeeding interventions including fathers/partners: A systematic review of the literature. Midwifery 2019;75:41-51.

 

ประโยชน์ของการนัดติดตามหลังคลอดในเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

             ในช่วงหลังคลอดใหม่ มารดาที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่โดยเฉพาะในมารดาที่คลอดลูกคนแรก ยังขาดประสบการณ์ในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ อาจพบปัญหาหรืออุปสรรคที่ทำให้มารดาต้องหยุดการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ก่อนเวลาอันควรได้ ซึ่งโดยทั่วไปจะแนะนำให้นัดมารดามาติดตามหลังคลอดเร็วภายใน 1-2 สัปดาห์เพื่อที่จะสอบถาม ให้คำปรึกษาและติดตามการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เมื่อเร็ว ๆ นี้ มีการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างการนัดติดตามมารดาหลังคลอดในช่วง 2-3 สัปดาห์กับช่วง 6-8 สัปดาห์ โดยมีการติดตามผลของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ที่หกเดือนหลังคลอดพบว่า อัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ระหว่างสองกลุ่มไม่แตกต่างกันในระหว่างการนัดติดตามเร็วและช้า1 อย่างไรก็ตาม การที่จะสรุปผลประโยชน์ของการนัดติดตามหลังคลอดเร็วนั้น ช่วงระยะเวลาที่นัดและช่วงเวลาที่วัดผลจะส่งผลต่อผลลัพธ์ที่ได้ว่าจะมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่ ดังนั้น จำเป็นจะต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมต่อไปในอนาคตเพื่อให้ได้ความชัดเจนหรือสรุปผลได้ด้วยความมั่นใจ

เอกสารอ้างอิง

  1. Abbott JL, Carty JR, Hemman E, Batig AL. Effect of Follow-Up Intervals on Breastfeeding Rates 5-6 Months Postpartum: A Randomized Controlled Trial. Breastfeed Med 2019;14:22-32.

 

ความรู้สึกของมารดาต่อการใช้ยาในระหว่างการให้นมลูก

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

              ในช่วงระหว่างการตั้งครรภ์และให้นมลูก การได้รับยาอาจทำให้เกิดความเสี่ยงหรือผลเสียต่อทารกในครรภ์หรือทารกที่ได้รับการให้นมแม่ มีการศึกษาถึงความรู้สึกของมารดาต่อการใช้ยาในระหว่างการตั้งครรภ์หรือการให้นมลูกในประเทศสวีเดนพบว่า มารดาจะมีความรู้สึกและการรับรู้ว่ามีความเสี่ยงหรืออันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากใช้ยาเมื่อมารดาจำเป็นต้องใช้ยาในระหว่างการตั้งครรภ์หรือให้นมลูก1 อย่างไรก็ตาม มารดาที่ใช้ยาจากการศึกษามีความเชื่อมั่นต่อคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์เมื่อมีการใช้ยา ดังนั้น จากข้อมูลเหล่านี้น่าจะนำไปช่วยในการวางแผนของบุคลากรทางการแพทย์ในการแนะนำหรือให้ความรู้เรื่องการใช้ยาที่ถูกต้องและเพียงพอแก่มารดาและครอบครัวเมื่อมารดามีความจำเป็นต้องใช้ยาในระหว่างการตั้งครรภ์และการให้นมลูก เพื่อลดความวิตกกังวลเรื่องอันตรายจากการใช้ยาซึ่งอาจส่งผลเสียต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้

เอกสารอ้างอิง

  1. Wolgast E, Lindh-Astrand L, Lilliecreutz C. Women’s perceptions of medication use during pregnancy and breastfeeding – a Swedish cross-sectional questionnaire study. Acta Obstet Gynecol Scand 2019.