เรื่องทั้งหมดโดย OB-GYN

กัญชา ปัญหาในวัยรุ่นและระหว่างการให้นมบุตร

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

            ปัจจุบัน ด้วยสภาพสังคมที่เร่งเร้าและแข่งขันกันอย่างมาก สร้างความกดดันและเพิ่มความเครียดให้แก่คนในสังคมมากขึ้นโดยเฉพาะวัยรุ่นซึ่งยังขาดความมั่นคงทางอารมณ์และมีแนวโน้มที่จะถูกชักจูงในการใช้ยาหรือสารเสพติดต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดาย การใช้ยาหรือสารเสพติดเพื่อการผ่อนคลายหรือให้ความสนุกสนานจึงพบมากขึ้น เช่น การดื่มเหล้า เบียร์ ไวน์ การสูบบุหรี่ การใช้ยาบ้า ยาอี รวมทั้งการใช้กัญชาโดยเพื่อตอบสนองต่อภาวะเครียดที่ไม่รู้จะหาทางออกหรือระบายความอัดอั้นในใจต่าง ๆ ได้อย่างไรผสมไปกับการชักจูงโดยกลุ่มเพื่อนที่ใช้ยาหรือสารเสพติดเหล่านี้อยู่แล้ว ทำให้มีแนวโน้มของการใช้ยาหรือสารเสพติดเพื่อการผ่อนคลายเกิดขึ้นได้ และเมื่อเกิดขึ้นขณะที่ร่างกายได้รับยาหรือสารเสพติดเหล่านี้ จะมีการกระตุ้นประสาทที่ทำให้เกิดอาการคึกคักหรือสนุกสนานและการกดระบบประสาทที่ทำให้ซึมหรือมึนงง โดยยาหรือสารเสพติดบางชนิดอาจมีฤทธิ์ในการหลอนประสาทด้วย ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดขาดการยับยั้งชั่งใจ การมีเพศสัมพันธ์ และการตั้งครรภ์โดยขาดความตั้งใจเป็นผลติดตามมาได้

            กัญชาเป็นสารเสพติดชนิดหลอนประสาท โดยออกฤทธิ์กระตุ้นประสาทในตอนต้น กดและหลอนประสาทเมื่อได้รับปริมาณขนาดที่เพิ่มขึ้น ในบางประเทศเช่น โคลัมเบีย และบางรัฐในสหรัฐอเมริกา การใช้กัญชาในรูปแบบเพื่อการผ่อนคลายหรือให้ความสนุกสนานไม่ผิดกฎหมาย ประเทศไทยซึ่งมีลัทธิตามอย่างประเทศเสรีนิยมจึงเริ่มพบการใช้สารเหล่านี้เพิ่มขึ้นในวัยรุ่นรวมถึงพบการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นโดยไม่ได้ตั้งใจสูงขึ้นด้วย กัญชาสามารถตรวจพบในร่างกายของผู้เสพหรือใช้ได้ราว 1 สัปดาห์หลังการใช้ หากใช้ระหว่างตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรย่อมเกิดผลเสียต่อทั้งมารดาและทารกอย่างแน่นอน แม้ว่าโทษของกัญชาจากข้อมูลการศึกษาวิจัยในผลของการใช้กัญชาในระหว่างการตั้งครรภ์และให้นมบุตรยังมีข้อมูลที่น้อยและขาดการยืนยัน1-3 เนื่องจากหากมารดาใช้กัญชาในระหว่างการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรย่อมมีช่วงเวลาที่ขาดสติและมีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายต่อทั้งมารดาและทารกได้ ดังนั้น สิ่งที่ดีที่สุดที่ทำได้คือ การงดหรือการลดการใช้ลงด้วยการยับยั้งชั่งใจ และความใส่ใจในสุขภาพอย่างน้อยก็เพื่อสุขภาพของลูกที่จะเกิดและเจริญเติบโตขึ้น โดยคงไม่มีมารดาคนใดที่จะเจตนาสร้างความพิกลพิการแก่ระบบประสาทและสติปัญญาของลูกน้อยที่จะเป็นตราบาปที่คงอยู่ตราบเท่าชีวิตที่คงอยู่ของคนทั้งสอง

เอกสารอ้างอิง

  1. Eidelman AI. Marijuana/Cannabis Use and Breastfeeding: A Clinical Dilemma. Breastfeed Med 2017;12:579.
  2. Mourh J, Rowe H. Marijuana and Breastfeeding: Applicability of the Current Literature to Clinical Practice. Breastfeed Med 2017;12:582-96.
  3. Anderson PO. Cannabis and Breastfeeding. Breastfeed Med 2017;12:580-1.

 

โภชนการมารดาตั้งครรภ์และให้นมบุตร2

รศ.พญ.อุมาพร สุทัศน์วรวุฒิ

           อย่างไรก็ตาม มีสารอาหาร วิตามิน และเกลือแร่บางชนิดที่ควรมีข้อมูลของประเทศไทย เพื่อให้ข้อแนะนำว่า ควรมีการเสริมสารอาหารเหล่านี้ในระหว่่างการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรหรือไม่ ได้แก่

            ดีเอชเอ เป็นกรดไขมันที่สำคัญที่ช่วยในการเจริญเติบโตของสมอง ในสหรัฐอเมริกามีข้อแนะนำว่าสตรีที่ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ควรได้รับการเสริมดีเอชเอ โดยมักพบในอาหารจำพวกปลา มีการแนะนำชนิดของปลาและปริมาณที่เหมาะสมที่ควรเลือกรับประทานในแต่ละวัน

          แคลเซียม แม้ว่าในระยะตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ความต้องการแคลเซียมจะไม่เพิ่มขึ้น แต่ความต้องการแคลเซียมในแต่ละวันของสตรี ส่วนใหญ่จะรับประทานไม่ครบตามความต้องการ พิจารณาอาหารที่ให้ปริมาณที่ให้แคลเซียมใกล้เคียง นม 1 แก้ว (มีแคลเซียม 226 มิลลิกรัม) ได้แก่

  • โยเกิร์ต รสธรรมชาติ 1 ถ้วย (มีแคลเซียม = 240 มก.)
  • นมเปรี้ยวพร้อมดื่ม 1 กล่อง (มีแคลเซียม = 108 มก.) ต้องรับประทาน 2 กล่อง
  • นมถั่วเหลือง สูตรธรรมดา (มีนมผสม) 1 กล่อง (มีแคลเซียม = 60 มก.) ต้องรับประทาน 4 กล่อง
  • น้ำเต้าหู้ 1 แก้ว (มีแคลเซียม = 8 มก.) ต้องรับประทาน 25 แก้ว
  • เต้าหู้ขาวหลอด ½ หลอด (มีแคลเซียม = 59 มก.) ต้องรับประทาน 2 หลอด
  • เต้าหู้ไข่หลอด ½ หลอด (มีแคลเซียม = 12 มก.) ต้องรับประทาน 10 หลอด
  • ผักคะน้าผัด ½ ถ้วยตวง (มีแคลเซียม = 71) ต้องรับประทาน 1½ ถ้วยตวง
  • ผักตำลึงต้ม ½ ถ้วยตวง (มีแคลเซียม = 31) ต้องรับประทาน 3½ ถ้วยตวง
  • งาดำคั่ว 1 ช้อนชา (มีแคลเซียม = 44 มก.) ต้องรับประทาน 5 ช้อนชา

             สตรีจึงควรรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูงเพื่อให้เพียงพอในระยะที่ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

           วิตามินดี มีความสำคัญต่อกระดูกและภูมิคุ้มกันต่อต้านโรค ในสหรัฐอเมริกามีข้อแนะนำการเสริมวิตามินดีในมารดาที่ตั้งครรภ์ และทารกแรกเกิดด้วย ในประเทศไทยพบสตรีในกรุงเทพมหานครมีภาวะขาดวิตามินดีร้อยละ 24-75 โดยภาพรวมของประเทศพบภาวะขาดวิตามินดี 9-57

                นอกจากนี้ มารดาควรหลีกเลี่ยงการรับประทานคาเฟอีน ที่พบในกาแฟ ชา น้ำอัดลมโคลา ช็อคโกแลต เครื่องดื่มบำรุงกำลัง คาเฟอีนผ่านจากแม่ไปสู่ทารกในครรภ์ และน้ำนมแม่ได้ จาก Meta-analysis พบว่าหญิงตั้งครรภ์ที่บริโภคคาเฟอีน >300 มก./วัน (กาแฟวันละ 3 แก้ว) มีความเสี่ยงต่อการแท้งเพิ่มขึ้น มีความเสี่ยงต่อการมีลูก low birth weight เพิ่มขึ้นเป็น 1.3-2.1 เท่า อายุของยาครึ่งชีวิตหรือ Half-life ในทารก (newborn: 96 hr, 3-5 month-old baby: 14 hr) ยาวกว่าผู้ใหญ่ (5 hr) มาก ทำให้กำจัดคาเฟอีนได้ช้าและเกิดผลเสียแก่ทารก แม่ที่ให้นมลูกควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน หรือดื่มเพียงเล็กน้อย เช่น รวมกันไม่เกิน 200 มก./วัน (กาแฟประมาณ 2 แก้ว) ถ้ามากเกินไป ลูกจะมีอาการกระวนกระวาย สั่น นอนไม่หลับ

            สรุป โภชนาการของแม่ในช่วงตั้งครรภ์และให้นมลูกสำคัญมากต่อสุขภาพแม่และทารก แม่ต้องการอาหารที่มีพลังงานและโปรตีนเพิ่มขึ้นอย่างพอเหมาะ ต้องการวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิดเพิ่มขึ้น และต้องเสริมยาเม็ดธาตุเหล็ก ไอโอดีน กรดโฟลิค อาหารที่มารดารับประทานต้องสะอาดและปลอดภัย ไม่แนะนำให้แม่ที่ตั้งครรภ์และให้นมลูกงดอาหารบางประเภทเพื่อป้องกันโรคภูมิแพ้ในลูก และควรมีการทบทวนอย่างเป็นระบบเกี่ยวกับภาวะโภชนาการของวิตามินดีในทารกเพื่อหาแนวทางป้องกันการขาดวิตามินดี

ที่มาจาก การประชุมเรื่องโภชนการมารดาตั้งครรภ์และให้นมบุตร ในการประชุมเครือข่ายการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ภาคเหนือ ที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ วันที่ 30 พฤศจิกายน- 1 ธันวาคม 2560

 

 

 

โภชนการมารดาตั้งครรภ์และให้นมบุตร 1

รศ.พญ.อุมาพร สุทัศน์วรวุฒิ

          ความสำคัญของภาวะโภชนาการของสตรีตั้งครรภ์ที่มีผลทั้งสุขภาพมารดาและทารก โดยในสตรีตั้งครรภ์ต้องการพลังงานเพิ่มขึ้น โปรตีน แร่ธาตุและวิตามินบางชนิดที่มีความเสี่ยงต่อการขาด พลังงานต้องการเพิ่มขึ้น 475 กิโลแคลอรีต่อวัน โปรตีนต้องการเพิ่มมากขึ้นในไตรมาสที่หนึ่ง 0.5 กรัมต่อวัน ไตรมาสที่สอง 7.7 กรัมต่อวัน และไตรมาสที่สาม 24.9 กรัมต่อวัน วิตามินเอต้องการเพิ่มขึ้นวันละ 200 RE โฟเลทต้องการเพิ่มขึ้นวันละ 200 ไมโครกรัม เหล็กต้องการเพิ่มขึ้นวันละ 60 มิลลิกรัม ไอโอดีนต้องการเพิ่มขึ้นวันละ 50 ไมโครกรัม

           สตรีที่ให้นมบุตรต้องการพลังงานเพิ่มขึ้น 500 กิโลแคลอรีต่อวันในช่วงหกเดือนแรกหลังคลอด และต้องการ 460 กิโลแคลอรีต่อวันในเดือนที่หกถึงเดือนที่สิบสองหลังคลอด โปรตีนเพิ่มขึ้นในหกเดือนแรกหลังคลอดราว 14-16 กรัมต่อวัน และในช่วงหกเดือนถึงสิบสองเดือนหลังคลอด 10 กรัมต่อวัน วิตามินเอต้องการเพิ่มขึ้นวันละ 375 RE โฟเลทต้องการเพิ่มขึ้นวันละ 100 ไมโครกรัม เหล็กต้องการเพิ่มขึ้นวันละ 15 มิลลิกรัม ไอโอดีนต้องการเพิ่มขึ้นวันละ 50 ไมโครกรัม

           กระทรวงสาธารณสุขได้มีนโยบายในการเสริมไอโอดีนให้แก่สตรีตั้งครรภ์และให้นมบุตร ตั้งแต่ ปี 2553 โดยจัดให้หญิงตั้งครรภ์ทุกคนได้รับยาเม็ดเสริมไอโอดีนฟรี จนถึงระยะให้นมบุตรถึง 6 เดือน ยาที่ให้องค์การเภสัชกรรมผลิตยาเม็ดวิตามินและเกลือแร่สำหรับหญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร ได้แก่ Triferdine 150 ประกอบด้วย ไอโอดีน 150 ไมโครกรัม ธาตุเหล็ก 60 มิลลิกรัมและโฟเลท 400 ไมโครกรัม หรือพิจารณา Iodine GPO 150 ประกอบด้วยไอโอดีน 150 ไมโครกรัมใช้สำหรับหญิงตั้งครรภ์และหลังคลอดที่เป็นโรคธาลัสซีเมียรุนแรงและเสี่ยงต่อการได้ธาตุเหล็กมากเกินไป

           อาหารปกติที่สตรีควรรับประทานควรพิจารณาตามธงโภชนาการ ได้แก่ ข้าว วันละ 8-12 ทัพพี ผัก วันละ 4-6 ทัพพี ผลไม้ วันละ 3-5 ส่วน นม วันละ 2-3 แก้ว เนื้อสัตว์ วันละ 6-12 ช้อนโต๊ะ และน้ำมัน น้ำตาล เกลือ วันละน้อย ๆ

          สำหรับตัวอย่างอาหารที่ควรเพิ่มใน 1 วันสำหรับแม่ที่ให้นมลูก (ประมาณ 500 กิโลแคลอรี โปรตีน 20 กรัม) ได้แก่ นม 1 แก้ว ข้าวสวย 2 ทัพพี เนื้อสัตว์สุก 3 ช้อนโต๊ะ ผักและผลไม้ อย่างละ 1-2 ส่วน หรือ นม 1 แก้ว และก๋วยเตี๋ยวน้ำ 1 ชาม

ที่มาจาก การประชุมเรื่องโภชนการมารดาตั้งครรภ์และให้นมบุตร ในการประชุมเครือข่ายการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ภาคเหนือ ที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ วันที่ 30 พฤศจิกายน- 1 ธันวาคม 2560

 

การใช้ยากระตุ้นน้ำนม: Domperidone จำเป็นหรือไม่และกรณีศึกษาจากโรงพยาบาลนครพิงค์

วิทยากร รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์ และทีมโรงพยาบาลนครพิงค์

          ก่อนอื่นต้องมีการทบทวนความรู้พื้นฐานของการสร้างน้ำนม ซึ่งระยะของการสร้างน้ำนมมี 3 ระยะที่สำคัญ โดยกลไกการกระตุ้นการสร้างน้ำนมที่สำคัญในระยะที่สาม คือ การให้ทารกดูดนมจนเกลี้ยงเต้า สำหรับฮอร์โมนโปรแลคตินที่ช่วยในการสร้างน้ำนมในระยะหลังคลอด 7 วัน หากมารดายังคงให้นมบุตรอยู่ ระดับฮอร์โมนโปรแลคตินจะยังสูงอยู่เกินกว่าค่าปกติในสตรี ดังนั้น ยา domperidone ซึ่งออกฤทธิ์ผ่านกลไกการกระตุ้นการเพิ่มของระดับฮอร์โมนโปรแลคตินจึงไม่เกิดประโยชน์ในการใช้ยาในระยะนี้ นอกจากนี้ ควรมีการทบทวนปัจจัยสาเหตุที่ทำให้น้ำนมไม่พอจากสาเหตุอื่นพบได้บ่อยกว่า ได้แก่ การเริ่มการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ช้า การเข้าเต้าที่ไม่เหมาะสม และการให้ลูกกระตุ้นดูดนมน้อยกว่าวันละ 8 ครั้ง และแก้ไขปัญหาเหล่านี้ก่อนเสมอ โดยการเริ่มใช้ยา domperidone ขนาดที่แนะนำคือ 10 มิลลิกรัม วันละสามครั้ง ควรระมัดระวังในมารดาที่มีโรคหัวใจหรือโรคตับ และได้มีการแนะนำถึง galactogogue อื่น ๆ ได้แก่ กลุ่มฮอร์โมน คือ Somatotropine, Cortisol, Insulin, Leptin, Estrogen, progesterone และ medroxyprogesterone, Oxytocin, Recombinant bovine somatotropin (rBST) และ  Thyrotropin releasing hormone (TRH) กลุ่มยา คือ Metoclopramide, Chlorpromazine และ Sulpiride กลุ่มพืชและสมุนไพร คือ Fenugreek (Trigonella graecum foecum), Fennel (Foeniculum vulgare), Goat’s rue (Galega offinalis), Asparagus (Asparagus racemosus), Anise (Pimpinella anisum), Milk thistle (Silybum marianum) และ Ginger (the root of Zingiber officinale) อธิบายถึงกลไกในการออกฤทธิ์ แต่ข้อมูลยังมีจำกัด

          โรงพยาบาลนครพิงค์ได้พูดถึงประสบการณ์ในการดูแลเรื่องการใช้ยากระตุ้นน้ำนมในระยะแรกหลังคลอด โดยอธิบายกลไกของการทำงานร่วมกันของแพทย์ พยาบาล และเภสัชกร มีการโทรศัพท์กลับถึงแพทย์ผู้สั่งยา สอบถามและอภิปรายถึงความจำเป็นในการใช้ยา นอกจากนี้ ยังมีการทำแผ่นโปสเตอร์ให้ความรู้แก่แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ที่ทำงานร่วมกันรวมทั้งแพทย์ใช้ทุน เพื่ออธิบายข้อบ่งใช้ยากระตุ้นน้ำนมที่เหมาะสม จนในปัจจุบันไม่พบการใช้ยา domperidone กระตุ้นน้ำนมในมารดาระยะแรกหลังคลอดเลย

ที่มาจาก การประชุมเรื่องการใช้ยากระตุ้นน้ำนม: Domperidone จำเป็นหรือไม่และกรณีศึกษาจากโรงพยาบาลนครพิงค์ ในการประชุมเครือข่ายการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ภาคเหนือ ที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ วันที่ 30 พฤศจิกายน- 1 ธันวาคม 2560

 

ความท้าทายในการเรียนการสอนเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่สู่ความสำเร็จ(2)

 อีกประเด็นหนึ่งที่มีความสำคัญ คือ พระราชบัญญัติควบคุมการตลาดอาหารทารกและเด็กเล็ก ปี พ.ศ. 2560 ที่บุคลากรทางการแพทย์ควรทราบถึงเนื้อหาและรายละเอียด ได้แก่

  • ไม่มีการโฆษณานมดัดแปลงสำหรับทารก นมดัดแปลงสูตรต่อเนื่อง และอาหารตามวัยของทารกและเด็กเล็กในที่สาธารณะ
  • ไม่มีการแจกตัวอย่างผลิตภัณฑ์แก่แม่
  • ไม่ส่งเสริมการใช้ผลิตภัณฑ์ ในโรงพยาบาลและสถานบริการสุขภาพ
  • ห้ามผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้จำหน่ายหรือตัวแทน จัดหรือให้การสนับสนุนในการจัดการประชุม อบรม หรือสัมมนาด้านวิชาการ เกี่ยวกับอาหารสำหรับทารกหรืออาหารสำหรับเด็กเล็กแก่หน่วยบริการสาธารณสุข บุคลากรด้านสาธารณสุข หญิงตั้งครรภ์ หรือหญิงที่มีบุตรซึ่งเป็นทารกหรือเด็กเล็ก

              หากพิจารณาถึงปัญหาและอุปสรรคของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่จากส่วนของบุคลากรทางในต่างประเทศ ตัวอย่างของสหรัฐอเมริกา พบว่า ปัญหาเกิดจาก

  • ความรู้และการปฏิบัติในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของแพทย์ไม่เพียงพอในระบบบริการ
  • แพทย์ขาดความมั่นใจการให้สุขศึกษาและการให้คำปรึกษาแก่หญิงตั้งครรภ์
  • แพทย์มีทัศนคติและความรู้ที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เช่น เชื่อว่านมผสมเป็นโภชนาการที่สมบูรณ์แบบสำหรับทารก

           ดังนั้น ความท้าทายในการจัดการเรียนการสอน คือ ต้องทำให้นิสิต/นักศึกษาแพทย์มีความรู้และทักษะโดย

  • สามารถอธิบายปัจจัยเชิงสังคมและวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
  • มีโอกาสซักประวัติมารดา การให้อาหารทารกและประเมินการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในหอผู้ป่วยหรือทางคลินิก
  • ตระหนักถึงคุณค่าการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่และน้ำนมแม่ และความเสี่ยงของการได้รับนมแม่โดยไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์
  • ได้รับการฝึกอบรมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ทางคลินิก

            การฝึกอบรมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ทางคลินิก ที่ควรมีการจัดการเรียนการสอน ได้แก่

  • ค้นหาปัจจัยให้พ่อแม่ตัดสินใจเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
  • รายละเอียดเกี่ยวกับประวัติและการตรวจเต้านม
  • เข้าใจผลกระทบการเจ็บครรภ์และวิธีการคลอด
  • บอกผลกระทบของหัตถการและการให้ยาแก่มารดาระหว่างการคลอดและทันทีหลังคลอดต่อการสร้างและหลั่งน้ำนม
  • กระตุ้นช่วยเหลือการให้นมแม่ทันทีหลังคลอด
  • สังเกตการเอาลูกเข้าเต้าอย่างถูกต้องและการดูดนมแม่จากเต้าอย่างมีประสิทธิภาพ
  • อธิบายวิธีการช่วยเหลือให้แม่ยังคงมีน้ำนมเพียง พอแม้ว่าแม่ลูกต้องแยกจากกัน
  • ให้คำแนะนำที่เหมาะสมกับคู่แม่ลูก เกี่ยวกับการให้ยามารดา การวางแผนครอบครัว
  • อธิบายสาเหตุของปัญหาการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ที่พบบ่อย
  • อธิบายแนวปฏิบัติการให้อาหารตามวัยที่ถูกต้องและเหมาะสม

                นอกจากนี้ นักศึกษาแพทย์ควรมีความเข้าใจถึงปัจจัยอื่น ๆ ที่มีผลต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ด้วย ได้แก่ การผ่าตัดคลอด การให้นงดัดแปลงสำหรับทารก การแจกนมตัวอย่างสำหรับทารก กฎหมายเรื่องการลาพักหลังคลอด การให้เวลาพักในระหว่างการทำงานเพื่อให้นมทารกหรือบีบเก็บน้ำนม การจัดมุมนมแม่ การให้ความรู้แก่หญิงตั้งครรภ์และครอบครัวในโรงเรียนพ่อแม่ บันไดสิบขั้นส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในทารกที่ป่วย และการบริการเชิงรุกในชุมชน ซึ่งต้องพยายามลดปัจจัยที่มีผลลบต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ และส่งเสริมปัจจัยที่มีผลบวกต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ทำให้โอกาสที่มารดาจะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่สำเร็จสูงขึ้น

ที่มาจาก การประชุมเรื่องความท้าทายในการเรียนการสอนเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่สู่ความสำเร็จ ในการประชุมเครือข่ายการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ภาคเหนือ ที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ วันที่ 30 พฤศจิกายน- 1 ธันวาคม 2560