สาเหตุของการสร้างน้ำนมน้อยที่พบบ่อย

นมแม่

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

            สาเหตุของการสร้างน้ำนมน้อยที่พบบ่อย ได้แก่ การที่มีน้ำนมเต็มขังอยู่ในเต้า และขาดการดูดนมจนเกลี้ยงเต้า ทำให้การสร้างน้ำนมน้อยลง สาเหตุที่พบบ่อยเหล่านี้จะรวมถึง

            -การกินนมที่ไม่บ่อยพอ ที่อาจจะเนื่องจาก

·       มารดาไม่ได้สังเกตความพร้อมในการที่จะให้นมทารก

·       ทารกง่วงนอนหรือไม่สนใจที่จะดูดนม

·       มารดายุ่งหรือเลื่อนเวลาในการให้นมลูก

·       ทารกนอนอยู่ห่างจากมารดา ทำให้มารดาไม่สามารถสังเกตลักษณะหรือความต้องการการกินนมของทารกได้

·       มีการให้อาหารเสริมหรือเครื่องดื่มอื่นๆ ทำให้ทารกไม่อยากดูดนมจากเต้านม

·       ความเชื่อที่ว่าไม่จำเป็นต้องป้อนนมทารกในเวลากลางคืน

·       มารดาเจ็บหัวนมหรือเต้านมและไม่ต้องการที่จะให้นม

            -การจัดเวลาในการให้นม การจัดตารางเวลาให้นมอาจทำให้ให้นมได้ไม่บ่อย ทารกอาจจะร้องไห้จนเหนื่อยกว่าจะถึงเวลาให้นม และเหนื่อยอ่อน ง่วงนอนเมื่อถึงเวลาให้นม

            -การกินนมสั้น ทารกที่เข้าเต้าได้ดีจะหยุดดูดนมเมื่ออิ่ม แต่หากให้ทารกหยุดดูดนมตามเวลาที่กำหนด หรือหยุดให้นมระหว่างทารกพักดูดนม สิ่งนี้อาจจะทำให้ทารกได้รับน้ำนมไม่เพียงพอ

            -ดูดนมไม่เกลี้ยงเต้า สารที่จะยับยั้งการสร้างนมแม่จะสะสมในเต้านมและทำให้การสร้างลดลง

            -การดูดนมไม่ดี ทารกที่เข้าเต้าได้ไม่ดีจะไม่สามารถดูดนมจนเกลี้ยงเต้า ทำให้การสร้างน้ำนมลดลง

            -เริ่มการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ช้า การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ควรจะเริ่มเร็วที่สุดที่เป็นไปได้หลังคลอด

หนังสืออ้างอิง

1.      WHO/UNICEF. BFHI Section 3: Breastfeeding promotion and support in a baby-friendly hospital – 20-hour course.  2009

 

การช่วยเหลือการสร้างและการให้นมแม่ของบุคลากรทางการแพทย์

mommom

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

              -ใช้ทักษะการสื่อสาร ได้แก่ การรับฟัง การสังเกต การตอบสนองต่อมารดา และการสร้างความมั่นใจ

            -ช่วยแก้ปัญหาเรื่องน้ำนมหลั่งออกมาน้อย โดยเสนอแนะการแก้ปัญหา ได้แก่ ช่วยให้อ้าปากอมหัวนมและลานนมได้ดี ให้นมทารกบ่อยๆ และเพิ่มระยะเวลาในการให้นมทารก หลีกเลี่ยงการให้อาหารเสริมและหัวนมหลอก

-การเพิ่มปริมาณน้ำนม  ควรให้นมทารกบ่อยและนานขึ้น บีบน้ำนมระหว่างการให้นม และการพูดคุยกับคนในครอบครัวให้เข้าใจ

            -ตรวจติดตามทารกจนกระทั่งน้ำหนักขึ้นเพียงพอและมารดามีความมั่นใจ

หนังสืออ้างอิง

1.      WHO/UNICEF. BFHI Section 3: Breastfeeding promotion and support in a baby-friendly hospital – 20-hour course.  2009

รูปแบบของการเจริญเติบโตปกติของทารก

นมแม่

           รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

             -ทารกจะเริ่มมีน้ำหนักเพิ่มในไม่ช้าหลังคลอด หากให้นมแม่อย่างเดียว มีการเข้าเต้าที่ดีและให้นมแม่บ่อยๆ

            -ทารกจะมีน้ำหนักลดในช่วงสองสามวันแรกหลังคลอด โดยการลดของน้ำหนักจะเป็นจากน้ำในร่างกายทารกส่วนเกินที่มีอยู่ตั้งแต่ช่วงอยู่ในครรภ์ ทารกจะเริ่มน้ำหนักขึ้นจนใกล้เคียงกับแรกคลอดราวสองสัปดาห์

            -โดยปกติทารกจะน้ำหนักขึ้นสองเท่าราว 5-6 เดือนหลังคลอด และสามเท่าเมื่อครบ 1 ปีโดยมีความยาวของลำตัวและรอบศีรษะเพิ่มขึ้นด้วย

            -กราฟการเจริญเติบโตมาตรฐานของทารกจะบ่งบอกถึงรูปแบบการเจริญเติบโตของทารก การเจริญเติบโตที่ปกติของทารกจะเป็นช่วง ดังนั้นการเติบโตที่เป็นปกติจะไม่เป็นเส้นเส้นเดียวที่กำหนดความเหมาะสมของการเจริญเติบโตของทารก

            -อย่าคอยจนกระทั่งทารกน้ำหนักขึ้นไม่ดี บุคลากรทางการแพทย์ควรมีการประเมินประสิทธิภาพการให้นมแม่อย่างต่อเนื่อง

หนังสืออ้างอิง

1.      WHO/UNICEF. BFHI Section 3: Breastfeeding promotion and support in a baby-friendly hospital – 20-hour course.  2009

 

 

 

 

สาเหตุของการหลั่งน้ำนมน้อย

milk

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

            -มารดาอาจจะมีการสร้างน้ำนมที่ดี แต่มารดาอาจจะมีการหลั่งน้ำนมออกได้น้อย โดยสาเหตุของการหลั่งน้ำนมน้อย อาจเกิดจาก

·       ทารกเข้าเต้าได้ไม่ดีหรือดูดนมอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ทารกจะดูกระวนกระวาย ดูดหรือคาบดึงเต้านมมารดา

·       ให้นมช่วงสั้น เร่งรีบและไม่บ่อย

·       ทารกกินนมจากเต้านมไม่เกลี้ยงเต้าหรือทารกได้รับน้ำนมส่วนหลังไม่เพียงพอ

·       ทารกป่วย คลอดก่อนกำหนด ดูดไม่แรงพอ หรือไม่นานพอที่ทารกต้องการ

            -การสร้างน้ำนมและการหลั่งน้ำนมมีความสัมพันธ์กัน หากมารดาไม่ได้ให้น้ำนมจนเกลี้ยงเต้าจะทำให้น้ำนมสร้างน้อยลง แต่ถ้าหากสามารถช่วยให้น้ำนมเกลี้ยงเต้าได้ การสร้างน้ำนมจะเพิ่มขึ้น

หนังสืออ้างอิง

1.      WHO/UNICEF. BFHI Section 3: Breastfeeding promotion and support in a baby-friendly hospital – 20-hour course.  2009

 

 

สาเหตุของการสร้างน้ำนมน้อย

78_1

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

              สาเหตุของการสร้างน้ำนมน้อยที่พบได้บ่อยสัมพันธ์กับปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้น้ำนมเกลี้ยงเต้า หากน้ำนมไม่เกลี้ยงเต้า การสร้างน้ำนมจะลดลง ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ได้แก่

·       การที่ทารกดูดนมไม่บ่อย

·       การให้ทารกดูดนมตามเวลา

·       การให้ทารกดูดนมช่วงสั้นๆ

·       การที่ทารกดูดนมไม่ดี

·       การอ้าปากอมหัวนมและลานนมของทารกไม่ดี

-การสร้างน้ำนมที่น้อยอาจจะสัมพันธ์กับปัจจัยทางด้านจิตใจ

·       มารดาขาดความมั่นใจ รู้สึกเหนื่อย หนัก วิตกกังวล และรู้สึกลำบากที่จะตอบสนองต่อทารก

·       ปัจจัยทางสรีรวิทยาที่มีผลต่อการทำให้มีการสร้างน้ำนมน้อย ได้แก่ การที่มารดามีความเครียดทำให้ให้นมไม่บ่อยหรือให้เป็นช่วงสั้นๆ การให้อาหารเสริมหรือใช้หัวนมหลอก และการให้เวลาดูแลและอยู่กับทารกน้อย

หนังสืออ้างอิง

1.      WHO/UNICEF. BFHI Section 3: Breastfeeding promotion and support in a baby-friendly hospital – 20-hour course.  2009

 

 

 

ลักษณะที่น่าเชื่อถือที่บ่งบอกว่าน้ำนมมีเพียงพอ

Baby boy (9-12 months) breast feeding, looking up, close-up

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

-ลักษณะที่น่าเชื่อถือที่บ่งบอกว่าน้ำนมมีเพียงพอ ได้แก่

·       สังเกตเห็นน้ำนมไหลออกมาเวลาที่ปัสสาวะหรืออุจจาระ

·       หลังวันที่สอง ทารกจะปัสสาวะและต้องเปลี่ยนผ้าอ้อมมากกว่า 6 ครั้งต่อวัน แต่หากมีการให้น้ำร่วมกับการให้นมแม่ ทารกอาจปัสสาวะบ่อย แต่น้ำหนักขึ้นน้อยกว่าปกติ

·       มีการเคลื่อนไหวของลำไส้ 3-8 ครั้งใน 24 ชั่วโมงอาจสังเกตจากการถ่ายอุจจาระ โดยหากทารกที่อายุมากกว่าหนึ่งเดือนจำนวนครั้งของการถ่ายอุจจาระจะลดลง

·       ทารกดูตื่นตัวดี ขยับแขนขาได้ดี ผิวดูสดใส และตัวใหญ่ขึ้นสังเกตจากเสื้อผ้าที่ใช้อยู่คับ

-น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอบ่งบอกว่าทารกได้รับน้ำนมเพียงพอ แต่มารดาอาจไม่สามารถจะชั่งดูน้ำหนักทารกได้บ่อยๆ แต่หากสงสัยเรื่องปริมาณน้ำนม การชั่งน้ำหนักทารกสัปดาห์ละหนึ่งครั้งจะช่วยบอกได้

-การรู้ลักษณะที่น่าเชื่อถือว่ามีปริมาณน้ำนมเพียงพอจะช่วยสร้างความมั่นใจกับมารดา บุคลากรทางการแพทย์ควรชี้ถึงสิ่งที่มารดาทำได้ดีและการสนับสนุนที่มีที่จะช่วยเหลือมารดาได้

หนังสืออ้างอิง

1.      WHO/UNICEF. BFHI Section 3: Breastfeeding promotion and support in a baby-friendly hospital – 20-hour course.  2009

 

ความวิตกกังวลเรื่องนมแม่ไม่พอ

obgyn3

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

                -ความวิตกกังวลเรื่องปริมาณน้ำนมไม่พอเป็นสาเหตุที่พบบ่อยของการหยุดนมแม่ หรือการเสริมอาหารเสริมให้กับทารกพร้อมกับให้นมแม่โดยมีความเชื่อว่านมแม่มีไม่เพียงพอ

            -มารดาและครอบครัวอาจมีความคิดว่า มีปริมาณน้ำนมไม่เพียงพอ หากพบลักษณะดังต่อไปนี้

·       ทารกร้องไห้บ่อย

·       ทารกไม่หลับเป็นช่วงเวลานาน

·       ทารกไม่อยู่นิ่งที่เต้านมและให้นมยาก

·       ทารกดูดนิ้วมือหรือกำปั้น

·       ทารกตัวใหญ่หรือเล็กเกินไป

·       ทารกต้องการอยู่ที่เต้านมบ่อยๆ หรืออยู่เป็นเวลานาน

·       มารดาหรือคนในครอบครัวรู้สึกว่าน้ำนมจาง

·       มีน้ำนมออกน้อยหรือไม่ออกขณะที่มารดาพยายามบีบน้ำนม

·       เต้านมไม่คัดหรือรู้สึกนิ่มกว่าแต่ก่อน

·       มารดาไม่เห็นน้ำนมไหลออกมาหรือเห็นกลไกออกซิโตซิน

·       ทารกกินนมผสมหรืออาหารเสริมที่ให้

            -ลักษณะเหล่านี้อาจตีความหมายว่ามีน้ำนมไม่เพียงพอ แต่ไม่ได้เป็นข้อบ่งชี้ที่น่าเชื่อถือทางการแพทย์

หนังสืออ้างอิง

1.      WHO/UNICEF. BFHI Section 3: Breastfeeding promotion and support in a baby-friendly hospital – 20-hour course.  2009

 

 

 

 

โคลิค

obgyn3

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

              โคลิคหรืออาการร้องกวนโดยไม่ทราบสาเหตุ ตีความหมายแตกต่างกันในแต่ละคน ก่อนอื่นต้องตรวจดูสาเหตุอื่นที่เป็นไปได้ก่อน ทารกที่มีอาการร้องกวนโดยไม่ทราบสาเหตุจะมีการเจริญเติบโตดีและมีเวลาที่เฉพาะเจาะจงในการร้องกวน โดยมากมักเป็นเวลาเย็น ส่วนเวลาอื่นดูปกติดี ควรตรวจสอบเรื่องการให้นมทารกว่าทารกมีการอ้าปากอมหัวนมและลานนมได้ดีหรือไม่ เนื่องจากการอ้าปากอมหัวนมและลานนมไม่ดีอาจทำให้ดูดลมเข้าไปในท้องทารกมาก ซึ่งทำให้ทารกท้องอึดและไม่สบายตัว การที่น้ำนมไหลเร็วเกินไปหรือทารกได้รับน้ำนมส่วนหน้ามากเกินไปอาจทำให้ทารกไม่สบาย การจัดการเกี่ยวกับการบริหารนมแม่ที่เหมาะสมจะลดปัญหาเหล่านี้ได้

หนังสืออ้างอิง

1.      WHO/UNICEF. BFHI Section 3: Breastfeeding promotion and support in a baby-friendly hospital – 20-hour course.  2009

 

สาเหตุของการร้องไห้ของทารก

pregnant7

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

            สาเหตุของการร้องไห้ของทารกมีหลากหลาย มีข้อแนะนำถึงวิธีการปฏิบัติดังนี้

            -ความอ้างว้างโดดเดี่ยวและความเบื่อหน่าย ข้อแนะนำการปฏิบัติคือ อุ้มและพูดคุยกับทารก

            -ความหิว ข้อแนะนำการปฏิบัติคือ มารดาอาจลังเลใจที่จะให้ทารกดูดนมจากเต้าบ่อยๆ หากตั้งเป้าหมายว่าจะให้ทุก 3-4 ชั่วโมง ทารกส่วนใหญ่จะไม่มีรูปแบบการกินนมที่กำหนดชัดเจน กระตุ้นให้มารดาให้ลูกดูดนมจากเต้าหากทารกร้องไห้

            -ความไม่สบายตัวของทารก ข้อแนะนำการปฏิบัติคือ ตอบสนองต่อความต้องการของทารก เช่น เช็ดตัว ทำความสะอาดผ้าอ้อม ทารกอาจจะร้อนหรืออากาศอาจจะเย็นเกินไป

            -การเจ็บหรือความเจ็บป่วย ข้อแนะนำการปฏิบัติคือ รักษาหรือส่งต่อตามความเหมาะสม

            -ความเหนื่อยล้า ข้อแนะนำการปฏิบัติคือ อุ้มหรือโยกทารกในสถานที่ที่เหมาะสม สงบเงียบที่ช่วยให้ทารกได้หลับและพักผ่อน ลดการเยี่ยม การกระตุ้นสัมผัส

            -สารบางอย่างในอาหารมารดา เรื่องนี้พบได้น้อย โดยปกติไม่ได้แนะนำให้มารดาหลีกเลี่ยงอาหารใด แต่หากทดสอบโดยการกินอาหารนั้นแล้วทารกร้องไห้ อาจลงพิจารณาหยุดอาหารประเภทนั้นไปก่อน

            -ผลของตัวยาบางชนิด หากมารดากินเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนหรือเครื่องดื่มประเภทโคล่า คาเฟอีนสามารถจะผ่านน้ำนมและทำให้ทารกนอนไม่หลับ กระสับกระส่าย นอกจากนี้การสูบบุหรี่ก็ยังมีสารกระตุ้นทารกด้วย ข้อแนะนำการปฏิบัติคือ มารดาควรงดเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน และหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ในบ้านหรือบริเวณใกล้บ้าน

หนังสืออ้างอิง

1.      WHO/UNICEF. BFHI Section 3: Breastfeeding promotion and support in a baby-friendly hospital – 20-hour course.  2009

 

 

 

แนวทางการปฏิบัติในการให้ทารกนอนร่วมเตียงเดียวกันสำหรับบุคลากรทางการแพทย์

01_22

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

·       อภิปรายข้อดีและข้อเสียของการให้ทารกนอนร่วมเตียงเดียวกันให้มารดาและครอบครัวทราบ

·       ควรใช้ที่นอนที่ไม่นุ่มหรือยุบตัวเกินไป ไม่ความมีรอยต่อหรือช่องว่างที่ทารกอาจตกลงไป และไม่ควรนอนหลับบนโซฟาหรือเบาะพิงที่ไม่ปลอดภัยสำหรับทารก

·       ผ้าห่มไหมพรมจะปลอดภัยกว่าผ้าห่มสำลี

·       แต่งตัวทารกให้เหมาะสม โดยไม่พันหรือห่อทารกมากเกินไปหากนอนร่วมเตียงเดียวกัน เพราะร่างกายมารดาจะให้ความอบอุ่นกับทารก

·       มารดาควรนอนใกล้ชิดกับทารกโดยหันหน้าเข้าหาทารก ขณะที่ทารกนอนหงายยกเว้นขณะให้นม

·       ต้องมั่นใจว่าทารกจะไม่ลื่นตกเตียงหรือลื่นลงไปในซอกข้างเตียงหรือผนัง

            -นอกจากนี้ การให้ทารกนอนร่วมเตียงเดียวกันขณะอยู่ในโรงพยาบาล ควร

·       ต้องมั่นใจว่า มารดาสะดวกในการขอความช่วยเหลือหากมารดาลำบากที่จะลุกจากเตียง

·       มีการตรวจดูมารดาและทารกบ่อยๆ เพื่อดูว่าไม่มีผ้าปิดหน้าหรือคลุมศีรษะทารก และทารกนอนหงายหากไม่ใช่ช่วงเวลาที่ให้นม

·       มีการส่งการดูแลมารดาและทารกที่มีการนอนร่วมเตียงเดียวกัน หากมีการเปลี่ยนเวรการดูแลของบุคลากรทางการแพทย์

หนังสืออ้างอิง

1.      WHO/UNICEF. BFHI Section 3: Breastfeeding promotion and support in a baby-friendly hospital – 20-hour course.  2009