การดูแลอาการซึมเศร้าหลังคลอดกับการให้นมแม่ ตอนที่2

S__46162116

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

            2. ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด หรือ Postpartum blues หรือ baby blues มารดาจะมีอาการเศร้า กระวนกระวาย ร้องไห้ ขาดสมาธิ นอนไม่หลับ อาการนี้มักพบในช่วง 2-3 วันหลังคลอด โดยอาการจะค่อยๆ ดีขึ้นและหายไปในสองสัปดาห์ สาเหตุเชื่อว่าเป็นจากการลดระดับของฮอร์โมนในช่วงหลังคลอด การดูแลภาวะซึมเศร้าหลังคลอด ทำโดยอธิบายให้มารดาและครอบครัวเข้าใจถึงลักษณะการเกิดอาการ ความร่วมมือของสามีและครอบครัวที่ดูแลเอาใจใส่ ลดงาน ลดภาระและลดความวิตกกังวลให้แก่มารดา จะช่วยสร้างความมั่นใจในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของมารดาได้ การให้นมลูกจะช่วยสร้างความรู้สึกที่มีคุณค่าแก่มารดา ดังนั้น ไม่ควรให้มารดาหยุดการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ มารดาบางรายที่มีอาการซึมเศร้าอาจนอนไม่หลับ การจัดให้มารดาได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอจะช่วยในการรักษาด้วย การรักษาด้วยยาส่วนใหญ่ไม่มีความจำเป็นในภาวะนี้

เอกสารอ้างอิง

  1. Bunik M. Breastfeeding telephone triage and advice. 2nd ed. The American Academy of Pediatrics 2016.

การดูแลอาการซึมเศร้าหลังคลอดกับการให้นมแม่ ตอนที่1

IMG_9420

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

           อาการซึมเศร้าที่พบหลังคลอดแบ่งเป็น 4 ลักษณะตามความรุนแรงของอาการ ระยะเวลาการเกิดอาการซึมเศร้า และผู้ที่มีอาการ ซึ่งการดูแลในแต่ละลักษณะอาการ มีดังนี้1,2

  1. อารมณ์เศร้าก่อนการให้นม หรือ Dysphoric Milk Ejection Reflux (D-MER) มารดาจะมีอาการเศร้า หดหู่ กระวนกระวาย ร้องไห้ โกรธ ความรู้สึกขาดความช่วยเหลือ หรือขาดความหวังก่อนที่จะให้นมบุตร อาการเหล่านี้จะเป็นอยู่เพียงแค่สองหรือสามนาทีแล้วหายไป สาเหตุของอาการซึมเศร้าเชื่อว่าเกิดจากโดปามีน (dopamine) จะมีระดับที่ลดลง การดูแลอาการเศร้าก่อนการให้นมนั้น ทำโดยอธิบายให้มารดาเข้าใจถึงลักษณะการเกิดอาการ ให้ความมั่นใจ ดูแลเอาใจใส่ และลดความวิตกกังวลให้แก่มารดาร่วมกับความร่วมมือของครอบครัว ฝึกผ่อนคลาย หายใจเข้าออกลึกๆ ฟังดนตรีที่ชอบ หรือใช้กลิ่นบำบัด (aromatherapy) โดยอาจใช้เทียนหอมในกลิ่นลาเวนเดอร์ที่ช่วยให้มารดารู้สึกผ่อนคลายได้ อาการแปรปรวนก่อนการให้นมโดยทั่วไปจะดีขึ้นเองและหายเองเมื่อเวลาผ่านไปราว 2-3 เดือน โดยการให้นมแม่ยังสามารถให้ได้ปกติ

เอกสารอ้างอิง

  1. Bunik M. Breastfeeding telephone triage and advice. 2nd ed. The American Academy of Pediatrics 2016.

อาการซึมเศร้าหลังคลอด

working women4

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

            อาการซึมเศร้าพบได้เมื่อมีสถานการณ์ที่ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป การคลอดเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่อย่างหนึ่งของสตรีที่ต้องผ่านความยากลำบากในการเจ็บครรภ์และเบ่งคลอด โดยหลังคลอด มารดามักเหนื่อยและอ่อนล้า ร่วมกับมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนต่างๆ ที่ลดลงในระหว่างหลังคลอด จึงมักพบอาการซึมเศร้าได้บ่อยในมารดาหลังคลอด

           แพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์อาจแยกอาการซึมเศร้าที่พบหลังคลอดเป็น 4 ลักษณะตามความรุนแรงของอาการ ระยะเวลาการเกิดอาการซึมเศร้า และผู้ที่มีอาการ ได้แก่1,2

  1. อารมณ์เศร้าก่อนการให้นม หรือ Dysphoric Milk Ejection Reflux (D-MER) มารดาจะมีอาการเศร้า หดหู่ กระวนกระวาย ร้องไห้ โกรธ ความรู้สึกขาดความช่วยเหลือ หรือขาดความหวังก่อนที่จะให้นมบุตร อาการเหล่านี้จะเป็นอยู่เพียงแค่สองหรือสามนาทีแล้วหายไป สาเหตุของอาการซึมเศร้าเชื่อว่าเกิดจากโดปามีน (dopamine) จะมีระดับที่ลดลง
  2. ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด หรือ Postpartum blues หรือ baby blues มารดาจะมีอาการเศร้า กระวนกระวาย ร้องไห้ ขาดสมาธิ นอนไม่หลับ อาการนี้มักพบในช่วง 2-3 วันหลังคลอด โดยอาการจะค่อยๆ ดีขึ้นและหายไปในสองสัปดาห์ สาเหตุเชื่อว่าเป็นจากการลดระดับของฮอร์โมนในช่วงหลังคลอด
  3. โรคซึมเศร้าหลังคลอด หรือ Postpartum depression มารดาจะมีอาการซึมเศร้า ร้องไห้ ขาดสมาธิ นอนไม่หลับ อ่อนเพลีย ไม่มีแรงเลี้ยงดูทารก เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ร่วมกับมารดาอาจรู้สึกผิด โทษตัวเอง รู้สึกตัวเองไม่มีคุณค่า ในรายที่มีอาการรุนแรงอาจทำร้ายตัวเองและทำร้ายบุตรได้ อาการนี้เกิดได้ในช่วงหลังคลอดเช่น แต่อาการมักยาวนานและต่อเนื่องกันนานกว่าสองสัปดาห์
  4. โรคซึมเศร้าหลังคลอดของบิดา หรือ Paternal postpartum depression เป็นอาการซึมเศร้าที่เกิดขึ้นในบิดาในช่วงหลังคลอด ลักษณะจะมีอาการซึมเศร้า อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร น้ำหนักลด อาการนี้มักพบในช่วงสามเดือนแรกหลังคลอด แต่มีรายงานว่าอาจพบได้ถึงในช่วง 1 ปีหลังคลอด เชื่อว่าเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนต่างๆ ในร่างกายที่เกิดจากการเผชิญเหตุการณ์หลังคลอดร่วมกับความเสี่ยงจากบุคลิกภาพ1

เอกสารอ้างอิง

  1. Paulson JF, Bazemore SD. Prenatal and postpartum depression in fathers and its association with maternal depression: a meta-analysis. JAMA 2010;303:1961-9.
  2. Bunik M. Breastfeeding telephone triage and advice. 2nd ed. The American Academy of Pediatrics 2016.

 

 

 

หลักการใช้ยาระหว่างให้นมบุตร

IMG_1041

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

             โดยทั่วไป ขณะมารดาให้นมบุตรจะมีความกังวลเมื่อเจ็บป่วยและจำเป็นต้องใช้ยาในการรักษา ความวิตกกังวลของมารดาส่วนใหญ่จะกลัวผลของยาที่ผ่านน้ำนมไปสู่ลูกจนเกิดอันตราย ซึ่งมีหลักการที่บุคลากรทางการแพทย์รวมทั้งมารดาสามารถนำไปใช้ในการใช้ยาในช่วงให้นมบุตร ดังนี้

             1.ทบทวนความจำเป็น โดยพิจารณาว่า การใช้ยานั้นจำเป็นต้องใช้หรือไม่ และมีทางเลือกอื่นๆ ในการรักษาหรือไม่ โดยการปรึกษาแพทย์ รวมทั้งต้องแจ้งแพทย์ว่า “มารดาให้นมบุตรอยู่” และขอให้แพทย์ช่วยพิจารณาในการเลือกใช้ยาตามความจำเป็น

             2.เลือกใช้ยาที่ออกฤทธิ์สั้น ไม่มีผลเสียต่อทารกหรือมีอาการข้างเคียงที่พบในทารกได้น้อย

             3.เลือกใช้ยาที่ผ่านน้ำนมน้อย ซึ่งทำให้ปริมาณที่ทารกได้รับน้อย ซึ่งจะลดโอกาสการเกิดอันตราย

             4.หากจำเป็นต้องใช้ยา ควรรับประทานยาหลังการให้นมบุตร ซึ่งการเลือกรับประทานยาในช่วงนี้จะทำให้ร่างกายของมารดาสามารถจะกำจัดยาได้ในระยะเวลาราว 2-3 ชั่วโมงก่อนจะถึงเวลาที่จะให้นมมื้อต่อไป ขนาดของยาที่มารดารับประทานที่อยู่ในกระแสเลือดจะลดลง ทำให้ปริมาณยาที่ทารกจะได้รับ ลดลงด้วย

           ในกรณีที่มารดามีข้อสงสัยเรื่องข้อมูลของยาและผลกระทบต่อทารกในมารดาที่ใช้ยาในระหว่างการให้นมบุตร หากต้องการศึกษาถึงรายละเอียด บุคลากรทางการแพทย์หรือมารดาอาจศึกษาจากเว็บไซด์ LactMed ซึ่งเป็นฐานของมูลที่ใช้ทางการแพทย์และมีความน่าเชื่อถือ ข้อมูลเหล่านี้สามารถเข้าถึงได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเข้าถึงข้อมูล (ยกเว้นค่าอินเตอร์เน็ต) อย่างไรก็ตาม อาจมีข้อจำกัดในเรื่องภาษาที่เป็นภาษาอังกฤษและการใช้ศัพท์ทางการแพทย์ซึ่งหากไม่คุ้นเคย อาจทำความเข้าใจยาก

เอกสารอ้างอิง

  1. Bunik M. Breastfeeding telephone triage and advice. 2nd ed. The American Academy of Pediatrics 2016.

 

การติดเชื้อซิก้าไวรัสกับการให้นมลูก

IMG_9423

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

             เชื้อซิก้าไวรัสเป็นไวรัสที่มีการติดต่อผ่านพาหะคือ ยุงสายพันธุ์ Aedes aegypti และ Aedes albopictus ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ร้อยละ 80 ไม่มีอาการ ในกรณีที่มีอาการไม่รุนแรง ผู้ป่วยจะมีอาการไข้ ปวดเมื่อยเนื้อตัว เป็นผื่นแดง ปวดข้อ และมีตาแดง สำหรับอาการที่รุนแรงพบน้อย มีรายงานการติดเชื้อซิก้าไวรัสผ่านมารดาไปยังทารกระหว่างการตั้งครรภ์โดยอาจทำให้เกิดภาวะศรีษะเล็กในทารกและเกิดการแท้งได้โดยมีการพบไวรัสซิก้าในสมองของทารกที่ติดเชื้อและทารกที่เสียชีวิตจากการแท้ง มีรายงานว่าพบเชื้อไวรัสซิก้าในน้ำนม แต่ยังไม่มีรายงานการติดเชื้อผ่านการกินนมแม่ ดังนั้น จากข้อมูลทั้งหมด ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐอเมริกา (center for disease control) จึงยังแนะนำให้มารดาเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในพื้นที่ที่มีการติดเชื้อซิก้าไวรัส เนื่องจากประโยชน์ของนมแม่มีมากกว่าความเสี่ยงจากการติดเชื้อซิก้าไวรัส1

เอกสารอ้างอิง

  1. Staples JE, Dziuban EJ, Fischer M, et al. Interim Guidelines for the Evaluation and Testing of Infants with Possible Congenital Zika Virus Infection – United States, 2016. MMWR Morb Mortal Wkly Rep 2016;65:63-7.

 

 

โอเมก้า-3 และน้ำมันปลาควรให้ในมารดาที่ให้นมลูกหรือไม่

hand expression x2-l-small

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

             โอเมก้า-3 และน้ำมันปลามีประโยชน์ในช่วงที่มารดาให้นมบุตร โดยเฉพาะในมารดาที่มีการขาดกรดไขมันเหล่านี้ ในสหรัฐอเมริกามีการสำรวจอาหารมารดาขณะตั้งครรภ์ให้นมบุตร พบว่ามีปริมาณโอเมก้า-3 น้อยและไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ดังนั้นการให้เสริมจะได้ประโยชน์ อย่างไรก็ตาม มีข้อควรระวังเนื่องจากโอเมก้า-3 และน้ำมันปลาจะได้จากปลาทะเลซึ่งในปัจจุบันมีการปนเปื้อนสารปรอทค่อนข้างมาก การจะรับประทานจำเป็นต้องทราบว่ามีการผ่านการตรวจสอบสารปรอทแล้วหรือยัง มิฉะนั้น สารปรอทอาจเป็นพิษต่อทารก และจะเกิดโทษมากกว่าผลดีที่ได้ สำหรับแหล่งของโอเมก้า-3 และน้ำมันปลาที่มักพบสารปรอทสูง ได้แก่ ปลาทู king mackerel ปลาทูน่าครีบสีฟ้า ปลาฉลาม ปลาปากดาบ ปลา albacore และปลา tilefish

เอกสารอ้างอิง

  1. Bunik M. Breastfeeding telephone triage and advice. 2nd ed. The American Academy of Pediatrics 2016.

 

สมุนไพรที่ช่วยเพิ่มน้ำนม

S__45850798

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

             ในสมัยโบราณ มีการใช้สมุนไพรที่ช่วยเพิ่มน้ำนมหลายชนิดทั้งในและต่างประเทศ สำหรับในประเทศไทยมีการใช้หัวปลี ขิง พริกไทยอ่อน นมวัว นมนาง หรือน้ำนมราชสีห์ และพืชผักอีกหลายชนิด ในต่างประเทศมีการใช้ลูกซัด (fenugreek) ซึ่งเป็นเครื่องเทศชนิดหนึ่งที่มีใช้ในประเทศจีน อินเดีย และแถบเมดิเตอเรเนียน นอกจากนี้ยังมี blessed thistle, alfalfa, red clover น้ำข้าวบาร์เล่ย์ และราก marshmallow แต่น่าเสียดายที่ยังขาดข้อมูลหลักฐานเชิงประจักษ์ถึงขนาด ปริมาณและระยะเวลาที่ใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ข้อควรระวังและอาการข้างเคียงที่ต้องติดตาม ดังนั้น มารดาที่มีน้ำนมน้อยไม่ควรหวังพึ่งพาสมุนไพรเหล่านี้เป็นหลัก ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุและแก้ไขให้ตรงกับสาเหตุจะดีกว่า สำหรับอาหารหรือสมุนไพรเน้นการรับประทานให้หลากหลายครบทุกหมู่ เน้นผัก ผลไม้สีเขียว ข้าวโอ๊ตและธัญพืชเสริมน่าจะเหมาะสมกว่า

เอกสารอ้างอิง

  1. Bunik M. Breastfeeding telephone triage and advice. 2nd ed. The American Academy of Pediatrics 2016.

 

อาหารอะไรบ้างที่ช่วยเพิ่มน้ำนม

00024-5-1-o-small

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

           ปกติหลังคลอด มารดามักได้ยินเกี่ยวกับอาหารต่างๆ หลายชนิดที่ช่วยเพิ่มน้ำนม ซึ่งมีความเชื่อหลายอย่างในแต่ละสังคมหรือในวัฒนธรรมที่หลากหลาย ที่มารดามักคุ้นเคย ได้แก่ ในครอบครัวคนจีนมีการแนะนำให้มารดากินซุปไก่หรือซุปปลา ในเกาหลีมีการแนะนำให้กินซุปสาหร่าย ซึ่งอาหารที่ส่งเสริมให้กินเพื่อช่วยเพิ่มน้ำนมในบางวัฒนธรรมอาจเป็นข้อห้ามในอีกวัฒนธรรมหนึ่ง เช่น ในสังคมอเมริกันไม่แนะนำให้กินกระเทียม พริกหรืออาหารรสเผ็ด พริกไทยแดง และอาหารจำพวกถั่ว ในขณะที่บางวัฒนธรรมถือว่าอาหารที่มีรสจัดเหล่านี้ดีสำหรับมารดาที่ให้นม

          แล้วในความเป็นจริงแล้ว มารดาควรกินอาหารประเภทใดเพื่อช่วยเพิ่มน้ำนม อาหารที่มีรายงานว่าช่วยเพิ่มน้ำนม ได้แก่ ข้าวโอ๊ต น้ำมันเพื่อสุขภาพ เช่น น้ำมันมะกอก ผักใบเขียวเข้ม ยี่หร่า หัวผักกาด และมันเทศ มะละกอที่ยังดิบเป็นสีเขียวหรือผลไม้ที่มีสีเขียวที่อุดมไปด้วยเอนไซม์ปาเปน (papain) ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในการช่วยเพิ่มน้ำนมได้ ดังนั้นในประเทศไทย การกินผักใบเขียวและผลไม้สีเขียวที่มีหลากหลายจึงมีประโยชน์และการกินแกงเลียงซึ่งประกอบไปด้วยผักใบเขียวหลายชนิดจะช่วยเพิ่มการสร้างน้ำนมได้ นอกจากนี้ การกินส้มตำซึ่งประกอบด้วยมะละกอดิบก็ช่วยเพิ่มการสร้างน้ำนมได้เช่นกัน

เอกสารอ้างอิง

  1. Bunik M. Breastfeeding telephone triage and advice. 2nd The American Academy of Pediatrics 2016.

 

มารดาต้องเสริมวิตามินหรือแร่ธาตุใดขณะให้นมบุตร

IMG_9390

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

            โดยทั่วไป มารดาจะได้รับการดูแลโดยมีการให้ธาตุเหล็กเสริมระหว่างช่วงตั้งครรภ์ ซึ่งการเสริมธาตุเหล็ก มารดายังมีความจำเป็นต้องได้รับอย่างต่อเนื่องในขณะมารดาให้นมบุตร โดยบางครั้ง การให้การดูแลหรือเอาใจใส่ในการแนะนำเรื่องอาหารหรือการเสริมวิตามินหรือแร่ธาตุในมารดาหลังคลอดมักถูกละเลย เนื่องจากอาจเป็นรอยต่อของการดูแลจากสูติแพทย์ไปที่กุมารแพทย์ หากบุคลากรทางการแพทย์ไม่มีการสอบถามถึงการกินอาหารที่เหมาะสมหรือการเสริมวิตามินและแร่ธาตุที่มารดาควรได้รับ อาจส่งผลต่อความครบถ้วนของสารอาหารที่มีในนมแม่ได้ นอกจากนี้ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงในการขาดสารอาหารบางชนิด ได้แก่ ไอโอดีน และกรดโฟลิค การให้สารเหล่านี้เสริมแก่มารดาจะมีความจำเป็น และต้องมีการเน้นย้ำให้มีการให้อย่างต่อเนื่องจนกระทั่งมารดาหยุดให้นมบุตรด้วย

          ในประเทศไทย นอกจากการเสริมธาตุเหล็กแล้ว ควรมีการเสริมแคลเซียมให้มารดาด้วย เนื่องจากมารดาต้องการแคลเซียมขณะให้นมบุตรสูงขึ้นโดยมีความต้องการวันละ 1500 มิลลิกรัม แต่เนื่องจากแคลเซียมที่ได้รับจากอาหารปกติที่คนไทยรับประทาน จะได้รับแคลเซียมจากอาหารราว 400 มิลลิกรัมต่อวัน ดังนั้น บุคลากรทางการแพทย์ควรมีการแนะนำเรื่องอาหารที่มีแคลเซียมสูงร่วมกับการเสริมแคลเซียมเสริมในขณะที่มารดาให้นมบุตร ซึ่งพบว่ามารดาที่ให้นมบุตรอาจมีการสูญเสียมวลกระดูกได้ร้อยละ 3-5 แต่มวลกระดูกจะกลับมาสู่ภาวะปกติราวหกเดือนหลังจากหยุดการให้นมลูก หากมารดามีการรับประทานอาหารที่เหมาะสม

เอกสารอ้างอิง

  1. Bunik M. Breastfeeding telephone triage and advice. 2nd ed. The American Academy of Pediatrics 2016.

 

มารดาเป็นโรคลมชัก ลูกกินนมแม่ได้ไหม

IMG_0724

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

          โรคลมชักหรือภาษาอังกฤษใช้คำว่า epilepsy โรคนี้เกิดได้จากหลายสาเหตุ ส่วนใหญ่อาการจะเรื้อรัง ซึ่งจำเป็นต้องใช้ยาในการรักษาอย่างต่อเนื่อง สำหรับยาที่ใช้มีหลายชนิด โดยยา Phenytoin, carbamazepine, valproic acid และ levetiracetam สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัยในขณะให้นมบุตร ขณะที่ยา Gabapentin และ lamotrigine ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากยาผ่านไปที่น้ำนมมารดาได้ดีและทำให้เกิดอาการง่วงซึมในทารกได้ ดังนั้น ในมารดาที่เป็นโรคลมชักควรปรึกษาแพทย์ผู้ให้การรักษาเพื่อปรับยาให้เหมาะสมที่ควบคุมอาการลมชักได้และมีความปลอดภัยในขณะให้นมบุตร

เอกสารอ้างอิง

  1. Bunik M. Breastfeeding telephone triage and advice. 2nd ed. The American Academy of Pediatrics 2016.