เรื่องทั้งหมดโดย OB-GYN

คลินิกนมแม่ ภาระงานการพยาบาลและความปลอดภัยของผู้ป่วย

IMG_3475

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

                การคิดภาระงานการพยาบาลมีความสัมพันธ์กับมาตรฐานการให้การพยาบาล ซึ่งส่งผลต่อความปลอดภัยของผู้ป่วยหรือผู้รับบริการ (patient safety)1 ดังนั้นในทุกการให้บริการจึงควรมีการคิดอัตรากำลัง โดยภาระงานที่นำมาคิดอาจพิจารณาเป็น

  • การดูแลผู้ป่วยโดยตรง  (direct care) ตัวอย่างเช่น การทำแผล การเจาะเลือดตรวจทางห้องปฏิบัติการ การให้ความรู้แก่ผู้ป่วย การให้การสนับสนุนทางด้านจิตใจแก่ผู้ป่วย
  • การดูแลผู้ป่วยทางอ้อม (indirect care) ตัวอย่างเช่น การบริหารจัดการจำนวนเวชภัณฑ์สำหรับผู้ป่วย การจัดการเรื่องเอกสาร การเคลื่อนย้ายผู้ป่วย การส่งต่องาน การวางแผนจำหน่ายผู้ป่วย
  • กิจกรรมที่ไม่ใช่การดูแลผู้ป่วย (nonpatient care) ตัวอย่างเช่น การอบรมและฝึกทักษะการพยาบาล การแก้ปัญหาเครื่องมือทำงานผิดปกติ ระยะเวลารอคอย
  • นอกจากนี้ ในบางกรณี การจัดกิจกรรมอาจคำนึงถึงในเรื่องคุณภาพชีวิต โดยคิดช่วงพัก ช่วงรับประทานอาหารกลางวัน ช่วงที่เข้าห้องน้ำ

              เมื่อคิดภาระงานและสามารถจัดสรรกำลังคนได้อย่างเหมาะสม จะสามารถลดการเกิดความผิดพลาดในการให้บริการ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการให้บริการ1 สำหรับในคลินิกนมแม่นั้น แม้จะมองว่า ความผิดพลาดนั้น หากเกิดมักจะไม่รุนแรงและอันตรายถึงชีวิต แต่การให้คุณค่าแก่กิจกรรมการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ (value-added) ซึ่งจะส่งผลลัพท์ที่เป็นพื้นฐานของสุขภาพที่ดีของมารดาและทารก ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นจะต้องจัดสรรโดยเพิ่มคุณค่าให้กิจกรรมนี้อย่างเหมาะสม

เอกสารอ้างอิง

  1. Swiger PA, Vance DE, Patrician PA. Nursing workload in the acute-care setting: A concept analysis of nursing workload. Nurs Outlook 2016;64:244-54.

ปัจจัยที่มีผลต่อการคิดภาระงานในคลินิกนมแม่

IMG_3481

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

                ปัจจัยที่มีผลต่อการคิดภาระงานโดยทั่วไป1 แบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่

  • ปัจจัยจากพยาบาล ได้แก่ ปัจจัยจากความสามารถของพยาบาล (nurse ability) แต่ละคนอาจแตกต่างกัน บางคนมีทักษะในเรื่องการให้คำปรึกษาการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ การเข้าเต้า หรือการจัดท่าทารกได้ดี พูดได้กระชับ ใช้เวลารวดเร็ว ขณะที่บางคนต้องใช้เวลาสื่อสารอธิบายนาน โดยผลของการให้คำปรึกษาได้ผลเหมือนๆ กัน ปัจจัยจากสมรรถนะทางคลินิกของพยาบาล (clinical competency) โดยแบ่งได้เป็น 5 ระดับ คือ พยาบาลระดับเริ่มต้นทำงานไม่มีประสบการณ์ (novice) พยาบาลระดับเริ่มที่ทำได้ (advanced beginner) พยาบาลระดับที่พอทำได้ (competent) พยาบาลระดับที่เก่ง (proficient) และพยาบาลระดับที่เชี่ยวชาญ (expert) ซึ่งสมรรถนะทางคลินิกนี้จะส่งผลต่อระยะเวลาการทำงานของแต่ละคน
  • ปัจจัยจากผู้ป่วย ได้แก่ ปัจจัยจากความซับซ้อนของการดูแลผู้ป่วย (care complexity) ซึ่งในผู้ป่วยที่มีโรคที่รุนแรงหรือมีความซับซ้อนสูงจะใช้เวลาในการดูแลนาน
  • ปัจจัยจากหน่วยงานหรือองค์กร ได้แก่ ปัจจัยเรื่องความเพียงพอของบุคลากรและเครื่องมือ ปัจจัยการหน่วยงานที่สนับสนุนการทำงานในการให้การดูแลรักษาผู้ป่วย ปัจจัยจากงานการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย ปัจจัยจากการหมุนเปลี่ยนของผู้ป่วย (patient turnover) ปัจจัยจากความหลากหลายของผู้ป่วย (case mix) ปัจจัยเรื่องการให้การสนับสนุนขององค์กร ปัจจัยเรื่องความสามารถของผู้บริหารจัดการพยาบาล (nurse manager ability) ปัจจัยเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์กับพยาบาล ปัจจัยเรื่องวัฒนธรรมความปลอดภัย และปัจจัยการบริหารงานระบบ (process efficiency)

            ดังนั้น การที่จะคิดอัตรากำลังและผลิตภาพการพยาบาลของคลินิกนมแม่จำเป็นต้องคำนึงปัจจัยเหล่านี้ที่จะต้องกำหนดมาตรฐาน คำนิยามและลักษณะการเก็บข้อมูลที่จะสร้างการยอมรับจากทีมพยาบาลด้วยกันเองและหน่วยงานภายนอกที่จะมาประเมิน ซึ่งการสร้างให้เกิดการคิดอัตรากำลังและผลิตภาพการพยาบาลของคลินิกนมแม่ก็ถือเป็นนวัตกรรมที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมของการให้บริการที่เหมาะสมและเอื้อต่อความปลอดภัยของผู้ป่วยได้

เอกสารอ้างอิง

  1. Swiger PA, Vance DE, Patrician PA. Nursing workload in the acute-care setting: A concept analysis of nursing workload. Nurs Outlook 2016;64:244-54.

 

คลินิกนมแม่กับภาระงานการพยาบาล

img_2197

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

                ปัจจุบันเรื่องการคิดภาระงานของวิชาชีพต่างๆ มีความสำคัญ เพื่อใช้เป็นหลักพื้นฐานในการคำนวณอัตรากำลังและทำให้การบริหารจัดการมีประสิทธิภาพโดยใช้ข้อมูลที่มีอยู่เพื่อการบริหารจัดการ คลินิกนมแม่เป็นบริการที่จัดให้แก่มารดาและครอบครัว โดยมีการให้บริการทั้งการให้คำแนะนำ การให้คำปรึกษา การให้การดูแลรักษา ตอบคำถามทางโทรศัพท์ นอกจากนี้ สิ่งที่ขาดไม่ได้ที่ต้องมีควบคู่กันคือการพัฒนาความรู้ใหม่หรือนวัตกรรมรวบทั้งเป็นที่ให้ความรู้แก่นักศึกษาแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ จึงต้องนำกระบวนการการพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ การสร้างนวัตกรรม และการให้การอบรมความรู้แก่บุคลากรทางการแพทย์มาคิดเป็นภาระงานด้วย โดยทั่วไป การคิดภาระงานจะแยกตามลักษณะงาน โดยมีค่าความหนักเบาหรือค่าน้ำหนักการให้บริการพยาบาลแตกต่างกันในการให้บริการในแต่ละที่ของการให้การพยาบาล เช่น การให้บริการที่แผนกผู้ป่วยนอก การให้บริการที่หอผู้ป่วย การให้บริการที่หอผู้ป่วยวิกฤต การให้บริการที่ห้องผ่าตัด และการให้บริการที่ห้องคลอด โดยคลินิกนมแม่ หากเปิดเป็นลักษณะของการให้บริการที่แผนกผู้ป่วยนอกอาจต้องคิดการให้บริการในวันทำการคือ 5 วันทำการต่อสัปดาห์ แต่หากการให้บริการอยู่ที่หอผู้ป่วยหลังคลอดและเปิดบริการทุกวัน ควรคิดวันทำการ 7 วันต่อสัปดาห์ ซึ่งการกำหนดมาตรฐานของการให้บริการมารดาและทารกอาจอ้างอิงการใช้การแยกประเภทผู้ป่วยเป็น 5 ประเภท ได้แก่ ประเภทที่ 1 ใช้เวลาไม่เกิน 10 นาที ประเภทที่ 2 มากกว่า 10 นาทีแต่ไม่เกิน 45 นาที ประเภทที่ 3 เกิน 45 นาทีแต่ไม่เกิน 120 นาที ประเภทที่ 4 เกิน 120 นาทีแต่ไม่เกิน 150 นาที และประเภทที่ 5 มากกว่า 150 นาที  จัดการให้บริการมารดาและทารกลงในแต่ละประเภท เพื่อคำนวณอัตรากำลังและผลิตภาพของพยาบาล อย่างไรก็ตาม มีการศึกษาในปี 2556 ถึงภาระงานและผลิตภาพของพยาบาลในโรงพยาบาลของรัฐ 12 แห่งในพื้นที่เครือข่ายการให้บริการเขต 2 พบว่าเมื่อเทียบผลิตภาพกำลังคนในโรงพยาบาลที่มีขนาดใหญ่และรักษาคนไข้ที่มีความซับซ้อนกว่าหรือโรงพยาลาลศูนย์มีผลิตภาพสูงกว่าโรงพยาบาลขนาดเล็กหรือโรงพยาบาลชุมชน1 ดังนั้น การคิดอัตรากำลังและผลิตภาพของพยาบาลจำเป็นต้องคำนึงถึงการให้บริการของสถานพยาบาลนั้นๆ ว่าเป็นสถานพยาบาลลักษณะใด ตติยภูมิ ทุติยภูมิ หรือปฐมภูมิ เพื่อการบริหารอัตรากำลังอย่างเหมาะสม

เอกสารอ้างอิง

  1. กฤษดา แสวงดี, วิไลลักษณ์ เรืองรัตนตรัย, ปิยะ หาญวรวงศ์ชัย, อำนวย กาจีนะ. ภาระงานและผลิตภาพของพยาบาลในโรงพยาบาลของรัฐ 12 แห่งในพื้นที่เครือข่ายการให้บริการเขต Journal of Health Science 2015;24:471-50.

 

ปัจจัยที่มีผลต่อการเริ่มต้นการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในระยะแรกหลังคลอด

IMG_1470

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

                การเริ่มต้นการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในระยะแรกหลังคลอดมีความสำคัญและช่วยเพิ่มอัตราและระยะเวลาของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ โดยทั่วไป แนะนำให้เริ่มการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ภายในครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมงหลังคลอด อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทยจากการสำรวจขององค์การยูนิเซฟในปี 2555 พบว่า การเริ่มการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในหนึ่งชั่วโมงแรกหลังคลอดพบร้อยละ 43.6 ขณะที่อัตราการเริ่มการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในหนึ่งชั่วโมงแรกหลังคลอดทั่วโลกพบร้อยละ 7.7-98.4 (เฉลี่ยร้อยละ 57.6)1 จะเห็นว่า อัตราการเริ่มการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของประเทศไทยต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของทั่วโลก ซึ่งอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่ออัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวในหกเดือนแรกของประเทศไทยด้วย สำหรับปัจจัยที่พบว่าส่งผลทำให้การเริ่มการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เริ่มต้นได้ช้ากว่าในหนึ่งชั่วโมงแรกหลังคลอด ได้แก่ มารดาที่มีภาวะแทรกซ้อนระหว่างการตั้งครรภ์และการผ่าตัดคลอด1 โดยเฉพาะอัตราการผ่าตัดคลอดในประเทศไทยที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในโรงพยาบาลของภาครัฐพบราวร้อยละ 40 และในโรงพยาบาลเอกชนพบถึงราวร้อยละ 80 ซึ่งน่าจะเป็นอุปสรรคที่สำคัญต่อการเริ่มต้นการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในระยะแรกหลังคลอด

เอกสารอ้างอิง

  1. Takahashi K, Ganchimeg T, Ota E, et al. Prevalence of early initiation of breastfeeding and determinants of delayed initiation of breastfeeding: secondary analysis of the WHO Global Survey. Sci Rep 2017;7:44868.

ปัจจัยเรื่องถิ่นที่อยู่และพฤติกรรมการกินของมารดามีผลต่อส่วนประกอบของนมแม่

IMG_1670

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์

                ส่วนประกอบของนมแม่มีทั้งสารอาหารและสารที่ออกฤทธิ์ทางชีวภาพ ซึ่งส่วนประกอบของนมแม่จะมีการเปลี่ยนแปลงตามระยะของการคลอดทารกและช่วงระยะเวลาหลังคลอด โดยทั่วไป สารอาหารหลักและพลังงานของนมแม่มักไม่แตกต่างกันในมารดาที่อาศัยอยู่ที่พื้นที่ที่แตกต่างกันและมีพฤติกรรมการกินที่แตกต่างกัน1 แต่สารอาหารที่พบน้อยบางชนิดอาจมีความแตกต่างกันจากผลของพื้นที่ที่มีอุบัติการณ์ของการขาดสารอาหารบางประเภทหรือมีพฤติกรรมการกินอาหารที่แตกต่างกัน ซึ่งบุคลากรทางการแพทย์ควรให้ความสำคัญและทำการศึกษาถึงความขาดแคลนสารอาหารในแต่ละชนิดที่อาจส่งผลต่อส่วนประกอบของนมแม่ที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละพื้นที่หรือแต่ละประเทศ เพื่อการให้คำแนะนำเรื่องการเสริมการรับประทานอาหารให้เหมาะสม ชดเชยในสารอาหารที่มารดามีความเสี่ยงที่จะขาด ซึ่งจะช่วยให้ผลของการตั้งครรภ์ การเจริญเติบโตและความสมบูรณ์ของทารกเป็นไปด้วยดี

เอกสารอ้างอิง

  1. Sunaric S, Denic M, Lalic J, et al. Physicochemical and biochemical parameters in milk of Serbian breastfeeding women. Turk J Med Sci 2017;47:246-51.