ลักษณะที่น่าเชื่อถือที่บ่งบอกว่าน้ำนมมีเพียงพอ

Baby boy (9-12 months) breast feeding, looking up, close-up

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

-ลักษณะที่น่าเชื่อถือที่บ่งบอกว่าน้ำนมมีเพียงพอ ได้แก่

·       สังเกตเห็นน้ำนมไหลออกมาเวลาที่ปัสสาวะหรืออุจจาระ

·       หลังวันที่สอง ทารกจะปัสสาวะและต้องเปลี่ยนผ้าอ้อมมากกว่า 6 ครั้งต่อวัน แต่หากมีการให้น้ำร่วมกับการให้นมแม่ ทารกอาจปัสสาวะบ่อย แต่น้ำหนักขึ้นน้อยกว่าปกติ

·       มีการเคลื่อนไหวของลำไส้ 3-8 ครั้งใน 24 ชั่วโมงอาจสังเกตจากการถ่ายอุจจาระ โดยหากทารกที่อายุมากกว่าหนึ่งเดือนจำนวนครั้งของการถ่ายอุจจาระจะลดลง

·       ทารกดูตื่นตัวดี ขยับแขนขาได้ดี ผิวดูสดใส และตัวใหญ่ขึ้นสังเกตจากเสื้อผ้าที่ใช้อยู่คับ

-น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอบ่งบอกว่าทารกได้รับน้ำนมเพียงพอ แต่มารดาอาจไม่สามารถจะชั่งดูน้ำหนักทารกได้บ่อยๆ แต่หากสงสัยเรื่องปริมาณน้ำนม การชั่งน้ำหนักทารกสัปดาห์ละหนึ่งครั้งจะช่วยบอกได้

-การรู้ลักษณะที่น่าเชื่อถือว่ามีปริมาณน้ำนมเพียงพอจะช่วยสร้างความมั่นใจกับมารดา บุคลากรทางการแพทย์ควรชี้ถึงสิ่งที่มารดาทำได้ดีและการสนับสนุนที่มีที่จะช่วยเหลือมารดาได้

หนังสืออ้างอิง

1.      WHO/UNICEF. BFHI Section 3: Breastfeeding promotion and support in a baby-friendly hospital – 20-hour course.  2009

 

ความวิตกกังวลเรื่องนมแม่ไม่พอ

obgyn3

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

                -ความวิตกกังวลเรื่องปริมาณน้ำนมไม่พอเป็นสาเหตุที่พบบ่อยของการหยุดนมแม่ หรือการเสริมอาหารเสริมให้กับทารกพร้อมกับให้นมแม่โดยมีความเชื่อว่านมแม่มีไม่เพียงพอ

            -มารดาและครอบครัวอาจมีความคิดว่า มีปริมาณน้ำนมไม่เพียงพอ หากพบลักษณะดังต่อไปนี้

·       ทารกร้องไห้บ่อย

·       ทารกไม่หลับเป็นช่วงเวลานาน

·       ทารกไม่อยู่นิ่งที่เต้านมและให้นมยาก

·       ทารกดูดนิ้วมือหรือกำปั้น

·       ทารกตัวใหญ่หรือเล็กเกินไป

·       ทารกต้องการอยู่ที่เต้านมบ่อยๆ หรืออยู่เป็นเวลานาน

·       มารดาหรือคนในครอบครัวรู้สึกว่าน้ำนมจาง

·       มีน้ำนมออกน้อยหรือไม่ออกขณะที่มารดาพยายามบีบน้ำนม

·       เต้านมไม่คัดหรือรู้สึกนิ่มกว่าแต่ก่อน

·       มารดาไม่เห็นน้ำนมไหลออกมาหรือเห็นกลไกออกซิโตซิน

·       ทารกกินนมผสมหรืออาหารเสริมที่ให้

            -ลักษณะเหล่านี้อาจตีความหมายว่ามีน้ำนมไม่เพียงพอ แต่ไม่ได้เป็นข้อบ่งชี้ที่น่าเชื่อถือทางการแพทย์

หนังสืออ้างอิง

1.      WHO/UNICEF. BFHI Section 3: Breastfeeding promotion and support in a baby-friendly hospital – 20-hour course.  2009

 

 

 

 

โคลิค

obgyn3

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

              โคลิคหรืออาการร้องกวนโดยไม่ทราบสาเหตุ ตีความหมายแตกต่างกันในแต่ละคน ก่อนอื่นต้องตรวจดูสาเหตุอื่นที่เป็นไปได้ก่อน ทารกที่มีอาการร้องกวนโดยไม่ทราบสาเหตุจะมีการเจริญเติบโตดีและมีเวลาที่เฉพาะเจาะจงในการร้องกวน โดยมากมักเป็นเวลาเย็น ส่วนเวลาอื่นดูปกติดี ควรตรวจสอบเรื่องการให้นมทารกว่าทารกมีการอ้าปากอมหัวนมและลานนมได้ดีหรือไม่ เนื่องจากการอ้าปากอมหัวนมและลานนมไม่ดีอาจทำให้ดูดลมเข้าไปในท้องทารกมาก ซึ่งทำให้ทารกท้องอึดและไม่สบายตัว การที่น้ำนมไหลเร็วเกินไปหรือทารกได้รับน้ำนมส่วนหน้ามากเกินไปอาจทำให้ทารกไม่สบาย การจัดการเกี่ยวกับการบริหารนมแม่ที่เหมาะสมจะลดปัญหาเหล่านี้ได้

หนังสืออ้างอิง

1.      WHO/UNICEF. BFHI Section 3: Breastfeeding promotion and support in a baby-friendly hospital – 20-hour course.  2009

 

สาเหตุของการร้องไห้ของทารก

pregnant7

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

            สาเหตุของการร้องไห้ของทารกมีหลากหลาย มีข้อแนะนำถึงวิธีการปฏิบัติดังนี้

            -ความอ้างว้างโดดเดี่ยวและความเบื่อหน่าย ข้อแนะนำการปฏิบัติคือ อุ้มและพูดคุยกับทารก

            -ความหิว ข้อแนะนำการปฏิบัติคือ มารดาอาจลังเลใจที่จะให้ทารกดูดนมจากเต้าบ่อยๆ หากตั้งเป้าหมายว่าจะให้ทุก 3-4 ชั่วโมง ทารกส่วนใหญ่จะไม่มีรูปแบบการกินนมที่กำหนดชัดเจน กระตุ้นให้มารดาให้ลูกดูดนมจากเต้าหากทารกร้องไห้

            -ความไม่สบายตัวของทารก ข้อแนะนำการปฏิบัติคือ ตอบสนองต่อความต้องการของทารก เช่น เช็ดตัว ทำความสะอาดผ้าอ้อม ทารกอาจจะร้อนหรืออากาศอาจจะเย็นเกินไป

            -การเจ็บหรือความเจ็บป่วย ข้อแนะนำการปฏิบัติคือ รักษาหรือส่งต่อตามความเหมาะสม

            -ความเหนื่อยล้า ข้อแนะนำการปฏิบัติคือ อุ้มหรือโยกทารกในสถานที่ที่เหมาะสม สงบเงียบที่ช่วยให้ทารกได้หลับและพักผ่อน ลดการเยี่ยม การกระตุ้นสัมผัส

            -สารบางอย่างในอาหารมารดา เรื่องนี้พบได้น้อย โดยปกติไม่ได้แนะนำให้มารดาหลีกเลี่ยงอาหารใด แต่หากทดสอบโดยการกินอาหารนั้นแล้วทารกร้องไห้ อาจลงพิจารณาหยุดอาหารประเภทนั้นไปก่อน

            -ผลของตัวยาบางชนิด หากมารดากินเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนหรือเครื่องดื่มประเภทโคล่า คาเฟอีนสามารถจะผ่านน้ำนมและทำให้ทารกนอนไม่หลับ กระสับกระส่าย นอกจากนี้การสูบบุหรี่ก็ยังมีสารกระตุ้นทารกด้วย ข้อแนะนำการปฏิบัติคือ มารดาควรงดเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน และหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ในบ้านหรือบริเวณใกล้บ้าน

หนังสืออ้างอิง

1.      WHO/UNICEF. BFHI Section 3: Breastfeeding promotion and support in a baby-friendly hospital – 20-hour course.  2009

 

 

 

แนวทางการปฏิบัติในการให้ทารกนอนร่วมเตียงเดียวกันสำหรับบุคลากรทางการแพทย์

01_22

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

·       อภิปรายข้อดีและข้อเสียของการให้ทารกนอนร่วมเตียงเดียวกันให้มารดาและครอบครัวทราบ

·       ควรใช้ที่นอนที่ไม่นุ่มหรือยุบตัวเกินไป ไม่ความมีรอยต่อหรือช่องว่างที่ทารกอาจตกลงไป และไม่ควรนอนหลับบนโซฟาหรือเบาะพิงที่ไม่ปลอดภัยสำหรับทารก

·       ผ้าห่มไหมพรมจะปลอดภัยกว่าผ้าห่มสำลี

·       แต่งตัวทารกให้เหมาะสม โดยไม่พันหรือห่อทารกมากเกินไปหากนอนร่วมเตียงเดียวกัน เพราะร่างกายมารดาจะให้ความอบอุ่นกับทารก

·       มารดาควรนอนใกล้ชิดกับทารกโดยหันหน้าเข้าหาทารก ขณะที่ทารกนอนหงายยกเว้นขณะให้นม

·       ต้องมั่นใจว่าทารกจะไม่ลื่นตกเตียงหรือลื่นลงไปในซอกข้างเตียงหรือผนัง

            -นอกจากนี้ การให้ทารกนอนร่วมเตียงเดียวกันขณะอยู่ในโรงพยาบาล ควร

·       ต้องมั่นใจว่า มารดาสะดวกในการขอความช่วยเหลือหากมารดาลำบากที่จะลุกจากเตียง

·       มีการตรวจดูมารดาและทารกบ่อยๆ เพื่อดูว่าไม่มีผ้าปิดหน้าหรือคลุมศีรษะทารก และทารกนอนหงายหากไม่ใช่ช่วงเวลาที่ให้นม

·       มีการส่งการดูแลมารดาและทารกที่มีการนอนร่วมเตียงเดียวกัน หากมีการเปลี่ยนเวรการดูแลของบุคลากรทางการแพทย์

หนังสืออ้างอิง

1.      WHO/UNICEF. BFHI Section 3: Breastfeeding promotion and support in a baby-friendly hospital – 20-hour course.  2009

 

การให้ทารกนอนร่วมเตียงเดียวกัน

obgyn

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

            -การให้ทารกนอนร่วมเตียงเดียวกันจะทำให้มารดาและทารกพักผ่อนได้มากขึ้น และมีการให้นมลูกได้บ่อยขึ้น

            -การให้ทารกนอนร่วมเตียงเดียวกัน ไม่แนะนำในกรณีที่มารดาหรือบิดามีลักษณะดังต่อไปนี้

·       สูบบุหรี่

·       ดื่มแอลกอฮอล์หรือทำได้ยาที่ทำให้ง่วงซึม

·       เหนื่อยมากจนไม่ตอบสนองต่อปฏิกิริยาของทารก

·       ป่วยหรือมีภาวะที่ส่งผลต่อการรับรู้ ได้แก่ ภาวะชัก หรืออาการเบาหวานที่ไม่คงที่

·       อ้วนมาก

·       ป่วยมากหรือมีเด็กที่ป่วยมากอยู่ร่วมเตียงเดียวกัน

หนังสืออ้างอิง

1.      WHO/UNICEF. BFHI Section 3: Breastfeeding promotion and support in a baby-friendly hospital – 20-hour course.  2009

 

 

 

ประโยชน์ของการให้มารดาอยู่กับทารกตลอด 24 ชั่วโมง

16572_610634085624510_945281707_n

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

                 -การให้มารดาอยู่กับทารกตลอด 24 ชั่วโมงจะมีประโยชน์ต่อมารดา ทารกและโรงพยาบาล ซึ่งจะช่วยเรื่องเหล่านี้ได้ในระยะแรก

·       ทารกจะได้รับการตอบสนองต่อปฏิกิริยาต่างๆ ได้รวดเร็วกว่า การร้องไห้ของทารกน้อยกว่า การใช้พลังงานที่สะสมไว้น้อยกว่า ทำให้โอกาสในการเสริมนมผสมน้อยกว่าด้วย

·       การให้นมทารกได้บ่อยจะลดโอกาสเกิดภาวะตัวเหลืองและค่าบิลลิรูบินไม่ขึ้นถึงระดับที่สูง

·       การเข้าเต้าทำได้ดีกว่า และโอกาสการทอดทิ้งทารกน้อยกว่า

·       ลดการติดเชื้อจากบุคลากรทางการแพทย์ เพิ่มการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์ที่ได้จากมารดา และได้รับภูมิคุ้มกันผ่านทางน้ำนม

·       ลดการติดเชื้อ ลดการป้อนนมผสม ลดการใช้พื้นที่ของหออภิบาลทารกแรกเกิด และลดค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาล

·       มารดามั่นใจในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ก่อนกลับบ้าน ทำให้ลดการใช้ทรัพยากรในการติดตามมารดาหลังกลับบ้าน

             -ในมารดาที่มีการติดเชื้อเอชไอวียังได้ประโยชน์จากการการให้มารดาอยู่กับทารกตลอด 24 ชั่วโมง แม้ไม่ได้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เนื่องจากจะทำให้มารดาได้เรียนรู้จักทารกและมั่นใจในการดูแลทารกเมื่อกลับบ้าน

หนังสืออ้างอิง

1.      WHO/UNICEF. BFHI Section 3: Breastfeeding promotion and support in a baby-friendly hospital – 20-hour course.  2009

 

 

 

 

 

 

ทำไมจึงมีการแนะนำไม่ให้ให้จุกนมเทียมหรือหัวนมหลอกกับทารกที่กินนมแม่

d39e60e64e45109452e0d4a1d8e3c770

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

            -ทารกจะมีพัฒนาการในการเลือกจุกนมเทียมหรือหัวนมหลอกมากกว่าการดูดนมจากเต้า ทำให้การฝึกกินนมจากเต้ายากขึ้น

            -หากทารกหิวได้รับหัวนมหลอก ทารกจะได้รับนมน้อยและทำให้เจริญเติบโตช้า

            -จุกนมเทียม ขวดนม หรือหัวนมหลอกจะแหล่งที่มีความเสี่ยงในการทำให้ทารกติดเชื้อ แม้ว่าจะเป็นทารกที่ไม่ได้กินนมแม่ การติดเชื้อที่หูและปัญหาทางด้านฟันพบบ่อยในทารกที่ใช้จุกนมเทียมหรือหัวนมหลอก นอกจากนี้ยังอาจพบปัญหาการทำงานของกล้ามเนื้อในปากผิดปกติในทารกกลุ่มนี้ได้ด้วย

            -มีส่วนน้อยที่จำเป็นต้องให้นมเสริม การเสริมควรใช้การป้อนด้วยถ้วย เนื่องจากถ้วยสามารถทำความสะอาดได้ง่ายกว่า และขณะป้อนนมมารดาอุ้มและดูแลอยู่ด้วยตลอด การใช้การป้อนด้วยถ้วยส่วนใหญ่จะเป็นการใช้ระยะสั้นๆ แตกต่างจากการใช้ขวดนมป้อนทารก

หนังสืออ้างอิง

1.      WHO/UNICEF. BFHI Section 3: Breastfeeding promotion and support in a baby-friendly hospital – 20-hour course.  2009

 

ทำไมบุคลากรทางการแพทย์ไม่แนะนำให้เสริมอาหารอื่นให้กับทารก

images2

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

            มีเหตุผลอื่นเพิ่มเติมว่า ทำไมบุคลากรทางการแพทย์ไม่แนะนำให้เสริมอาหารอื่นให้กับทารกนอกเหนือจากนมแม่ ได้แก่

·       มารดาที่เสริมอาหารอื่นให้กับทารกบ่งบอกว่ามีความลำบากในการดูแลและให้นมลูก จะเป็นการดีกว่าที่จะช่วยให้มารดาเอาชนะอุปสรรคเหล่านี้และไม่วางเฉยให้มารดาแก้ปัญหาด้วยการเสริมอาหารอื่น

·       หากบุคลากรทางการแพทย์แนะนำให้มารดาให้อาหารเสริมกับทารก บ่งบอกถึงการขาดความรู้และทักษะในการดูแลการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ นอกจากนี้ หากมีการให้อาหารเสริมกับทารกบ่อยยังแสดงถึงบรรยากาศที่ตึงเครียดในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้รับการหาทางออกแบบเร่งด่วนชั่วคราวโดยไม่เหมาะสม

·       การเริ่มต้นให้นมผสมในมารดาที่ติดเชื้อเอชไอวีที่ต้องการให้ลูกกินนมแม่ จะทำให้มีความเสี่ยงในการเชื้อไวรัสจะผ่านไปสู่ทารกสูงขึ้น จึงต้องเน้นย้ำว่า หากไม่ทราบผลเลือดตรวจการติดเชื้อเอชไอวีของมารดา การให้ลูกกินนมแม่อย่างเดียวจะลดความเสี่ยงของทารกในการติดเชื้อเอชไอวีได้

            ในกรณีที่หากมารดาได้รับการตรวจการติดเชื้อเอชไอวีแล้วพบว่ามีการติดเชื้อ หลังได้รับการให้คำปรึกษาแล้วมารดาเลือกให้ทารกกินนมผสม สิ่งนี้ถือเป็นข้อบ่งชี้ทางการแพทย์  คือ ให้นมผสมทดแทนการให้นมแม่ (ย้ำในที่นี้ว่า “ไม่ได้เป็นการให้เสริม”)

 หนังสืออ้างอิง

1.      WHO/UNICEF. BFHI Section 3: Breastfeeding promotion and support in a baby-friendly hospital – 20-hour course.  2009

 

           

 

 

 

อันตรายของการเสริมอาหารอื่นนอกเหนือจากนมแม่

images4

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

               การให้ทารกกินนมแม่อย่างเดียวอย่างน้อยหกเดือนเป็นข้อแนะนำที่ได้รับการยอมรับ การเสริมอาหารอื่นจะทำให้

·       กระเพาะทารกเต็ม แน่น และไม่อยากกินนมแม่

·       ปริมาณน้ำนมของมารดาลดลงจากการที่ทารกไม่ดูดนม และยังทำให้เต้านมคัดด้วย

·       อาจทำให้ทารกน้ำหนักขึ้นได้ไม่ดี หากให้น้ำ ชา หรือน้ำหวานแทนนมแม่

·       ลดผลในการป้องกันการติดเชื้อของนมแม่ ทำให้ทารกเกิดท้องเสียหรือเจ็บป่วยอื่นๆ

·       เพิ่มโอกาสที่ทารกจะได้รับสารก่อภูมิแพ้ ซึ่งจะทำให้ทารกเป็นผื่นแพ้และเป็นหอบหืดได้

·       ลดความมั่นใจของมารดา โดยการตีความหมายว่า การเสริมอาหารจะทำให้ทารกหยุดร้อง

·       เสียค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็นและอาจเป็นอันตรายได้

หนังสืออ้างอิง

1.      WHO/UNICEF. BFHI Section 3: Breastfeeding promotion and support in a baby-friendly hospital – 20-hour course.  2009