ประโยชน์ของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ที่ควรรู้ในการป้องกันการติดเชื้อ

S__45850772

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

                นมแม่มีประโยชน์มากมายในหลายๆ ด้าน โดยสารอาหารในนมแม่มีมากกว่า 200 ชนิดและเป็นสิ่งที่ธรรมชาติสร้างมาให้เหมาะสมกับลูก ซึ่งมีความจำเพาะสำหรับลูกของมนุษย์ มีการศึกษาถึงผลประโยชน์ของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในด้านการป้องกันโรคติดเชื้อ ซึ่งพอจะสรุปได้ดังนี้

      ประโยชน์ของนมแม่ในการป้องกันโรคติดเชื้อ

      -ลดการเกิดหูชั้นกลางอักเสบร้อยละ 50 เมื่อเปรียบเทียบทารกที่กินนมแม่มากกว่าหกเดือนกับทารกที่กินนมแม่สามเดือน

      -ลดการเป็นซ้ำของหูชั้นกลางอักเสบร้อยละ 49 เมื่อเปรียบเทียบทารกที่กินนมแม่มากกว่าหกเดือนกับทารกที่กินนมแม่ 4-6 เดือน

      -ลดการเกิดการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนร้อยละ 70 เมื่อเปรียบเทียบทารกที่กินนมมากกว่าหกเดือนกับทารกที่กินนมแม่น้อยกว่าหกเดือน

     -ลดการเกิดการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่างร้อยละ 77 เมื่อเปรียบเทียบทารกที่กินนมแม่มากกว่าหกเดือนกับทารกที่กินนมแม่ 4-6 เดือน

     -ลดการเกิดการอักเสบของหลอดลมฝอยโดยเชื้อ Respiratory Syncyitial Virus หรือ RSV ร้อยละ 74 เมื่อทารกกินนมแม่มากกว่า 4 เดือน

     -ลดการเกิดภาวะลำไส้อักเสบเน่าตาย (necrotizing enterocolitis) ร้อยละ 77 หากทารกกินนมแม่อย่างเดียว

      -ลดการเกิดกระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบ (gastroenteritis) ร้อยละ 64 หากทารกได้กินนมแม่

        จะเห็นว่า ทารกที่กินนมแม่จะได้รับประโยชน์จากภูมิคุ้มกันและสารต่อต้านการติดเชื้อที่มีอยู่ในน้ำนมแม่ ซึ่งจะส่งผลในการป้องกันและลดการเสียชีวิตของทารกจากการติดเชื้อที่พบได้บ่อยในช่วงวัยทารก เมื่อทารกเจ็บป่วยน้อยลง มารดาก็ลดความวิตกกังวลหรือความเครียดในการดูแลทารกที่เจ็บป่วย สิ่งนี้จะเพิ่มความสุขให้กับมารดาและครอบครัวในการเลี้ยง ดูแล ติดตามการเจริญเติบโตและพัฒนาการของทารกที่ไม่สามารถซื้อหาได้

เอกสารอ้างอิง

  1. The American of Obstetricians and Gynecologist, American Academy of Pediatrics. Breastfeeding handbook for physician. 2nd edition. 2014.

บทบาทของกุมารแพทย์กับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

IMG_9389

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

                กุมารแพทย์เป็นแพทย์ที่จะดูแลทารกตั้งแต่แรกเกิดจนกระทั่งเติบโตเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ โดยบางครั้งต้องมีการให้คำปรึกษาแก่มารดาและครอบครัวก่อนการเกิดของทารกในกรณีที่มีความเสี่ยงหรือภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดแก่ทารก กุมารแพทย์จะเป็นผู้ดูแล ติดตามการเจริญเติบโตและพัฒนาการของทารกให้เป็นไปตามวัย ดังนั้น กุมารแพทย์จะมีความคุ้นเคยกับครอบครัวตั้งแต่หลังคลอดจนกระทั่งทารกเติบใหญ่ จึงมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

                ข้อแนะนำบทบาทของกุมารแพทย์ในการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ได้แก่

                –สนับสนุนให้การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เป็นเรื่องปกติธรรมชาติที่เหมาะที่สุดสำหรับการเลี้ยงดูทารกแรกเกิด

                -มีความรู้เกี่ยวกับการสร้างน้ำนมและการดูแลการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เป็นอย่างดี

                -มีทักษะในการประเมินความเพียงพอของน้ำนมและความเหมาะสมของการดูแลให้ลูกกินนมแม่

                -ให้การสนับสนุนในการฝึกอบรมและให้ความรู้แก่นักศึกษาแพทย์ แพทย์ประจำบ้าน และแพทย์ที่ศึกษาต่อหลังปริญญา ในเรื่องการสร้างน้ำนมและการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

                -สนับสนุนนโยบายที่ส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่และบันไดสิบขั้นสู่ความสำเร็จในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

                -ร่วมมือกับสูติแพทย์ในการส่งเสริมการดำเนินงานให้การรณรงค์เรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ประสบผลสำเร็จ

                -ร่วมมือกับชุมชนและบุคลากรทางการแพทย์อื่นๆ ในการให้คำปรึกษาและสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

เอกสารอ้างอิง

  1. The American of Obstetricians and Gynecologist, American Academy of Pediatrics. Breastfeeding handbook for physician. 2nd edition. 2014.

 

บทบาทของสูติแพทย์กับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

IMG_9411

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

                สูติแพทย์เป็นแพทย์ที่จะดูแลมารดาหรือหญิงที่ต้องการมีบุตร ซึ่งเมื่อเกิดการตั้งครรภ์ การติดตามดูแลครรภ์ ในระยะก่อนการคลอด ระยะคลอด และหลังคลอดจนมารดากลับสู่สภาวะปกติเหมือนก่อนการตั้งครรภ์  เป็นช่วงระยะเวลายาวนานราว 10-12 เดือนที่แพทย์จะมีความสัมพันธ์กับมารดาและครอบครัว จึงเป็นโอกาสอันดีที่จะมีบทบาทในการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

                ข้อแนะนำบทบาทของสูติแพทย์ในการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ได้แก่

                ระยะฝากครรภ์

                -สอบถามเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ตั้งแต่แรกและบ่อยๆ ในแต่ละครั้งของการฝากครรภ์ และมีการส่งปรึกษากุมารแพทย์หากมีความเสี่ยงในการคลอดหรือภาวะแทรกซ้อนในทารก

                -ตรวจเต้านม ดูความสมมาตรของเต้านมทั้งสองข้าง ดูการผ่าตัดหากเคยผ่าตัดที่เต้านม ดูหัวนมบอด ดูลักษณะพัฒนาการของเต้านม

                -ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

                ระยะคลอด

                -ควรปรับกระบวนการการดูแลทารกหลังคลอด โดยเน้นให้มีการโอบกอดทารกเนื้อแนบเนื้อ การกระตุ้นให้ทารกได้กินนมแม่ภายในหนึ่งชั่วโมงแรก ชะลอการฉีดวิตามินเคและการหยอดตาทารกเพื่อป้องกันการติดเชื้อ หลีกเลี่ยงการดูดน้ำคร่ำหรือน้ำคัดหลั่งที่รุนแรงจนทำให้เกิดการบาดเจ็บในปากและลำคอของทารก

                -ดำเนินการตามบันไดสิบขั้นสู่ความสำเร็จในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

                ระยะหลังคลอด

                -ควรได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการให้คำปรึกษาและแนะนำโดยผู้เชี่ยวชาญในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ และได้รับการส่งต่อไปรับคำปรึกษาหากมารดาต้องการ

                แพทย์และสถานพยาบาล

                -นำโฆษณาเกี่ยวกับนมผงดัดแปลงสำหรับทารกออกจากสถานพยาบาล

                -แพทย์ควรมีความรู้ในการแก้ปัญหาที่พบบ่อยในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ได้แก่ มารดารู้สึกว่าน้ำนมไม่เพียงพอ เต้านมคัดตึง การเจ็บเต้านมและหัวนม การติดเชื้อรา และเต้านมอักเสบ

                -แพทย์ความมีความรู้เกี่ยวกับการใช้ยาและการคุมกำเนิดในระหว่างการให้นมบุตร โดยการค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก LactMed

                -แพทย์ควรมีการทบทวนความรู้และศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างสม่ำเสมอ

เอกสารอ้างอิง

  1. The American of Obstetricians and Gynecologist, American Academy of Pediatrics. Breastfeeding handbook for physician. 2nd edition. 2014.

ปัจจัยที่มีผลต่อการหยุดการให้ลูกกินนมแม่ตั้งแต่ในระยะแรก

IMG_9368

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

                การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่แม้จะมีข้อแนะนำจากองค์การอนามัยโลกว่า ควรให้ลูกกินนมแม่อย่างเดียวหกเดือน หลังจากนั้นให้อาหารเสริมตามวัยร่วมกับนมแม่จนถึงสองปีหรือนานกว่านั้นขึ้นอยู่กับมารดาและทารก แต่มีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลให้มารดาหยุดให้ลูกกินนมแม่ตั้งแต่ในระยะแรก โดยมีการศึกษาพบว่าปัจจัยทางด้านจิตใจและสังคมเป็นปัจจัยที่สำคัญที่ส่งผลต่อการหยุดการให้ลูกกินนมแม่ ได้แก่ การให้อาหารเสริมแก่ทารกตั้งแต่ในระยะแรก การที่มารดารู้สึกว่าตนเองมีน้ำนมไม่พอ มารดาขาดความเชื่อมั่นว่าจะสามารถให้ลูกกินนมแม่ต่อไปได้ มารดาที่อายุน้อย และมารดาที่มีการศึกษาต่ำ1

          ในประเทศไทยได้มีการศึกษาถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อการหยุดการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ พบว่า ในระยะแรกการที่มารดามีความรู้สึกว่าน้ำนมมีน้อยหรือน้ำนมไม่ไหลและปัจจัยเรื่องหัวนมเป็นสาเหตุที่พบบ่อย แต่เมื่อเริ่มเข้าในเดือนที่สามขึ้นไป พบว่า สาเหตุของการกลับไปทำงานของมารดาเป็นสาเหตุที่พบได้มากขึ้น2 ดังนั้น การหลีกเลี่ยงการให้อาหารเสริมแก่ทารกตั้งแต่ในระยะแรก การช่วยให้มารดามีความมั่นใจในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ การให้ความรู้แก่มารดาเรื่องการประเมินความเพียงพอของน้ำนมและการคงการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในมารดาที่กลับไปทำงานจะช่วยให้อัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่และอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวหกเดือนเพิ่มขึ้นได้

เอกสารอ้างอิง

  1. Karall D, Ndayisaba JP, Heichlinger A, et al. Breastfeeding Duration – Early Weaning: Do We Sufficiently Consider the Risk Factors? J Pediatr Gastroenterol Nutr 2015.
  2. Puapornpong P, Manolerdthewan W, Raungrongmorakot K, Ketsuwan S, Wongin S. Factor effecting on breastfeeding success in infants up to 6 month of age in Nakhon Nayok province. J Med Health Sci 2009;16:116-23.

การชั่งน้ำหนักทารกก่อนและหลังการกินนมแม่

00026-1-1-small

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

  ในมารดาและทารกที่มีการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ มารดาบางคนอาจมีความสงสัยว่าทารกได้รับน้ำนมจากมารดาเพียงพอหรือไม่ ซึ่งโดยทั่วไป หากมีการติดตามการเจริญเติบโตของทารกว่าเป็นไปตามเกณฑ์จากกราฟการเจริญเติบโตของทารกที่กินนมแม่แสดงว่า ทารกได้รับนมแม่เพียงพอ แต่ปัญหาเรื่องความวิตกกังวลของมารดาว่าตนเองมีน้ำนมไม่เพียงพอที่จะให้แก่ทารกเป็นสิ่งที่พบได้บ่อย การสร้างความมั่นใจให้กับมารดาเพื่อให้มารดายังคงเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อาจมีความจำเป็น การชั่งน้ำหนักทารกก่อนและหลังการกินนมแม่เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับมารดา ซึ่งจะช่วยเพิ่มความมั่นใจในมารดาอย่างน้อยร้อยละ 11 (1)โดยที่ความมั่นใจของมารดาจะมีผลต่อการคงการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ต่อไป
เอกสารอ้างอิง
1. Kent JC, Hepworth AR, Langton DB, Hartmann PE. Impact of Measuring Milk Production by Test Weighing on Breastfeeding Confidence in Mothers of Term Infants. Breastfeed Med 2015;10:318-25.

ประวัติการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เป็นผลดีในผู้ป่วยมะเร็งเต้านม

IMG_0784

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

                การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งเต้านมในมารดา โดยยิ่งระยะเวลาที่ให้ลูกกินนมแม่นานยิ่งลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งเต้านม นอกจากนี้มีการศึกษาพบว่าในผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งเต้านม หากมีประวัติการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ จะเป็นมะเร็งเต้านมที่มีความรุนแรงน้อยกว่า โอกาสการกลับเป็นซ้ำหลังการรักษาน้อยกว่า และอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งเต้านมน้อยกว่า โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีประวัติการให้ลูกกินนมแม่นานมากกว่าหกเดือน1 ดังนั้น การให้ลูกกินนมแม่ส่งผลช่วยให้มารดาห่างไกลจากมะเร็งเต้านม ลดความรุนแรงของโรคและการเสียชีวิตในกรณีที่มารดาเป็นมะเร็งเต้านม

เอกสารอ้างอิง

  1. Kwan ML, Bernard PS, Kroenke CH, et al. Breastfeeding, PAM50 tumor subtype, and breast cancer prognosis and survival. J Natl Cancer Inst 2015;107.

ผลของการให้ยากระตุ้นการหดรัดตัวของมดลูกระหว่างการคลอดต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

1

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

                การคลอดในปัจจุบัน มักมีการใช้ยากระตุ้นการหดรัดตัวของมดลูกเพื่อช่วยให้การดำเนินการคลอดเกิดเร็วขึ้น ยากระตุ้นการหดรัดตัวของมดลูกที่ใช้กัน ได้แก่ ออกซิโตซินสังเคราะห์ ยานี้มีการศึกษาว่าอาจส่งผลต่อปฏิกิริยาพื้นฐานของทารกในการกินนมแม่1 ซึ่งอาจทำให้ทารกที่มีความยากลำบากในการกินนมแม่เริ่มกินนมแม่ได้น้อยลง ดังนั้น  การเลือกใช้ยากระตุ้นการหดรัดตัวของมดลูกระหว่างการคลอด ควรมีการพิจารณาเลือกใช้อย่างเหมาะสมตามความจำเป็นมากกว่าการใช้ทุกรายเป็นประจำตามความเคยชิน

เอกสารอ้างอิง

  1. Marin Gabriel MA, Olza Fernandez I, Malalana Martinez AM, et al. Intrapartum synthetic oxytocin reduce the expression of primitive reflexes associated with breastfeeding. Breastfeed Med 2015;10:209-13.

การใช้ขวดนมหรือจุกนมหลอกลดอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

นมขวด

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

                การใช้ขวดนมและจุกนมหลอกมีผลต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เนื่องจากกลไกการดูดนมจากขวดนมและการดูดนมจากเต้านมนั้นมีความแตกต่างกัน ทารกอาจเกิดการสับสนในลักษณะของการดูดนม (nipple confusion) และทำให้หยุดการกินนมแม่ก่อนเวลาที่เหมาะสมได้  มีการศึกษาการใช้ขวดนมและจุกนมหลอกกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่หลังหกเดือนไปแล้ว พบว่า การใช้ขวดนมหรือจุกนมหลอกมีความสัมพันธ์กับการหยุดการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ โดยการใช้ขวดนมมีความเสี่ยงในการหยุดการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพิ่มขึ้น 1.6 เท่า (CI95% 1.273-2.023) และการใช้จุกนมหลอกมีความเสี่ยงในการหยุดการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพิ่มขึ้น 3.2 เท่า (CI95%: 2.490-4.228)1ดังนั้น การใช้ขวดนมหรือจุกนมหลอกจำเป็นต้องหลีกเลี่ยง โดยเฉพาะการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกที่ต้องการให้มีการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวหกเดือน หลังจากนั้นให้อาหารตามวัยร่วมกับนมแม่จนครบสองปีหรือนานกว่านั้นขึ้นอยู่กับมารดาและทารก

เอกสารอ้างอิง

  1. Rigotti RR, Oliveira MI, Boccolini CS. Association between the use of a baby’s bottle and pacifier and the absence of breastfeeding in the second six months of life. Cien Saude Colet 2015;20:1235-44.

มารดาได้รับยาระหว่างการตั้งครรภ์และให้นมบุตร

IMG_9305

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

                 ปัจจุบัน การใช้ยาในสตรีมีมากรวมทั้งการใช้ยาในระหว่างการตั้งครรภ์และการให้นมบุตร มีรายงานว่าสตรีหลังคลอดได้รับยาอย่างน้อยหนึ่งชนิดร้อยละ 50 ซึ่งหมายความว่าสตรีครึ่งหนึ่งในช่วงที่ให้นมบุตรได้รับยาอย่างน้อยหนึ่งชนิด1 ยาแต่ละชนิดจะมีความเสี่ยงในการใช้ยาระหว่างการตั้งครรภ์ หลังคลอด และช่วงให้นมบุตรแตกต่างกันได้ แต่การที่ยามีจำนวนมากและข้อมูลที่จะชี้แจงหรือแนะนำเกี่ยวกับความปลอดภัยในการใช้ระหว่างตั้งครรภ์และให้นมบุตรยังมีอยู่จำกัด ทำให้การที่มารดาจะได้รับรู้เรื่องข้อดีข้อเสีย หรือความเสี่ยงจากการใช้ยามีน้อย องค์กรอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาได้ปรับเปลี่ยนการให้ข้อมูลของการใช้ยาในระหว่างตั้งครรภ์จากเดิมที่แบ่งเป็นกลุ่ม A, B, C, D และ X เป็นการบังคับให้บริษัทยาเขียนรายละเอียดข้อมูลของการศึกษาการใช้ยาในระหว่างตั้งครรภ์และให้นมบุตรไว้ในฉลากยาสำหรับยาที่ขึ้นทะเบียนใหม่โดยเริ่มการบังคับใช้ตั้งแต่มิถุนายน 2558 และบังคับให้ยาที่ขึ้นทะเบียนมาก่อนหน้านี้ต้องปรับเปลี่ยนฉลากตามข้อกำหนดภายในสามปี ดังนั้นสิ่งนี้อาจจะช่วยให้การเข้าถึงข้อมูลความรู้ของการใช้ยาในระหว่างการตั้งครรภ์และหลังคลอดเพิ่มขึ้น

เอกสารอ้างอิง

  1. Saha MR, Ryan K, Amir LH. Postpartum women’s use of medicines and breastfeeding practices: a systematic review. Int Breastfeed J 2015;10:28.

 

 

การฝังใจของทารกกับเต้านมแม่

image

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

            เมื่อแรกเกิด หากนำทารกมาวางไว้บนอกของมารดา ทารกจะคืบคลานเข้าหาเต้านมและเริ่มที่จะดูดนมได้ ในระยะแรกเกิดทารกจะมองเห็นในระยะใกล้ๆ และการแยกสีจะยังไม่ดี เต้านมของมารดามีการปรับตัวให้สีคล้ำเข้มขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ทารกมองเห็นเต้านมได้ชัด และกลิ่นของน้ำนมช่วยให้ทารกเคลื่อนเข้าหาเต้านมด้วย การที่ทารกได้เริ่มดูดนมตั้งแต่ในระยะแรกหลังคลอด ระยะนี้จะมีกลไกตามธรรมชาติที่จะทำให้เกิดการฝังใจ ทารกจะฝังใจกับเต้านมของแม่ โดยจะมีการฝังใจกับการสัมผัสทางปาก (oral tactile imprinting) กับเต้านมมารดา1 สิ่งนี้จะช่วยในการเข้าเต้าและการกินนมแม่ในระยะต่อมา และยังช่วยในระบบของการพัฒนาการต่างๆ เมื่อทารกเจริญเติบโตขึ้น

เอกสารอ้างอิง

  1. Mobbs EJ, Mobbs GA, Mobbs AE. Imprinting, latchment and displacement: a mini review of early instinctual behaviour in newborn infants influencing breastfeeding success. Acta Paediatr 2016;105:24-30.