การให้นมแม่ในทารกกลุ่มอาการดาวน์

409789_12123833_0

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

             กลุ่มอาการดาวน์เป็นความผิดปกติทางพันธุกรรมที่ทารกจะมีพัฒนาการทางด้านสติปัญญาต่ำ มีความผิดปกติในช่องปาก คือ ปากเล็ก ลิ้นจะคับแน่นยื่นออกมา และมีกล้ามเนื้อที่อ่อนแรง ความผิดปกติอื่นๆ ที่อาจพบร่วม ได้แก่ ความผิดปกติของหัวใจ ความผิดปกติของกระเพาะหรือลำไส้ โดยอาจมีส่วนของกระเพาะที่อุดตันหรือมีลำไส้ที่บีบแคบ (microcolon หรือ Hirschsprung disease) มารดาหรือผู้ดูแลจำเป็นต้องทราบความผิดปกติของทารกที่มีทั้งหมด เพื่อการวางแผนการให้นมที่เหมาะสม นอกจากนี้ ในทารกกลุ่มอาการดาวน์จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดการติดเชื้อที่หู มีพัฒนาการทางด้านการพูดและภาษาช้าด้วย ดังนั้น การที่ให้ทารกได้รับนมแม่จะเป็นผลดีในด้านการป้องกันการติดเชื้อ การโอบกอดทารกเนื้อแนบเนื้อจะช่วยกระตุ้นพัฒนาการทางระบบประสาทและการรับรู้ของทารกให้ดีขึ้น การที่มารดาได้พูดคุยกับทารกขณะกินนมจะช่วยพัฒนาการทางด้านภาษา อย่างไรก็ตาม ทารกเหล่านี้จะมีความยากลำบากในการให้นมแม่ โดยอาจจะเข้าเต้าได้ไม่ดีจากการที่มีปากเล็กและลิ้นยื่นออกมา แรงในการดูดนมอาจมีน้อยและอาจดูดนมได้ไม่นานจะมีอาการเหนื่อย การฝึกฝนจำเป็นต้องประเมินทารกว่าสามารถเข้าเต้าและดูดนมจากเต้าได้หรือไม่ หากสามารถทำได้ ต้องมีการประเมินว่าทารกสามารถดูดนมได้เพียงพอหรือไม่ มีการเจริญเติบโตตามเกณฑ์หรือไม่ หากทารกเหนื่อยและดูดนมได้ไม่นาน การให้นมบ่อยๆ ร่วมกับการอาจมีการป้อนนมเสริมโดยอาจใช้สายยางต่อหลอดฉีดยาช่วยให้นมแก่ทารกอาจจำเป็น สำหรับทารกที่ไม่สามารถเข้าเต้าได้ในระยะแรก การใช้วิธีการป้อนนมด้วยช้อน หรือป้อนนมด้วยถ้วยก่อน การโอบกอดทารกเนื้อแนบเนื้อบ่อยๆ และกระตุ้นนวดทารกจะช่วยได้ โดยเมื่อทารกโตขึ้น ช่องปากกว้างขึ้น แรงในการดูดดีขึ้น ทารกจะสามารถดูดนมจากเต้าได้ด้วยตนเอง สำหรับท่าในการให้นม อาจใช้ท่าที่ใช้มือประคองบริเวณคางหรือแก้มของทารก (Dancer’s hold position) จะช่วยพยุงและทำให้ทารกกินนมได้นานขึ้น

เอกสารอ้างอิง

  1. Bunik M. Breastfeeding telephone triage and advice. 2nd ed. The American Academy of Pediatrics 2016.

 

ทารกที่อ่อนแรง มีวิธีให้นมแม่อย่างไร

dancer hold position2

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

                ทารกที่อ่อนแรง หรือมีแรงตึงของกล้ามเนื้อน้อยกว่าปกติ จะมีลักษณะที่เปลี้ย หรืออ่อนปวกเปียก สาเหตุที่ทารกมีการอ่อนแรง อาจเกิดได้จากการคลอดก่อนกำหนดที่ทารกยังไม่มีความสมบูรณ์ ทารกที่มีความผิดปกติของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ทารกที่มีลักษณะพันธุกรรมที่ผิดปกติ ทารกที่มีการขาดเลือดหรือขาดออกซิเจนระหว่างการคลอด หรือทารกที่บาดเจ็บจากการคลอด ทารกเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการดูแลและใส่ใจเป็นพิเศษในระหว่างการให้นมแม่ เนื่องจากทารกอาจดูดนมได้น้อย หรือขาดแรงในการดูดนม ทำให้ดูดนมได้ไม่เพียงพอ และมีการเจริญเติบโตที่ช้าหรือต่ำกว่าเกณฑ์ จึงต้องมีการติดตามการเจริญเติบโตของทารกอย่างใกล้ชิด
                สำหรับการให้นมแม่ในทารกเหล่านี้ หากทารกสามารถดูดนมจากเต้าได้ ควรให้ดูดนมจากเต้า การดูดนม ทารกอาจดูดได้ในระยะเวลาที่สั้นกว่าปกติ เนื่องจากทารกจะเหนื่อย ดังนั้นจะต้องวางแผนให้นมบ่อยๆ และเนื่องจากทารกมีกล้ามเนื้อที่อ่อนแรง การจัดท่าที่เหมาะสมจะช่วยให้การเข้าเต้าของทารกทำได้ดี ท่าในการให้นมลูกที่แนะนำ ได้แก่ ท่า Dancer hold ท่านี้จะวางคางทารกไว้ในมือระหว่างนิ้วโป้งและนิ้วชี้ โดยนิ้วโป้งและนิ้วชี้อาจช่วยในการประคองแก้มของทารก ซึ่งจะทำให้ทารกที่อ่อนแรงดูดนมได้นานขึ้น ในกรณีที่ทารกอ่อนแรงมาก ไม่สามารถดูดนมจากเต้าได้ อาจจำเป็นต้องใช้การบีบน้ำนมด้วยมือหรือการปั๊มนมและใช้อุปกรณ์ช่วยในการป้อนนม ได้แก่ ใช้สายยางต่อหลอดฉีดยาช่วยป้อนนม หรือใช้การป้อนนมด้วยหลอดฉีดยา ช้อน หรือถ้วย ร่วมกับการกระตุ้นการพัฒนาการของระบบประสาทและกล้ามเนื้อของทารกโดยการโอบกอดทารกเนื้อแนบเนื้อบ่อยๆ เมื่อทารกเจริญเติบโตขึ้น มีพัฒนาการและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น ทารกจะสามารถดูดนมจากเต้าได้ด้วยตนเอง

เอกสารอ้างอิง
1. Bunik M. Breastfeeding telephone triage and advice. 2nd ed. The American Academy of Pediatrics 2016.

การให้ทารกปากแหว่ง เพดานโหว่ ดูดนมจากเต้าทำได้หรือไม่

cleft lip cleft palate1

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

             ทารกที่ปากแหว่ง เพดานโหว่ สาเหตุอาจเกิดจากความผิดปกติจากพันธุกรรมหรือจากสภาวะแวดล้อมที่เป็นผลเสียต่อการเจริญเติบโตในส่วนโครงสร้างของใบหน้า ทำให้เกิดการไม่เชื่อมต่อกันของผิวหนัง เนื้อเยื่อ และกระดูกบริเวณปาก และเพดานในปากด้านบน โดยทั่วไปจะพบความผิดปกติของทารกที่มีปากแหว่งอย่างเดียวร้อยละ 20 ทารกที่มีเพดาโหว่อย่างเดียวร้อยละ 30 และทารกที่มีปากแหว่งและเพดาโหว่ร้อยละ 50

             ทารกที่มีปากแหว่งอย่างเดียว หากสามารถประกบปากเข้ากับเต้านม และส่วนของเนื้อเต้านมแนบสนิทกับปากทารก ทารกจะสามารถสร้างแรงดูดนม และสามารถดูดนมจากเต้าได้ แต่ในทารกที่มีเพดานโหว่ การสร้างแรงดูดนมอาจทำได้ไม่ดี จำเป็นต้องใช้เครื่องมือต่างๆ ในการช่วยป้อนนมแม่ให้กับทารก โดยอาจใช้หลอดฉีดยา ช้อน หรือการป้อนด้วยถ้วย และจัดท่าให้ทารกอยู่ในลักษณะที่นั่งตัวตรง จะช่วยป้องกันการสำลักของทารกได้ การใช้แผ่นพลาสติกที่ออกแบบมาเพื่อปิดเพดานโหว่ (palate obturator) ก็ช่วยในการกินนมของทารก การติดตามดูการเจริญเติบโตของทารกที่มีปากแหว่งเพดาโหว่มีความจำเป็น เนื่องจากทารกอาจดูดนมได้น้อยและอาจต้องการการป้อนนมเสริม ในทารกเหล่านี้ มารดาจำเป็นต้องมีการเตรียมตัวเพื่อการกระตุ้นการสร้างน้ำนมด้วยการบีบน้ำนมด้วยมือหรือการปั๊มนมด้วย

           สำหรับการผ่าตัดแก้ไข ส่วนใหญ่จะทำเมื่อทารกอายุ 1-2 ปี ซึ่งจะช่วยลดการเกิดภาวะแทรกซ้อนเรื่อง การอักเสบของหู การได้ยิน การเจริญเติบโตของฟันที่ผิดปกติ และความล่าช้าในการออกเสียงหรือการใช้ภาษา ซึ่งหากมารดามีความเข้าใจและเห็นประโยชน์ของนมแม่ มารดาจะตั้งใจและประสบความสำเร็จในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในทารกที่ปากแหว่งเพดานโหว่ได้

เอกสารอ้างอิง

  1. Bunik M. Breastfeeding telephone triage and advice. 2nd ed. The American Academy of Pediatrics 2016.

 

ทารกกินนมแม่บ่อยมาก ผิดปกติไหม

S__38207879

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

            ปกติหลังคลอด ทารกจะกินนมแม่วันละ 8-12 ครั้ง หากน้อยกว่า 8 ครั้งถือว่า ทารกอาจมีการกินนมแม่ที่น้อยเกินไป ต้องตรวจสอบการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักทารกหรือการเจริญเติบโตของทารกว่าเป็นไปตามเกณฑ์หรือไม่ แต่หากทารกกินนมแม่บ่อยกว่าวันละ 12 ครั้ง จะถือว่ากินนมแม่บ่อยมาก สาเหตุอาจเกิดจากการเข้าเต้าที่ไม่เหมาะสมทำให้การดูดนมไม่มีประสิทธิภาพ ทารกจะหิวบ่อย หรืออาจเกิดจากการที่ทารกง่วงหลับระหว่างการกินนม ซึ่งทำให้ทารกกินนมได้น้อยและต้องกินนมบ่อยๆ ดังนั้น ในการดูแลเบื้องต้น ควรสังเกตการณ์ให้นมแม่ของมารดา ปรับเปลี่ยนการเข้าเต้าหรือท่าให้เหมาะสม และหากทารกง่วงหลับระหว่างการให้นม อาจจำเป็นต้องมีการกระตุ้นให้ทารกดูดนม โดยการกระตุ้นทารกที่มุมปากหรือบีบนวดเต้านม ทำให้น้ำนมไหลมากขึ้น ซึ่งจะกระตุ้นการดูดนมของทารกได้ หรืออาจจะเปิดผ้าที่ห่อทารกกระตุ้นที่หน้าอกและหลังทารกเพื่อปลุกทารก ทารกจะตื่นและดูดนมได้ดีขึ้น แต่หากหลังจากการดูแลเบื้องต้นแล้ว ทารกเข้าเต้าและดูดนมได้อย่างเหมาะสม และทารกมีน้ำหนักขึ้นหรือการเจริญเติบโตได้ตามเกณฑ์ อาจเกิดจากทารกอยู่ในช่วงที่เรียกว่า “ทารกยืดตัว (growth spurt)” ซึ่งจะเกิดขึ้นในช่วง 10 วัน 3 สัปดาห์ 6 สัปดาห์ หรือ 3 เดือน ทารกในช่วงนี้จะกินนมบ่อย อาจจะทุกชั่วโมง การดูแลมารดาอาจเพียงให้ความมั่นใจหรืออธิบายให้มารดาเข้าใจ รู้สึกสบายใจ และไม่ต้องวิตกกังวล ร่วมกับมีการติดตามการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักและการเจริญเติบโตของทารกเพื่อยืนยันการวินิจฉัย จะเห็นว่า การที่ทารกกินนมบ่อยมากอาจมีสาเหตุจากความผิดปกติในการกินนมหรือเป็นเรื่องปกติที่ทารกกำลังจะยืดตัว ความรู้และความเข้าใจของมารดาจะทำให้มารดาปฏิบัติตัวและดูแลทารกได้อย่างเหมาะสม

เอกสารอ้างอิง

  1. Bunik M. Breastfeeding telephone triage and advice. 2nd ed. The American Academy of Pediatrics 2016.

ข้อแนะนำสามีในการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

S__38207874

                รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

           หลังการคลอด มารดาจะต้องเผชิญกับสิ่งต่างๆ ที่อาจเป็นสิ่งใหม่โดยเฉพาะในมารดาครรภ์แรก การปรับตัวกับความเหนื่อยล้า การเปลี่ยนแปลงของร่างกาย และการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ สิ่งเหล่านี้อาจสร้างความวิตกกังวลให้แก่มารดาได้ สามีผู้ซึ่งมีความใกล้ชิด เข้าใจ และรู้ใจมารดาจะมีส่วนช่วยให้มารดาผ่านช่วงเวลานี้ไปได้ด้วยดีและน่าจดจำ โดยมีข้อแนะนำสำหรับสามี ดังนี้

         -เป็นส่วนหนึ่งของทีมเสมอ เพราะสามีซึ่งเป็นพ่อของลูกจะมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้ตลอดเวลา

        -โอบกอดทารกเนื้อแนบเนื้อ แม้ว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นที่มารดาต้องทำ  แต่สำหรับพ่อของลูกการโอบกอดเนื้อแนบเนื้อช่วยให้ทารกหลับได้ดี สร้างสายสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูก ซึ่งมากกว่าการดูแลเปลี่ยนผ้าอ้อมเวลาทารกขับถ่ายเพียงอย่างเดียว ซึ่งพ่อที่สามารถให้การดูแลลูกได้ จะเกิดความภาคภูมิใจและมั่นใจที่จะช่วยมารดาในการให้ลูกกินนมแม่

        -ดูแลมารดาด้วยความอ่อนโยน ความอ่อนโยนและอบอุ่นที่มารดาได้รับจะส่งผลดีต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

       -ควรลืมเกี่ยวกับงานอื่นๆ ไปก่อน สนใจ ใส่ใจกับแม่ ลูก และการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ให้มาก

      -ช่วยดูแลทารกระหว่างที่มารดางีบหลับ พักผ่อน หากมารดาเหนื่อยหรือเมื่อยล้า

        จะเห็นว่า บทบาทของสามีมีส่วนสำคัญอย่างมากที่จะช่วยมารดาให้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้อย่างอบอุ่น หากสามีถูกกันออกจากทีม หรือถูกบ่นด่าในการมีส่วนร่วม ความมีส่วนร่วมหรือทีมจะหายไป มีการศึกษาพบอาการซึมเศร้าที่พบในพ่อของลูกได้หลังคลอดร้อยละ 11 ดังนั้น มารดาควรหลีกเลี่ยงที่จะวิจารณ์ความช่วยเหลือของสามีในการช่วยดูแลลูก เห็นความสำคัญหรือความใส่ใจหรือความเอาใจใส่ซึ่งกันและกันเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม การพูดจาด้วยคำชมเชยหากพ่อปฏิบัติได้ดี และเสนอแนะบ้างในกรณีที่สามีต้องการคำแนะนำช่วยในการดูแลทารก จะทำให้ความราบรื่นในการต้อนรับสมาชิกคนใหม่เป็นไปได้ด้วยดี

เอกสารอ้างอิง

  1. Bunik M. Breastfeeding telephone triage and advice. 2nd ed. The American Academy of Pediatrics 2016.

ปั๊มนมจากเต้าอย่างเดียวดีไหม

electric expression x1-l-small

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

              ปัจจุบัน การปั๊มนมและนำนมที่ปั๊มได้มาป้อนจากถ้วยหรือใส่ขวดมีมากขึ้น จึงเกิดคำถามว่า การปั๊มนมจากเต้าอย่างเดียวแล้วให้แก่ทารกได้หรือไม่ และดีไหม การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่โดยให้ทารกดูดนมจากเต้าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ทารกจะดูดนมจากเต้าได้เกลี้ยงกว่าและกระตุ้นการสร้างน้ำนมได้ดีกว่า นอกจากนี้ ขณะที่ทารกดูดนม มารดาได้โอบกอดทารกเนื้อแนบเนื้อ ตาสบตา และมารดาได้พูดคุยกับทารกจะกระตุ้นพัฒนาการของระบบประสาทการรับรู้ต่างๆ ของทารกได้ดีขึ้น การปั๊มนมหรือการบีบน้ำนมด้วยมือนั้นจำเป็นในกรณีที่ทารกไม่สามารถดูดนมจากเต้าได้ โดยอาจมีภาวะแทรกซ้อนจากการคลอดก่อนกำหนดหรือความเจ็บป่วยอื่นๆ นอกจากนี้ การปั๊มนมหรือการบีบน้ำนมด้วยมืออาจช่วยในกรณีที่มารดาจำเป็นต้องแยกจากทารกหรือกรณีที่มารดาต้องทำงานนอกบ้าน การปั๊มนมหรือการบีบน้ำนมด้วยมือเก็บไว้ให้ทารกระหว่างที่มารดาไม่อยู่ อย่างน้อยทารกก็ยังได้ประโยชน์จากการกินนมแม่ ดังนั้น การปั๊มนมหรือการบีบน้ำนมด้วยมือ หากใช้อย่างเหมาะสมก็จะเป็นเครื่องมือช่วยให้การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวหกเดือนแรกประสบความสำเร็จได้

เอกสารอ้างอิง

  1. Bunik M. Breastfeeding telephone triage and advice. 2nd ed.The American Academy of Pediatrics 2016.

 

เต้านมคัดประคบร้อนหรือประคบเย็นดี

S__38207894

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

               เต้านมคัด โดยทั่วไปจะเกิดขึ้นในระยะแรกหลังคลอด ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนที่ลดลงในระยะหลังคลอด ทำให้มีเลือดและน้ำเหลืองมาคั่งบริเวณเต้านม ร่วมกับในระยะนี้น้ำนมจะยังไม่ไหลดี ทำให้เกิดอาการคัด เจ็บ เต้านมจะอุ่น ตึง และในมารดาบางคนอาจมีไข้ได้ แต่อาการไข้มักไม่สูงมาก และจะลดลงใน 24 ชั่วโมงเมื่ออาการตึงคัดลดลง ในการบรรเทาอาการตึงคัดเต้านม การประคบร้อนจะช่วยการกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนออกจากเต้านมได้ดี ทำให้ลดอาการตึงคัดได้ นอกจากนี้ยังทำให้การไหลของน้ำนมดีขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ลดอาการตึงคัดเต้านมได้อีกทางหนึ่ง การประคบร้อน อาจทำได้โดยใช้ผ้าชุบน้ำอุ่น หรือใช้ลูกประคบสมุนไพรวางประคบบริเวณเต้านมก็ได้ สำหรับการประคบเย็น หลักการคือการช่วยลดอาการปวดเต้านมและความเย็นจะทำให้เส้นเลือดที่มาเลี้ยงที่เต้านมหดตัว ทำให้อาการตึงคัดไม่เพิ่มขึ้น การประคบเย็นอาจทำโดยการใช้แผ่นเจลที่ใช้ลดไข้ หรือใบกะหล่ำปลีแช่เย็น เพื่อประคบเต้านม อย่างไรก็ตาม ในมารดาที่มีอาการปวด ตึง คัดเต้านมมาก การใช้ยาแก้ปวดและยาลดการอักเสบร่วมด้วย จะช่วยบรรเทาอาการให้มารดารู้สึกสบายตัวขึ้นได้

             สรุปว่า เต้านมคัด ทั้งการประคบร้อนและประคบเย็นสามารถช่วยบรรเทาอาการเต้านมคัดได้ โดยหากต้องการเน้นให้น้ำนมไหลได้ดีขึ้น ควรประคบร้อน แต่หากมารดาทรมานมากจากการปวดตึงคัด การประคบเย็นมารดาจะรู้สึกสบายตัวได้เร็วกว่า ดังนั้น หากเลือกใช้การประคบร้อนและเย็นให้เหมาะสมกับอาการที่เป็นปัญหาของมารดาในแต่ละคน จะทำให้มารดามีความสุขที่จะนมลูกโดยไม่ต้องทรมานจากอาการตึงคัดเต้านม

เอกสารอ้างอิง

  1. Bunik M. Breastfeeding telephone triage and advice. 2nd ed. The American Academy of Pediatrics 2016.

มารดารู้สึกเศร้าก่อนให้ลูกกินนม เป็นอันตรายไหม

IMG_0726

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

             ในช่วงเวลาก่อนให้ลูกกินนมเล็กน้อย ร่างกายมารดาจะมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน และฮอร์โมนตัวหนึ่งที่สำคัญที่มีผลต่ออารมณ์ของมารดา ได้แก่ โดปามีน (dopamine) จะมีระดับที่ลดลง ทำให้มารดารู้สึกเศร้า หดหู่ กระวนกระวาย ร้องไห้ โกรธ ความรู้สึกขาดความช่วยเหลือ หรือขาดความหวังได้ อาการเหล่านี้จะเป็นอยู่เพียงแค่สองหรือสามนาทีแล้วหายไป อาการเหล่านี้ เกิดจากอารมณ์แปรปรวนก่อนการให้นม ในภาษาอังกฤษเรียกภาวะนี้ว่า Dysphoric Milk Ejection Reflux หรือ D-MER อาการนี้จะแตกต่างจากภาวะซึมเศร้าหลังคลอดที่มารดาจะมีอารมณ์หรืออาการซึมเศร้าต่อเนื่องเป็นเวลานานไม่เฉพาะช่วงก่อนการให้นม อาการของภาวะซึมเศร้าหลังคลอดจะหายไปได้เองภายในสองสัปดาห์ แต่หากอาการซึมเศร้าของมารดาเป็นนานกว่าสองสัปดาห์ อาการนี้อาจเกิดจากภาวะซึมเศร้ารุนแรง (major depression) ที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาและการดูแลเฉพาะจากจิตแพทย์

              สำหรับอาการแปรปรวนก่อนการให้นมนั้น หากมารดามีความรู้และเข้าใจถึงภาวะนี้ มารดาจะไม่วิตกกังวล การฝึกผ่อนคลาย หายใจเข้าออกลึกๆ ฟังดนตรีที่ชอบ หรือใช้กลิ่นบำบัด (aromatherapy) โดยอาจใช้เทียนหอมในกลิ่นลาเวนเดอร์ที่ช่วยให้มารดารู้สึกผ่อนคลายได้ อาการแปรปรวนก่อนการให้นมโดยทั่วไปจะดีขึ้นเองและหายเองเมื่อเวลาผ่านไปราว 2-3 เดือน ความเข้าใจและการเอาใจใส่ของครอบครัวสามารถช่วยลดปัญหาของภาวะนี้และภาวะซึมเศร้าหลังคลอดได้ด้วย

เอกสารอ้างอิง

  1. Bunik M. Breastfeeding telephone triage and advice. 2nd ed. The American Academy of Pediatrics 2016.

ทารกให้ความสนใจสิ่งอื่นขณะกินนมผิดปกติหรือไม่

IMG_1035

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

   เมื่อทารกเติบโตและมีพัฒนาการมากขึ้น ความสนใจสิ่งรอบข้างจะสูงขึ้น โอกาสที่จะถูกดึงดูดจากเสียง แสง สี หรือการเคลื่อนไหวในระหว่างที่ทารกดูดนมอยู่ จะเพิ่มขึ้นด้วย ทารกอาจจะหยุดกินนมและสนใจในสิ่งเร้าที่มากระตุ้น ทำให้กินนมได้ในระยะสั้น หิวบ่อย หรือทำให้มารดาวิตกว่า ทารกอาจได้รับน้ำนมไม่เพียงพอจนทำให้น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ได้ สิ่งเหล่านี้ มักพบในทารกที่มีอายุราว 4 เดือนขึ้นไป ข้อแนะนำสำหรับมารดา คือรู้และเข้าใจทารก หากมารดาต้องการให้ทารกดูดนมได้เต็มที่ ควรเลือกบรรยากาศของการให้นมในห้องที่สงบ ลดการรบกวนจากสิ่งรอบข้างหรือเสียงโทรศัพท์ โดยหลังจากให้นมเสร็จแล้วจึงให้ทารกได้มีกิจกรรมตามปกติที่จะส่งเสริมการเรียนรู้ของทารก อย่างไรก็ตาม หากว่าการที่ทารกให้ความสนใจกับสิ่งรอบข้างไม่ได้ทำให้เกิดผลเสียต่อทารกจนทำให้น้ำหนักผิดปกติหรือต่ำกว่าเกณฑ์ มารดาอาจเพียงรับรู้ เข้าใจพร้อมติดตามการเจริญเติบโตของทารกโดยไม่จำเป็นต้องมีความวิตกกังวลใดๆ เลย

เอกสารอ้างอิง
1. Bunik M. Breastfeeding telephone triage and advice. 2nd ed. The American Academy of Pediatrics 2016.

การให้ทารกนอนร่วมเตียงเดียวกันกับมารดาดีหรือไม่

64

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

                 การที่ทารกนอนร่วมห้องเดียวกันและใกล้ชิดกับมารดาจะช่วยให้มารดาสังเกตอาการหิวของทารกได้ง่าย และสามารถให้นมได้ตามที่ทารกต้องการ โดยมีความสะดวกจากการที่อยู่ใกล้ๆ สำหรับการนอนร่วมเตียงเดียวกันนั้น อาจทำได้ในกรณีที่เตียงมีพื้นที่เพียงพอ ไม่นุ่มเกินไปหรือมีซอกหลีบที่ทารกจะหล่นลงไปและเกิดอันตรายได้ โดยมารดาความมีความพร้อม ไม่เหนื่อยหรืออ่อนเพลียจนเกินไป ไม่กินเหล้า เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ หรือได้รับยาที่ทำให้ง่วงซึม เนื่องจากสิ่งที่วิตกกังวลในการนอนร่วมเตียงเดียวกันกับมารดาคือ การที่มารดาเบียดทับทารก หรือทารกตกลงในซอกหรือร่องข้างเตียง ดังนั้น หากมีความเสี่ยงดังกล่าวแล้ว การเลือกให้ทารกนอนอยู่ที่เตียงเล็กข้างๆ มารดาอาจเหมาะสมกว่า แต่ในกรณีที่ไม่มีเตียงเล็ก การจัดพื้นที่ให้เหมาะสมโดยทารกอาจนอนบนพื้น หรือมารดานอนบนพื้นใกล้กับทารกก็สามารถทำได้โดยที่ยังได้ประโยชน์จากการอยู่ใกล้ชิดกันและปราศจากความเสี่ยงที่จะเบียดทับทารกด้วย

เอกสารอ้างอิง

  1. Bunik M. Breastfeeding telephone triage and advice. 2nd ed. The American Academy of Pediatrics 2016.