นมแม่ ช่วยเรื่องหัวใจของทารกที่เจริญเติบโตช้าในครรภ์

image

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

          หนึ่งในภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยในสตรีตั้งครรภ์คือ การที่ทารกในครรภ์มีการเจริญเติบโตช้า ซึ่งทารกเหล่านี้ เมื่อเจริญเติบโตขึ้นจะมีความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดสูงขึ้น มีการศึกษาการให้ทารกที่เจริญเติบโตช้าในครรภ์กินนมแม่และดูแลเรื่องอาหารตามวัยสำหรับทารกพบว่า การกินนมแม่นานมากกว่าหกเดือนช่วยให้การทำงานของหัวใจและหลอดเลือดดีขึ้นในเด็กที่อายุ 4-5 ปี1 จะเห็นว่าในสภาวะปัจจุบัน ความเสี่ยงเรื่องโรคหัวใจและหลอดเลือดพบเพิ่มมากขึ้นจากลักษณะการใช้ชีวิตประจำวัน การรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสมและขาดการออกกำลังกาย ดังนั้น หากช่วยเหลือทารกที่มีการเจริญเติบโตช้าในครรภ์ให้มีต้นทุนของระบบหัวใจและหลอดเลือดที่ดีขึ้นได้ สิ่งนี้ก็เป็นสิ่งที่น่าลงทุน และคุ้มค่ากับประโยชน์ที่จะได้เพิ่มเติมด้านอื่นๆ จากการกินนมแม่ ซึ่งเป็นสิ่งพื้นฐานที่ธรรมชาติสร้างมาสำหรับมนุษย์

เอกสารอ้างอิง

  1. Rodriguez-Lopez M, Osorio L, Acosta-Rojas R, et al. Influence of breastfeeding and postnatal nutrition on cardiovascular remodeling induced by fetal growth restriction. Pediatr Res 2016;79:100-6.

 

 

 

ทารกท้องเสีย ต้องหยุดกินนมแม่หรือไม่

image

                รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

            โดยทั่วไป เมื่อมีอาการท้องเสีย มักได้รับคำแนะนำให้หลีกเลี่ยงการกินนม เนื่องจากน้ำย่อยน้ำตาลในน้ำนมที่ผลิตจากผนังลำไส้จะลดปริมาณลง ทำให้การย่อยเกิดได้ไม่ดี จึงอาจมีการขับถ่ายมากขึ้นได้ แต่ในทารกที่กินนมแม่กลับไม่มีอาการท้องเสียเพิ่มขึ้น อาจเนื่องจากนมแม่มีสารที่ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์เยื่อบุผนังลำไส้และยังมีภูมิคุ้มกันที่ได้รับจากมารดา นอกจากนี้ นมแม่ยังจะช่วยเรื่องภาวะขาดน้ำในทารกที่มีอาการท้องเสียได้ ดังนั้น จึงไม่มีความจำเป็นต้องหยุดกินนมแม่ในทารกที่มีอาการท้องเสีย1,2

เอกสารอ้างอิง

  1. Pantenburg B, Ochoa TJ, Ecker L, Ruiz J. Feeding of young children during diarrhea: caregivers’ intended practices and perceptions. Am J Trop Med Hyg 2014;91:555-62.
  2. Guarino A, Ashkenazi S, Gendrel D, et al. European Society for Pediatric Gastroenterology, Hepatology, and Nutrition/European Society for Pediatric Infectious Diseases evidence-based guidelines for the management of acute gastroenteritis in children in Europe: update 2014. J Pediatr Gastroenterol Nutr 2014;59:132-52.

 

 

 

มารดาเป็นไข้เลือดออก ทารกกินนมแม่ได้หรือไม่

IMG_9419

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

          ไข้เลือดออกเกิดจากการติดเชื้อไวรัส การติดต่อจะผ่านพาหะคือยุงลาย ไม่มีการติดต่อผ่านสารคัดหลั่งหรือการสัมผัส ดังนั้นมารดาที่ป่วยเป็นไข้เลือดออก หากไม่มีอาการรุนแรง มีไข้สูงหรือป่วยหนัก สามารถให้นมบุตรได้ ยังไม่มีข้อมูลรายงานการติดเชื้อไข้เลือดออกผ่านการให้นม อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่มารดามีไข้สูงจะมีเชื้อไวรัสอยู่ในกระแสเลือดและอาจผ่านน้ำนมได้ ในระหว่างมารดามีไข้สูงจึงแนะนำการงดนมชั่วคราว แต่หากมารดามีน้ำนมที่มารดาปั๊มหรือบีบเก็บไว้ก่อน สามารถนำมาให้ได้ โดยในระหว่างการงดให้นมชั่วคราว มารดาควรกระตุ้นเต้านมโดยการบีบหรือปั๊มนมอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เต้านมคงการสร้างน้ำนมต่อไปได้1

เอกสารอ้างอิง

  1. Maternal infectious diseases, antimicrobial therapy or immunizations: Very few contraindications to breastfeeding. Paediatr Child Health 2006;11:489-91.

 

 

 

การเจ็บเต้านมในระยะแรกหลังคลอด

image

                รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

                การที่มารดามีอาการเจ็บเต้านมในระยะแรกหลังคลอด สิ่งผิดปกติที่มักพบได้บ่อย ได้แก่ การมีท่อน้ำนมอุดตัน (plugged duct) ซึ่งมารดาอาจคลำได้เป็นก้อนหยุ่นที่เต้านม กดเจ็บ ภาวะนี้จะพบในช่วงสัปดาห์แรกๆ หลังคลอดที่น้ำนมเริ่มมามากขึ้น โดยหากมารดาปฏิบัติตัวหรือดูแลเต้านมไม่เหมาะสม ปล่อยให้มีการตึงหรือค้างของน้ำนมอยู่ในเต้านมมาก มารดาจะมีอาการปวดเต้านม ในกรณีที่มารดาใส่เสื้อผ้าหรือชุดชั้นในรัดเกินไปอาจเกิดการไหลของน้ำนมในท่อน้ำนมไม่สะดวกอาจนำไปสู่การเกิดท่อน้ำนมอุดตันได้ การดูแลรักษาต้องพยายามให้มีการระบายน้ำนมจากบริเวณท่อน้ำนมที่อุดตัน โดยอาจใช้การนวดเต้านม การประคบน้ำร้อน หรือให้ทารกดูดโดยให้คางของทารกกดบริเวณที่มีก้อนของท่อน้ำนมอุดตัน การเกิดท่อน้ำนมอุดตัน หากไม่ได้รับการรักษา ภาวะแทรกซ้อนนี้จะรุนแรงเกิดเป็นภาวะเต้านมอักเสบและฝีที่เต้านมได้

             อย่างไรก็ตาม การเจ็บเต้านมและหัวนมอาจเกิดจากสาเหตุอื่นๆ ได้แก่ การติดเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อรา ทารกมีภาวะลิ้นติด การหดรัดตัวของเส้นเลือดที่ผิดปกติที่หัวนม (vasospasm) และการใช้เครื่องปั๊มนม1 ดังนั้น การใส่ใจในเรื่องการเจ็บหัวนมและเต้านมของมารดา การสังเกตมารดาขณะให้นมบุตร และช่วยมารดาในเรื่องการเจ็บหัวนมและเต้านม จะช่วยเพิ่มอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้

เอกสารอ้างอิง

  1. Berens P, Eglash A, Malloy M, Steube AM. ABM Clinical Protocol #26: Persistent Pain with Breastfeeding. Breastfeed Med 2016;11:46-53.

 

การเจ็บหัวนมและเต้านมจากการใช้เครื่องปั๊มนม

 

S__38199478

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

             เครื่องปั๊มนมได้รับการนำมาใช้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จากค่านิยมที่ดูเหมือนว่าจะทำให้มารดามีความสะดวกโดยมีที่เครื่องปั๊มนมที่ปั๊มนมได้ทั้งสองข้างและชุดชั้นในที่จะช่วยพยุงหัวปั๊มที่ใช้ประกบกับเต้านม เพื่อให้มารดาสามารถทำงานหรือกิจกรรมอื่นๆ ได้ระหว่างการปั๊มนม อย่างไรก็ตาม แม้เครื่องปั๊มนมจะเพิ่มความสะดวกให้แก่มารดา แต่ก็มีข้อจำกัดและต้องการใส่ใจกับการเลือกซื้อและการใช้เครื่องปั๊มนม โดยการเลือกซื้อขนาดของหัวปั๊มนมที่ใช้ประกบกับเต้านมจะต้องมีขนาดที่เหมาะสมคือใหญ่กว่าขนาดหัวนมเล็กน้อยเพื่อให้หัวนมสามารถขยับเข้าและออกขณะที่ใช้งานเครื่องปั๊มนม และหากสามารถปรับแรงดูดขณะปั๊มนมได้จะทำให้ลดการเกิดการเจ็บของหัวนมและเต้านมขณะใช้งานเครื่องปั๊มนม มีการศึกษาถึงการบาดเจ็บของหัวนมขณะใช้เครื่องปั๊มนมพบว่า มีมารดาถึงร้อยละ 15 รายงานการบาดเจ็บจากการใช้เครื่องปั๊มนม1 อย่างไรก็ดี เครื่องปั๊มนมที่มีขนาดให้เลือกและปรับแรงดูดขณะปั๊มนมได้ มักมีราคาแพง นอกจากนี้ การดูแลเครื่องปั๊มนมยังมีความจำเป็นต้องดูแลเรื่องความสะอาดตามมาตรฐานการใช้งาน เนื่องจากมีข้อต่อของสายยางต่างๆ ที่ใช้ในการดูดปั๊มนม ซึ่งมารดาต้องศึกษาจากคู่มือการใช้และดูแลเครื่องปั๊มนมของแต่ละบริษัทผู้ผลิต

           ทางเลือกพื้นฐานในการบีบเก็บน้ำนมที่มารดาจะได้รับการสอนจากบุคลากรทางการแพทย์หลังคลอดก่อนออกจากโรงพยาบาลคือ การบีบน้ำนมด้วยมือ ซึ่งไม่มีอุปกรณ์เสริมใดซับซ้อน ใช้เพียงแก้วหรือถ้วยที่เก็บน้ำนมที่มีใช้อยู่ทั่วไป ซึ่งไม่เสี่ยงในการเกิดการบาดเจ็บของหัวนมและเต้านม น่าจะเหมาะสมกับการเลือกใช้งานในยุคเศรษฐกิจพอเพียงในปัจจุบัน

เอกสารอ้างอิง

  1. Qi Y, Zhang Y, Fein S, Wang C, Loyo-Berrios N. Maternal and breast pump factors associated with breast pump problems and injuries. J Hum Lact 2014;30:62-72; quiz 110-2.

 

ปัญหาและการดูแลการใช้ขวดนมในการป้อนนมทารก

IMG_9425

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

            ปัญหาในการป้อนนมโดยใช้ขวดนม ที่พบได้แก่ การเลือกซื้อชนิดของขวดและจุกนม การทำความสะอาดขวดและจุกนม ท่าในการป้อนนม และทารกดูดลม ท้องอืด หรือแหวะนม

            ในการดูแลการป้อนนมด้วยขวดนม มีข้อแนะนำดังนี้

           -การเลือกซื้อชนิดของขวดและจุกนม ควรยึดหลักการดูแลความสะอาดของขวดและจุกนมเป็นสำคัญ เนื่องจากมีขวดและจุกนมหลายชนิด การเลือกซื้อชนิดของขวดและจุกนมควรเลือกชนิดที่ทำความสะอาดได้ง่าย มีซอกหรือจุดที่เป็นที่สะสมของแบคทีเรียน้อย ยังไม่มีการศึกษาใดยืนยันว่าชนิดหรือลักษณะของจุกนมชนิดไหนดีที่สุด แต่มีการศึกษาที่ชี้ว่าวัสดุที่ใช้ทำขวดที่ทำจากแก้วจะทำความสะอาดได้ดีกว่าขวดที่ทำจากพลาสติก1 เนื่องจากหลังจากผ่านการทำความสะอาดไปหลายๆ ครั้งแล้ว ขวดพลาสติกจะมีรอยหรือร่องที่เป็นที่เป็นที่สะสมของแบคทีเรียและทำความสะอาดได้ยากกว่า นอกจากนี้ มารดาจะต้องมีจำนวนขวดและจุกนมที่มากเพียงพอ เนื่องจากทารกกินนมบ่อยวันละ 8-12 ครั้ง และอาจต้องมีเครื่องนึ่งขวดนม ซึ่งในกรณีที่ไม่มีเครื่องนึ่งขวดนม อาจจำเป็นต้องต้มขวดและจุกนมในน้ำเดือดนาน 20 นาที

           -การทำความสะอาดขวดและจุกนม ส่วนใหญ่ หากมีรายละเอียดของวัสดุที่ใช้ทำ และวิธีการทำความสะอาดที่เป็นข้อแนะนำของบริษัทผู้ผลิต ควรปฏิบัติตามข้อแนะนำที่มีอยู่ที่ฉลากของสินค้า หากไม่มีรายละเอียดแนะนำ โดยทั่วไปในการล้างทำความสะอาดขวดและนม อาจต้องใช้แปรงหรืออุปกรณ์ที่ช่วยล้างขวดและจุกนมเบื้องต้นก่อน หลังจากนั้น นำขวดและจุกนมไปต้มในน้ำเดือดนาน 20 นาที

          -ท่าในการป้อนนม ในการกินนมจากขวด ท่าที่ใช้ในการกินนมของทารกจำเป็นจะต้องมีการประคองศีรษะและลำตัวของทารกให้ทารกอยู่ในท่าที่หายใจและกลืนนมได้อย่างสะดวก โดยขวดนมจะต้องตั้งอยู่ในแนวตั้ง และในขณะที่ให้นม หากมารดาสามารถประสานสายตาและพูดคุยกับทารกจะช่วยสร้างความสัมพันธ์และมีผลดีต่อพัฒนาการของทารก ในการป้อนนมให้ใช้จุกนมเทียมเขี่ยบริเวณริมฝีปากทารก จะกระตุ้นให้ทารกอ้าปากกว้าง จากนั้นปล่อยให้ทารกอมและดูดจุกนม ซึ่งการให้ป้อนนมนั้น มารดาควรต้องสังเกตอาการหิวของทารกและควรเลือกให้นมตามความต้องการของทารก

           -ทารกดูดลม ท้องอืด หรือแหวะนม ในระหว่างที่ทารกดูดนมจากขวด มารดาจำเป็นต้องให้จุกนมมีน้ำนมหล่ออยู่เต็มเสมอ หากขวดนมเอียงและจุกนมมีลมอยู่ ทารกจะดูดลมเข้าไประหว่างการกินนมจากขวดได้มาก อาจมีอาการท้องอืดหรือแหวะนมได้ นอกจากการใส่ใจในการจับขวดนมให้มีน้ำนมหล่ออยู่เต็มแล้ว ระหว่างการกินนม ควรจะมีการหยุดพักสั้นๆ เพื่อให้ทารกเรอ โดยหากทารกไม่ต้องการกินนมต่อแล้ว จับทารกนั่ง ลูบหลังหรือพาดบ่าเพื่อช่วยลดลมในท้องและป้องกันการแหวะนม

เอกสารอ้างอิง

  1. Chen YL, Kuan WH. Is a Plastic or Glass Feeding Bottle Easier to Be Cleaned? Iran J Public Health 2014;43:1716-7.

 

 

 

 

การใช้ขวดนมในการป้อนนมทารก

นมขวด

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

              การใช้ขวดนมในการป้อนนมให้กับทารกควรเป็นทางเลือกสุดท้ายสำหรับการให้อาหารในทารกแรกเกิด เนื่องจากทารกกลไกการดูดนมจากจุกนมเทียมของขวดนมจะมีความแตกต่างจากกลไกการดูดนมแม่ และรูเปิดที่จะให้น้ำนมไหลจากจุกนมเทียมจะใหญ่และไหลได้เร็ว ทำให้ทารกไม่ต้องออกแรงในการดูดนมมาก ทารกจะเกิดการติดขวดนม ทำให้การปรับเปลี่ยนกับมากินนมแม่จากเต้าทำได้ลำบาก และมีอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวต่ำกว่าการป้อนนมด้วยถ้วย1 แต่มีการศึกษาถึงการใช้ขวดนมช่วยป้อนนมในทารกที่มีการเข้าเต้าลำบากจากการที่มีเพดานปากสูงโดยใช้จุกนมเทียมที่มีรูใหญ่ป้อนนมทารกได้2 สำหรับทารกที่ได้รับการป้อนนมโดยใช้ขวดนมพบว่ามีความเสี่ยงในการเกิดฟันผุเพิ่มขึ้น3 ภาวะ hypertrophic pyloric stenosis4 และพบว่าอาจจะมีผลต่อพฤติกรรมในการควบคุมการกินอาหารที่ส่งผลทำให้ทารกมีภาวะอ้วนเมื่อทารกเจริญเติบโตขึ้นได้5

เอกสารอ้างอิง

  1. Yilmaz G, Caylan N, Karacan CD, Bodur I, Gokcay G. Effect of cup feeding and bottle feeding on breastfeeding in late preterm infants: a randomized controlled study. J Hum Lact 2014;30:174-9.
  2. Eren A, Bilgin H, Kara S. Feeding an infant with high arched palate by high flow rate bottle nipple. Asia Pac J Clin Nutr 2015;24:756-8.
  3. Avila WM, Pordeus IA, Paiva SM, Martins CC. Breast and Bottle Feeding as Risk Factors for Dental Caries: A Systematic Review and Meta-Analysis. PLoS One 2015;10:e0142922.
  4. McAteer JP, Ledbetter DJ, Goldin AB. Role of bottle feeding in the etiology of hypertrophic pyloric stenosis. JAMA Pediatr 2013;167:1143-9.
  5. Li R, Scanlon KS, May A, Rose C, Birch L. Bottle-feeding practices during early infancy and eating behaviors at 6 years of age. Pediatrics 2014;134 Suppl 1:S70-7.

 

การจำแนกยาที่ใช้ระหว่างการตั้งครรภ์

IMG_1012

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

              องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา เดิมได้จำแนกกลุ่มยาที่ใช้ระหว่างการตั้งครรภ์ตามความเสี่ยงน้อยไปมาก1 ดังนี้

            Category A มีการศึกษาที่ได้รับการควบคุมอย่างดีพบว่าไม่มีความเสี่ยง

            Category B ไม่พบหลักฐานว่ามีความเสี่ยงในมนุษย์

            Category C ไม่สามารถจะตัดสินได้ว่าไม่มีความเสี่ยง

            Category D มีหลักฐานว่ามีความเสี่ยงต่อทารก

            Category X ห้ามใช้ในระหว่างการตั้งครรภ์

            แต่เนื่องจากการแบ่งกลุ่มยาตามที่จำแนกเป็น A, B, C, D และ X บอกเพียงภาพรวมของยา โดยไม่ได้สะท้อนถึงความเสี่ยงที่จะเกิดแก่ทารก ไม่มีการชี้แจงในรายละเอียดของความเสี่ยง ขนาด ระยะเวลา และช่วงระยะเวลาในระหว่างการตั้งครรภ์ที่ได้รับยา ซึ่งจะเป็นสิ่งที่จะบอกถึงผลเสียของยา ดังนั้น องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาจึงได้ปรับเปลี่ยนการชี้แจงรายละเอียดของยาที่ใช้ในระหว่างการตั้งครรภ์เป็นรูปแบบของ “Pregnancy and Lactation Labeling Rule” หรือใช้คำย่อว่า PLLR โดยมีการกำหนดว่าในฉลากยาจะต้องมีการเขียนข้อมูลของการใช้ยาในระหว่างการตั้งครรภ์ที่ต้องมีหัวข้อย่อย ดังนี้2

            การรายงานการใช้ในระหว่างการตั้งครรภ์ โดยหากมีการใช้ยาในระหว่างการตั้งครรภ์ต้องมีการระบุข้อมูลที่จะติดต่อการลงทะเบียนการใช้ยาในระหว่างการตั้งครรภ์และที่อยู่ของผู้ใช้ยาที่สะดวกในการติดต่อ

            ข้อสรุปความเสี่ยง เมื่อยามีข้อบ่งห้ามในการใช้ ต้องมีรายละเอียดของความเสี่ยงตามข้อมูลที่มีรายงานของการใช้ยาในมนุษย์ รายงานของการใช้ยาในสัตว์ทดลอง โดยรายงานตามกลไกการออกฤทธิ์ที่อธิบายถึงกลไกที่เกิดความเสี่ยงตามเภสัชศาสตร์ รวมทั้งบอกถึงขนาด ระยะเวลา และช่วงเวลาที่ใช้ในระหว่างการตั้งครรภ์ที่จะมีความเสี่ยงเกิดขึ้น

            ข้อพิจารณาการใช้ยาในทางคลินิก ซึ่งต้องมีรายละเอียด

  • โรคที่มารดาเป็นอยู่กับความเสี่ยงที่จะเกิดกับมารดาหรือทารก
  • การปรับขนาดยาที่เหมาะสมระหว่างตั้งครรภ์หรือหลังคลอด
  • อาการข้างเคียงหรือผลเสีย (adverse reaction) ที่จะเกิดกับมารดา
  • อาการข้างเคียงหรือผลเสียที่จะเกิดกับทารกในครรภ์และทารกแรกเกิด
  • การใช้ยาในระยะรอคลอดและระยะคลอด

          ข้อมูลที่มีรายงาน ซึ่งต้องมีรายละเอียดของรายงานที่มีการศึกษา รูปแบบวิธีการศึกษา จำนวนกลุ่มตัวอย่าง ระยะเวลาของการศึกษา ผลเสียที่เกิดต่อมารดาและทารก ขนาด ปริมาณ ลักษณะของการใช้ยาโดยตั้งใจหรือไม่ทราบว่าตั้งครรภ์ ช่วงเวลาที่ได้รับยาในระหว่างการตั้งครรภ์ และข้อจำกัดของข้อมูลจากการศึกษา

           องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาได้กำหนดว่า ยาที่ขึ้นทะเบียนหลังจากเดือนมิถุนายน พ.ศ.2558 จะต้องมีรายละเอียดของการใช้ยาในระหว่างการตั้งครรภ์ตามรูปแบบ PLLR สำหรับยาที่ขึ้นทะเบียนก่อนเดือนมิถุนายน พ.ศ.2558 จะต้องยื่นขึ้นทะเบียนฉลากยาตามรูปแบบใหม่ภายใน 3 ปี

            เนื่องจากความรู้และข้อมูลในเรื่องการใช้ยามีการเปลี่ยนแปลงและเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับในส่วนของแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ ควรมีความใส่ใจกับข้อมูลที่ให้รายละเอียดเกี่ยวกับยาที่ใช้ระหว่างการตั้งครรภ์มากขึ้น โดยใช้ประโยชน์จากข้อมูลของฉลากยาตามรูปแบบ PLLR หรืออาจค้นหาข้อมูลยาได้จาก http://www.fda.gov/ ซึ่งในการตัดสินใจเลือกใช้นั้น ผู้ให้คำปรึกษา มารดาและครอบครัวจะต้องร่วมตัดสินใจในการเลือกใช้ยา เมื่อได้รับการอธิบายประโยชน์ของยาต่อโรคที่มารดาเป็นและข้อมูลความเสี่ยงที่มารดาและทารกอาจได้รับอย่างครบถ้วน นอกจากนี้ ผู้ที่ใช้ยาต้องมีส่วนรับผิดชอบต่อสังคมในการลงทะเบียนการใช้ยาในระหว่างการตั้งครรภ์ เพื่อเป็นประโยชน์ในการรวบรวมข้อมูลการใช้ยาต่อไปในอนาคต3

เอกสารอ้างอิง

  1. Mehta N, Larson L. Pharmacotherapy in pregnancy and lactation. Clin Chest Med 2011;32:43-52, viii.
  2. Danesh MJ, Murase JE. The new US Food and Drug Administration pregnancy and lactation labeling rules: Their impact on clinical practice. Journal of the American Academy of Dermatology 2015;73:310-1.
  3. Mosley JF, 2nd, Smith LL, Dezan MD. An overview of upcoming changes in pregnancy and lactation labeling information. Pharm Pract (Granada) 2015;13:605.

 

 

 

การเสริมไอโอดีนในสตรีตั้งครรภ์และให้นมบุตร จำเป็นหรือไม่

IMG_9466

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

           ไอโอดีน ไอโอดีนจำเป็นสำหรับต่อมไทรอยด์ในการสร้างฮอร์โมนและพัฒนาการของทารก หากมารดาขาดไอโอดีนจะมีความเสี่ยงในการเกิดการคลอดก่อนกำหนด ทารกน้ำหนักตัวน้อย และทารกเจริญเติบโตช้าในครรภ์1 และในระหว่างการให้นมบุตร ปริมาณไอโอดีนในน้ำนมจะขึ้นอยู่ปริมาณของไอโอดีนที่มีอยู่ในมารดา โดยทั่วไปต่อมน้ำนมมีความสามารถที่จะปรับให้ระดับไอโอดีนเข้มข้นขึ้นและทำให้ไอโอดีนเพียงพอสำหรับทารกได้แม้ในมารดาที่มีการขาดไอโอดีน2 อย่างไรก็ตาม องค์การอนามัยโลกแนะนำให้รับประทานไอโอดีนวันละ 150-250 ไมโครกรัมต่อวัน สำหรับหญิงตั้งครรภ์และมารดาที่ให้นมบุตร3-5

            ในประเทศไทย จากข้อมูลของกรมอนามัยสตรีตั้งครรภ์ขาดสารไอโอดีนถึงร้อยละ 52.56 ดังนั้นสตรีตั้งครรภ์และมารดาที่ให้นมบุตรควรรับประทานไอโอดีนตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก ซึ่งเมื่อเทียบปริมาณความต้องการไอโอดีนแล้ว สตรีตั้งครรภ์และมารดาที่ให้นมบุตรควรบริโภคเกลือประมาณวันละ 5 กรัมหรือ 1 ช้อนชา โดยเกลือเสริมไอโอดีน 5 กรัมจะมีการเติมไอโอดีนในสัดส่วน 30-50 ส่วนในหนึ่งล้านส่วน คิดเป็นปริมาณไอโอดีนเท่ากับ 150 – 250 ไมโครกรัม สำหรับการบริโภคอาหารที่มีไอโอดีน ได้แก่ ปลาทะเล 1 ขีด (100 กรัม) จะมีไอโอดีนประมาณ 50 ไมโครกรัม สาหร่ายทะเล 1 ขีด (100 กรัม) จะมีไอโอดีนประมาณ 200 ไมโครกรัม เกลือทะเล 5 กรัมหรือ 1 ช้อนชาโดยทั่วไปจะมีไอโอดีนในสัดส่วน 2-5 ส่วนในหนึ่งล้านส่วน คิดเป็นปริมาณไอโอดีนประมาณ 10-25 ไมโครกรัม จะเห็นว่าจากปริมาณไอโอดีนที่มีในตัวอย่างของอาหาร ในการรับประทานอาหารตามปกติของคนไทยมีโอกาสที่จะขาดไอโอดีนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงในการขาดไอโอดีน ดังนั้น การป้องกันการขาดไอโอดีนในพื้นที่ที่เสี่ยง อาจพิจารณาการเสริมไอโอดีนในน้ำดื่ม โดยใช้สารละลายโปแตสเซียมไอโอเดท หยดในน้ำดื่มของโรงเรียนหรือครัวเรือน โดยคำนวณให้ได้รับสารไอโอดีนประมาณ 150 – 200 ไมโครกรัมเมื่อดื่มน้ำวันละ 1 ลิตร7

เอกสารอ้างอิง

  1. Charoenratana C, Leelapat P, Traisrisilp K, Tongsong T. Maternal iodine insufficiency and adverse pregnancy outcomes. Matern Child Nutr 2015.
  2. Zimmermann MB. The impact of iodised salt or iodine supplements on iodine status during pregnancy, lactation and infancy. Public Health Nutr 2007;10:1584-95.
  3. Azizi F, Smyth P. Breastfeeding and maternal and infant iodine nutrition. Clin Endocrinol (Oxf) 2009;70:803-9.
  4. Andersson M, de Benoist B, Delange F, Zupan J. Prevention and control of iodine deficiency in pregnant and lactating women and in children less than 2-years-old: conclusions and recommendations of the Technical Consultation. Public Health Nutr 2007;10:1606-11.
  5. Konrade I, Kalere I, Strele I, et al. Iodine deficiency during pregnancy: a national cross-sectional survey in Latvia. Public Health Nutr 2015;18:2990-7.
  6. รายงานประจำปี กรมอนามัย 2556. In: กองแผนงาน กรมอนามัย, ed. ประเทศไทย: กรมอนามัย; 2556.
  7. แหล่งอาหารไอโอดีนตามธรรมชาติ. (Accessed November 21, 2014, at http://www.il.mahidol.ac.th/e-media/iodine/chapter1/food.html.)

 

 

 

 

การเสริมกรดไขมันในสตรีตั้งครรภ์และให้นมบุตร

IMG_9441

                รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

             กรดไขมัน โอเมก้า-3 เป็นกรดไขมันที่จำเป็นมีความสำคัญต่อมารดาและทารก พบในอาหารจำพวกปลาทะเลและปลาน้ำจืดบางชนิด โดยโอเมก้า-3 ประกอบด้วยสารที่สำคัญคือ Eicosopentaenoic (EPA) และ Docosahexaenoic (DHA) ซึ่งสารอาหารนี้จำเป็นในการพัฒนาการของสมองส่วนกลางและพัฒนาระบบประสาทของทารก1 มีข้อมูลว่าสตรีตั้งครรภ์ที่ได้รับโอเมก้า-3 จะยืดอายุครรภ์ของสตรีที่มีความเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนดได้ ลดภาวะครรภ์เป็นพิษ (preeclampsia) และความผิดปกติของสมอง (cerebral palsy) ของทารก2 นอกจากนี้ DHA ยังมีผลต่อภูมิคุ้มกันและมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ3-5 มีการศึกษาว่าในสหรัฐอเมริกาพบว่าอาหารที่มารดารับประทานมีโอเมก้า-3 น้อยจึงควรเสริมโอเมก้า-3 ในหญิงตั้งครรภ์1  สำหรับในมารดาที่ให้นมบุตรกรดไขมันในน้ำนมจะสร้างจากต่อมน้ำนมโดยได้รับสารตั้งต้นมาจากอาหารและปริมาณกรดไขมันที่สะสมในร่างกายมารดา6-8 ซึ่งในต่างประเทศผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่แนะนำให้เสริม DHA ขนาด 300-1000 มิลลิกรัมในสตรีที่ตั้งครรภ์และให้นมบุตร9,10

              ในประเทศไทยไม่มีข้อมูลถึงสภาวะของกรดไขมันโอเมก้า-3 และ DHA ในสตรีตั้งครรภ์และปริมาณที่มีในสารอาหารที่รับประทานในชีวิตประจำวัน ประโยชน์ของการเสริมสารอาหารเหล่านี้จะได้ต่อเมื่อหญิงตั้งครรภ์มีความเสี่ยงในการขาดสารอาหารนี้ ดังนั้นการแนะนำขั้นต้นควรแนะนำให้สตรีตั้งครรภ์รับประทานอาหารให้มีความหลากหลายและให้ความสำคัญกับอาหารที่มีโอเมก้า-3 สูง ส่วนการรับประทานน้ำมันปลาแคปซูล (fish oil) ที่มีส่วนประกอบของโอเมก้า-3 ยังขาดข้อมูลการศึกษาในประเทศไทย จำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมต่อไป

เอกสารอ้างอิง

  1. Dunstan JA, Simmer K, Dixon G, Prescott SL. Cognitive assessment of children at age 2(1/2) years after maternal fish oil supplementation in pregnancy: a randomised controlled trial. Arch Dis Child Fetal Neonatal Ed 2008;93:F45-50.
  2. McGregor JA, Allen KG, Harris MA, et al. The omega-3 story: nutritional prevention of preterm birth and other adverse pregnancy outcomes. Obstet Gynecol Surv 2001;56:S1-13.
  3. Ratnayake WM, Galli C. Fat and fatty acid terminology, methods of analysis and fat digestion and metabolism: a background review paper. Ann Nutr Metab 2009;55:8-43.
  4. Lu J, Jilling T, Li D, Caplan MS. Polyunsaturated fatty acid supplementation alters proinflammatory gene expression and reduces the incidence of necrotizing enterocolitis in a neonatal rat model. Pediatr Res 2007;61:427-32.
  5. Cotogni P, Muzio G, Trombetta A, Ranieri VM, Canuto RA. Impact of the omega-3 to omega-6 polyunsaturated fatty acid ratio on cytokine release in human alveolar cells. JPEN J Parenter Enteral Nutr 2011;35:114-21.
  6. Innis SM. Polyunsaturated fatty acids in human milk: an essential role in infant development. Adv Exp Med Biol 2004;554:27-43.
  7. Jensen CL, Voigt RG, Prager TC, et al. Effects of maternal docosahexaenoic acid intake on visual function and neurodevelopment in breastfed term infants. Am J Clin Nutr 2005;82:125-32.
  8. Brenna JT, Diau GY. The influence of dietary docosahexaenoic acid and arachidonic acid on central nervous system polyunsaturated fatty acid composition. Prostaglandins Leukot Essent Fatty Acids 2007;77:247-50.
  9. Carlson SE. Docosahexaenoic acid supplementation in pregnancy and lactation. Am J Clin Nutr 2009;89:678S-84S.
  10. Koletzko B, Cetin I, Brenna JT. Dietary fat intakes for pregnant and lactating women. Br J Nutr 2007;98:873-7.