ข้อแนะนำสำหรับคุณแม่ระหว่างการตั้งครรภ์ เดือนที่ 2

ข้อแนะนำสำหรับคุณแม่ระหว่างการตั้งครรภ์ เดือนที่ 2

 

ข้อแนะนำสำหรับคุณแม่ระหว่างการตั้งครรภ์ เดือนที่ 2

– เดือนที่สอง เมื่อทราบว่าตั้งครรภ์ ควรไปฝากครรภ์ทันทีเพื่อตรวจเลือดและปัสสาวะ รับความรู้เรื่องการดูแลครรภ์ และข้อควรระวังจากแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์? หากมีอาการแพ้ท้อง วิงเวียน คลื่นไส้อาเจียน การแบ่งมื้ออาหารให้มากขึ้น โดยเพิ่มอาหารว่างระหว่างมื้อ และก่อนนอน โดยรับประทานอาหารที่ย่อยและดูดซึมง่าย ได้แก่ น้ำหวาน น้ำผลไม้ หลีกเลี่ยงอาหารมัน ลดปริมาณอาหารในแต่ละมื้อลง หากจำเป็นอาจขอยาแก้คลื่นไส้อาเจียนเพื่อเตรียมพร้อมในกรณีที่แพ้ท้องมาก ระยะนี้มารดาจะปัสสาวะบ่อย แนะนำให้ไม่ควรกลั้นปัสสาวะเพราะจะทำให้เกิดกระเพาะปัสสาวะหรือกรวยไตอักเสบได้

 

บทความโดย รศ.นายแพทย์ภาวิน พัวพรพงษ์

 

 

การเปลี่ยนแปลงในช่วงระยะไตรมาสแรก

การเปลี่ยนแปลงในช่วงระยะไตรมาสแรก

? ? ? ? ? ??การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในระหว่างการตั้งครรภ์เป็นสิ่งที่คุณแม่ต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจ เพื่อจะได้ปฏิบัติตัวได้อย่างเหมาะสม โดยปกติจะแบ่งการเปลี่ยนแปลงระหว่างการตั้งครรภ์เป็นสามช่วง ช่วงละสามเดือนหรือเรียกเป็นไตรมาส เรามาเรียนรู้การเปลี่ยนแปลงในแต่ละไตรมาสกันเถอะ

?

การเปลี่ยนแปลงในช่วงระยะไตรมาสแรก

??????????? หากนับจากประจำเดือนครั้งสุดท้าย ในสัปดาห์ที่สองที่เกิดการตกไข่? และเกิดการปฏิสนธิขึ้นในสัปดาห์ที่สามจะมีการฝังตัวของตัวอ่อนบริเวณโพรงมดลูก? หลังจากนั้น ตัวอ่อนจะเริ่มเจริญเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนในสัปดาห์ที่ 6 ขนาดจะประมาณเม็ดส้มเขียวหวานหรือประมาณ 4-5 มิลลิเมตร เริ่มตรวจพบการเต้นของหัวใจทารก เริ่มมีการสร้างแขนขา สัปดาห์ที่ 8 ขนาดประมาณผลสตอเบอรี่หรือประมาณ 22-24 มิลลิเมตร ซึ่งในสัปดาห์นี้ตัวอ่อนจะมีลักษณะเหมือนทารกมากขึ้นแต่ยังไม่สมบูรณ์ ศีรษะโตกว่าลำตัว เริ่มมีนิ้วมือนิ้วเท้า ใบหู ?สัปดาห์ที่ 10 ขนาดทารกประมาณลูกมะนาวหรือประมาณ 4 เซนติเมตร เริ่มมีการสร้างอวัยวะสำคัญมากขึ้น หากมีสิ่งกระตุ้นทารกสามารถอ้าปาก ขยับนิ้วมือและเท้าได้ สัปดาห์ที่ 12 ขนาดทารกในครรภ์จะยาวประมาณนิ้วก้อยหรือประมาณ 6-7 เซนติเมตร? นิ้วมือนิ้วเท้าเห็นชัดเจน อวัยวะเพศเริ่มแยกได้ว่าเป็นเพศหญิงหรือชาย (แต่จะตรวจจากคลื่นเสียงความถี่สูงจะแยกเพศได้เมื่ออายุครรภ์ราว 16-20 สัปดาห์) และมีเคลื่อนไหวของทารกให้เห็น สัปดาห์ที่ 14 ขนาดทารกในครรภ์จะยาวประมาณครึ่งฝ่ามือหรือประมาณ 8-10 เซนติเมตร? เมื่อถึงระยะนี้อาการของคุณแม่ที่พบในระยะแรกของการตั้งครรภ์ก็จะเริ่มเปลี่ยนแปลงไปโดย

– ถ้าเคยมีอาการคลื่นไส้อาเจียน หรือแพ้ท้องมาก? พอถึงสัปดาห์นี้อาการต่างๆ จะทุเลาลง

– อาการปัสสาวะบ่อยจะไม่ถี่เหมือนในช่วงแรกของการตั้งครรภ์

– อาจจะมีปัญหาเรื่องท้องผูก? เนื่องจากการเคลื่อนตัวของอุจจาระในลำไส้ช้าลงเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน

– จะรู้สึกว่าคลำยอดมดลูกได้? เหนือกระดูกหัวหน่าว

– ?เต้านมขยายขึ้นและอาจเจ็บเมื่อสัมผัส

– น้ำหนักตัวของคุณแม่เมื่อถึงระยะนี้จะเพิ่มเพียงเล็กน้อยประมาณ 1 กิโลกรัม? โดยในบางรายที่มีอาการแพ้มาก อาจไม่เพิ่มเลยก็ได้

คุณแม่จะปฏิบัติตัวอย่างไรในช่วงไตรมาสแรก??

การปฏิบัติตัวของคุณแม่ในช่วงไตรมาสแรก? สิ่งแรกที่ย้ำให้ต้องปฏิบัติคือ ?เข้ารับการฝากครรภ์ทันทีเมื่อทราบว่าทีการตั้งครรภ์? ซึ่งจะมีการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องของคุณแม่ดังนี้

– กินอาหารที่สดใหม่? โดยมีสารอาหารที่ครบถ้วนทั้งห้าหมู่ ปริมาณอาหารในแต่ละมื้อลดลงแต่เพิ่มมื้ออาหารบ่อยครั้งขึ้น อาจมีอาหารว่างช่วงสายหรือบ่ายเพิ่มขึ้น หลีกเลี่ยงอาหารมัน หรือย่อยยากเพราะอาจทำให้อาเจียนมากขึ้น งดอาหารที่ไม่สะอาด ดิบ หรือปรุงไม่สุก สำหรับคุณแม่ที่มีอาการอาเจียนมากจนน้ำหนักลด อาจรับประทานน้ำหวานระหว่างมื้ออาหาร เพราะย่อยง่ายดูดซึมเร็ว ช่วยให้พลังงานและลดการอ่อนเพลียได้ สำหรับยาแก้แพ้ท้องที่อาจใช้ได้แก่ วิตามินบีหก รับประทานสามเวลาก่อนอาหารครั้งละหนึ่งเม็ด หรือ ไดเมนไฮดริเนต (Dimenhydrinate) ขนาด 50 มิลลิกรัม รับประทานก่อนอาหารครึ่งชั่วโมง ครั้งละหนึ่งเม็ด หากมีอาการมากให้ได้ถึงวันละสามเวลา อาจพบอาการข้างเคียงคือ ง่วงซึม ปากแห้งได้

– หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด ในคุณแม่ที่มีอาการแสบร้อนบริเวณหน้าอก ไม่รับประทานอาหารจนอิ่มหรือแน่นเกินไป ค่อยๆรับประทานอาหารช้าๆ แบ่งให้อาหารแต่ละมื้อให้น้อยลง การย่อยจะเกิดได้ดีขึ้น ลดความผิดปกติจากการที่น้ำย่อยไหลย้อนเข้าไปในหลอดอาหารทำให้แสบบริเวณหน้าอก ไม่ควรนอนพักทันทีหลังรับประทานอาหารใหม่ๆ หากอาการเป็นมากอาจรับประทานยาลดกรดในกระเพาะจะช่วยลดอาการนี้ได้

– การออกกำลังกายในระหว่างมีครรภ์ อาจใช้การเดินออกกำลังหรือสามารถว่ายน้ำได้ แต่ควรทำอย่างพอเหมาะ หากมีอาการแพ้มาก อ่อนเพลีย ควรงดออกกำลังกายไปก่อน

– หากมีหน้ามืดเป็นลมเมื่อต้องยืนนานๆ ควรแก้ไขโดยการยืนสลับเท้าไปมาเพื่อให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น ร่วมกับการหายใจเข้าออกยาวๆ ลึกๆ และพักผ่อนให้เพียงพอ หากเป็นจากการคลื่นไส้และอาเจียนมาก แนะนำเรื่องการแบ่งมืออาหารเพิ่มขึ้นและรับประทานน้ำหวานเพิ่มเติม

– ไม่ควรกลั้นปัสสาวะ เพราะจะเกิดกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ดังนั้นการเดินทางโดยรถประจำทางไกลๆ ควรหลีกเลี่ยงเพราะอาจจำเป็นต้องกลั้นปัสสาวะนานๆ

– ป้องกันอาการท้องผูกโดยดื่มน้ำมากๆ และรับประทานอาหารจำพวกผัก ผลไม้หรืออาหารที่มีกากเส้นใยสูง การรับประทานโยเกิร์ตก็ช่วยได้

– เลือกซื้อยกทรงที่พยุงทรงได้ดี เนื่องจากจะมีการขยายและคัดของเต้านม จะทำให้ผ่อนคลายไม่อึดอัด อาจทาเบบี้ออยล์หรือครีมช่วยลดการแตกของผิวหนังบริเวณเต้านมได้

– ตรวจสุขภาพฟันกับทันตแพทย์ หากพบฟันผุ สามารถอุดฟันได้ ควรหลีกเลี่ยงการถอนฟันหากทำได้ควรรักษาหลังคลอดบุตรแล้ว

– การมีเพศสัมพันธ์สามารถมีได้ตามปกติ? ถ้าไม่มีภาวะแทรกซ้อนอันได้แก่ เลือดออกจากโพรงมดลูกหรือภาวะแท้งคุกคาม

– การปฏิบัติตัวในชีวิตประจำวันอื่นๆ เหมือนปกติ แต่การเคลื่อนไหวต้องระมัดระวังเรื่องการโดนกระแทกบริเวณหน้าท้อง การหกล้มและการก้มยกของหนัก

– หลีกเลี่ยงการใช้ยาโดยไม่จำเป็น หากไม่สบายควรปรึกษาแพทย์และแจ้งแพทย์ทุกครั้งว่าตั้งครรภ์ เพื่อแพทย์จะได้เลือกใช้ยาอย่างเหมาะสมโดยไม่เป็นอันตรายกับทารกในครรภ์

– ท่านั่ง ท่ายืน ท่านอน ที่เหมาะสมยังคงเหมือนกับปกติ ก่อนการตั้งครรภ์

อาการอะไรบ้างที่ต้องรีบปรึกษาแพทย์ในไตรมาสแรก?

– เลือดออกจากช่องคลอด ซึ่งอาจเป็นอาการนำของการแท้ง หรือท้องนอกมดลูก

– ปัสสาวะแสบ ขัด หรือเป็นเลือด

– ปวดท้องน้อยรุนแรง

– มีไข้สูง ไม่ทราบสาเหตุ

– คลื่นไส้อาเจียน จนน้ำหนักลดมากกว่า 1 กิโลกรัม

– ตกขาวผิดปกติ มีกลิ่นเหม็นหรือคันช่องคลอด

 

 

บทความโดย รศ.นายแพทย์ภาวิน พัวพรพงษ์

 

 

ข้อแนะนำสำหรับคุณแม่ระหว่างการตั้งครรภ์ เดือนที่ 1

ข้อแนะนำสำหรับคุณแม่ในแต่ละเดือนของการตั้งครรภ์

 

ข้อแนะนำสำหรับคุณแม่ระหว่างการตั้งครรภ์ เดือนที่ 1

– เดือนที่หนึ่ง ก่อนอื่นต้องการให้คุณแม่วางแผนสำหรับการตั้งครรภ์ทั้งครอบครัว งดการคุมกำเนิด พักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ พยายามไม่เครียด ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานยาต่างๆ และการเอกซเรย์ เมื่อปฏิบัติได้ดังกล่าวแล้ว ประจำเดือนขาด ควรตรวจปัสสาวะเพื่อทดสอบเรื่องการตั้งครรภ์

 

บทความโดย รศ.นายแพทย์ภาวิน พัวพรพงษ์

 

การเจ็บครรภ์และการคลอด

? ? ? ? ? ? ???เมื่อการเจ็บครรภ์และการคลอดมาถึง? คุณแม่อาจจะรู้สึกหวาดกลัว? ตื่นเต้น? เพราะจะเป็นช่วงที่มีการเจ็บครรภ์คลอดเป็นพักๆ สม่ำเสมอและมีความถี่ขึ้นเรื่อยๆ? ซึ่งหลังจากนั้นจะได้พบกับทารกตัวน้อย? การผจญกับการเจ็บครรภ์จะผ่านไปได้ถ้าคุณแม่ได้มีการเตรียมตัวมาก่อนและเข้าใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นในระยะต่างๆ ของการคลอด? การให้กำเนิดลูกน้อยเป็นประสบการณ์อันยิ่งใหญ่? ยิ่งคุณแม่สงบใจและผ่อนคลายได้มากเท่าไรก็จะสามารถซึมซับความประทับใจและผ่านประสบการณ์ครั้งนี้ได้อย่างน่าจดจำ

การคลอดจะแบ่งเป็น 3 ระยะ

? ? ? ? ? ? ???ระยะที่หนึ่ง? จะเป็นช่วงที่คุณแม่มีอาการเจ็บครรภ์สม่ำเสมอและถี่ขึ้น? จะพบท้องแข็งเกร็งเป็นก้อนนูนขึ้นมา? เกิดจากการหดรัดตัวของมดลูกเป็นระยะๆ? ระยะนี้จะกินเวลานาน 8-10 ชั่วโมงในท้องแรก และ 6-8 ชั่วโมงในท้องหลัง การผ่านช่วงเวลานี้จะสำเร็จได้ด้วยดี หากได้รับการอบรมเรื่องการคลอดมาก่อน ร่วมกับการพยายามผ่อนคลาย? สงบใจ? และปล่อยตัวตามสบาย

? ? ? ? ? ? ???เมื่อคุณแม่มีอาการเจ็บครรภ์คลอด? มีมูกเลือดหรือน้ำเดิน? ซึ่งเป็นอาการนำมาโรงพยาบาล? เมื่อมาถึงห้องคลอด? เจ้าหน้าที่จะสอบถามรายละเอียดของการเจ็บครรภ์ว่าเริ่มต้นเมื่อใด? ถี่บ่อยแค่ไหน? มีมูกเลือดจากช่องคลอดหรือน้ำเดินหรือไม่? จากนั้นจะมีแพทย์ถามประวัติซ้ำพร้อมตรวจร่างกาย? วัดความดันโลหิต? ชีพจร? การหายใจ? อุณหภูมิ? ชั่งน้ำหนัก? วัดส่วนสูง? ตรวจหน้าท้องและตรวจภายในว่าปากมดลูกเปิดมากแค่ไหนแล้ว? จากนั้นจะตรวจปัสสาวะเพื่อดูน้ำตาลและโปรตีน? เพื่อค้นหาภาวะแทรกซ้อนต่างๆ? หากพบว่าปากมดลูกเปิดไม่มาก? จะทำการสวนอุจจาระ? แล้วย้ายเข้ารอคลอดในห้องรอคลอด

? ? ? ? ? ? ???ห้องรอคลอด? จะมีพยาบาลและแพทย์มาตรวจการหดรัดตัวของมดลูกและตรวจภายในเป็นระยะ? เพื่อดูความก้าวหน้าของการคลอด? การคลอดจะเข้าสู่ระยะที่สองเมื่อปากมดลูกเปิดเต็มที่? หรือปกติประมาณ 10 เซนติเมตร? ในระยะนี้คุณแม่มักจะได้รับคำแนะนำให้งดน้ำงดอาหาร? และได้รับน้ำเกลือเพื่อการเตรียมพร้อมสำหรับการดมยาสลบในการผ่าคลอดและภาวะฉุกเฉินในการสตั้งครรภ์ต่างๆ? สำหรับอาการเจ็บครรภ์ในระยะนี้? แพทย์อาจพิจารณาให้ยาระงับความรู้สึกวิธีต่างๆ หรือใช้ยาแก้ปวดตามความเหมาะสม ในบางสถานพยาบาลคุณพ่ออาจมีส่วนร่วมในการลดความเจ็บปวดจากการเจ็บครรภ์คลอดโดยอยู่ข้างเตียง พูดให้กำลังใจ นวดหรือกดบริเวณสันหลังส่วนเอวอันจะเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี การมีส่วนร่วมในกระบวนการคลอดและส่งเสริมแรงใจให้แก่มารดาเป็นอย่างมาก

? ? ? ? ? ? ???ระยะที่สอง ?เป็นระยะที่ปากมดลูกเปิดเต็มที่และจะมีการคลอดของทารกจนเสร็จสิ้น? ในระยะนี้คุณแม่จะได้รับการย้ายเข้าสู้ห้องคลอด? และนอนอยู่ในท่าเตรียมคลอด? ซึ่งจะอยู่ในท่านอนหงาย? ศีรษะยกสูงหรือขึ้นขาหยั่ง? จากนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการคลอดทารกคือ? แรงเบ่งของคุณแม่? การเรียนรู้และได้รับการอบรมเรื่องการเบ่งคลอด? จะช่วยให้คุณแม่ออกแรงเบ่งตลอดได้ถูกวิธี? โดยเมื่อมีการเจ็บครรภ์คลอด? มดลูกเริ่มหดรัดตัว? คุณแม่ควรหายใจเข้าลึก? กลั้น และเบ่งยาว?? เมื่อหมดแรงเบ่งสูดหายใจเข้าลึก กลั้น และเบ่งยาวซ้ำ? ในการหดรัดตัวของมดลูก 1 ครั้งควรเบ่งยาวได้ 2-3 ครั้ง ขณะที่คุณแม่เบ่ง พยาบาลหรือบางแห่งจะให้คุณพ่อช่วยให้กำลังใจ ให้จังหวะการเบ่งและเชียร์เบ่งคลอด การเบ่งคลอดที่ถูกต้องจะทำให้ทารกเคลื่อนตัวลงมาอย่างเหมาะสม เมื่อทารกเคลื่อนตัวลงมาที่ปากช่องคลอด แพทย์จะช่วยทำคลอดโดยฉีดยาชาระงับความรู้สึกบริเวณฝีเย็บ และอาจพิจารณาตัดฝีเย็บเพื่อช่วยเหลือกลไกการคลอด หลังจากนั้นแพทย์จะทำคลอดทารกโดยช่วยประคองศีรษะทารก คลอดไหล่ ตัวและขา

? ? ? ? ? ? ???เมื่อทารกคลอดแล้ว? แพทย์จะทำการดูดน้ำคร่ำในปากและจมูกของทารกโดยใช้ลูกยางแดง? เพื่อให้ช่องทางเดินหายใจโล่ง ช่วยกระตุ้นทารกและช่วยให้ทารกเริ่มหายใจ? จากนั้น จะเช็ดตัวทารกให้แห้ง? ห่มผ้าให้อบอุ่น? และอาจพิจารณานำทารกมาวางไว้บนหน้าอกคุณแม่เพื่อกระตุ้นความสัมพันธ์ระหว่างแม่และลูก และให้ทารกดูดนมเพื่อกระตุ้นกลไกการสร้างและหลั่งน้ำนม? ขณะเดียวกัน แพทย์ก็จะพิจารณาทำคลอดรกซึ่งจะเป็นการคลอดในระยะที่สาม? ระยะที่สองนี้โดยปกติในท้องแรกจะใช้เวลา 1-2 ชั่วโมง ส่วนในท้องหลังจะใช้เวลา ? -1 ชั่วโมง

? ? ? ? ? ? ???ระยะที่สาม?? เป็นระยะที่จะเกิดการคลอดของรก? หลังทารกคลอดปกติรกจะเริ่มลอกตัวภายใน 5 นาที เมื่อรกลอกตัวแล้วแพทย์จะพิจารณาทำคลอดรก โดยอาจจะทำการกดบริเวณหน้าท้องหรือท้องน้อยของคุณแม่เพื่อดันไล่รกลงมาที่ช่องคลอด และช่วยทำคลอดรก หลังคลอดรก แพทย์จะทำการตรวจสอบหาบาดแผลในช่องทางคลอด และพิจารณาเย็บซ่อมแซมโดยใช้ยาชาระงับความรู้สึก โดยมากระยะนี้จะใช้เวลาประมาณ 15-30 นาที

? ? ? ? ? ? ???หลังจากระยะนี้แล้ว คุณแม่จะพักอยู่ในห้องคลอดต่อไปประมาณ 1-2 ชั่วโมง เพื่อสังเกตภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น การตกเลือดหลังคลอด หลังจากนั้นจะได้รับการย้ายเข้าสู่หอผู้ป่วยหลังคลอด ซึ่งในระยะนี้คุณแม่มักจะหลับ เนื่องจากการเหนื่อยและอ่อนเพลียจากการคลอด การพักผ่อนในโรงพยาบาลมักใช้เวลาเพียง 1-2 วันหลังคลอดในกรณีที่คลอดปกติทางช่องคลอด จากนั้น แพทย์มักอนุญาตให้คุณแม่และทารกกลับไปพักผ่อนต่อที่บ้านได้

บทความโดย รศ.นายแพทย์ภาวิน พัวพรพงษ์

เตรียมความพร้อมสำหรับการคลอด

เตรียมความพร้อมสำหรับการคลอด

??????????????? เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ย่างเข้าเดือนที่แปด ควรตรวจดูว่าได้เตรียมความพร้อมสำหรับการคลอดทารกน้อยแล้วหรือยัง ควรเตรียมของใช้ที่จำเป็นสำหรับการนอนโรงพยาบาล? และของใช้สำหรับการดูแลทารกและคุณแม่หลังคลอดด้วย โดยจัดกระเป๋าเตรียมคลอด

??????????????? กระเป๋าเตรียมคลอด? ควรจัดเตรียมพร้อมเพื่อสามารถหยิบฉวยได้ทันทีเมื่อมีความต้องการอย่างเร่งด่วน

– ชุดที่จะใส่หลังคลอดกลับบ้าน 1 ชุด

– ผ้าเช็ดตัวสีเข้ม? และผ้าขนหนูเช็ดหน้า 2 ผืน

– สบู่

– ยาสีฟัน? แปรงสีฟัน

– ผ้าอนามัยแบบห่วง

– หนังสืออ่านเล่น,? นิตยสาร,? วิทยุเล็กๆ

– เบอร์โทรศัพท์ของญาติพี่น้องและเพื่อน

– สำเนาเอกสารบัตรประจำตัวประชาชนของคุณพ่อและคุณแม่? สำเนาทะเบียนบ้าน ทะเบียนสมรสเพื่อใช้ในการทำสูติบัตร

– ของใช้สำหรับทารก? ผ้าอ้อม 2 ผืน เข็มกลัดซ่อนปลาย (หรืออาจใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูป)? เสื้อชุดหมีหรือเสื้อชุดนอน? ผ้าขนหนูผืนใหญ่

– หนังสือตั้งชื่อลูก เพื่อใช้อ่านและตั้งชื่อลูกให้ถูกใจและเหมาะสม

นอกจากนี้อาจเตรียมยกทรงสำหรับให้นมทารก 2-3 ตัว

 

บทความโดย รศ.นายแพทย์ภาวิน พัวพรพงษ์

 

แหล่งความรู้ เกี่ยวกับสูติ-นรีเวช (Obstetrics-Gynecology)