เลือกหมออย่างไร และจะฝากครรภ์ที่ไหนดี?

 

? ? ? ? ? การฝากครรภ์ ค่านิยมที่มีในปัจจุบัน? คุณแม่มักจะเลือกฝากครรภ์กับคุณหมอที่มีชื่อเสียง ซึ่งบางครั้งต้องเดินทางไกล หมอท่านมีคนไข้มาก ไม่มีเวลาดูแล คุยกันได้เดี๋ยวเดียวหมดเวลา จึงสร้างความลำบากและไม่เหมาะสม หากจะแนะนำการเลือกคุณหมอและสถานพยาบาล แนะนำว่าในกรณีที่มีคุณหมอประจำอยู่แล้ว ให้เรียนปรึกษาขอคำแนะนำจากคุณหมอประจำได้ หากไม่มี แนะนำให้เลือกก่อนว่า จะฝากครรภ์ที่ไหน โรงพยาบาลรัฐบาล หรือเอกชน ซึ่งสามารถเลือกได้แล้วแต่กำลังทรัพย์และความต้องการความสะดวกสบาย โรงพยาบาลรัฐบาล ค่าใช้จ่ายในการฝากครรภ์และการคลอดราว 3,000-6,000 บาทสำหรับการคลอดทางช่องคลอดปกติ และ 12,000-20,000 บาทสำหรับการผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง สำหรับโรงพยาบาลเอกชน ค่าใช้จ่ายในการฝากครรภ์และการคลอดราว 30,000-60,000 บาท สำหรับการคลอดทางช่องคลอดปกติ และ 40,000-90,000 บาทสำหรับการผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง หากเลือกโรงพยาบาลรัฐบาล เมื่อไปฝากครรภ์และพบแพทย์ ก็จะได้รับการดูแลตามปกติซึ่งอาจจะพบกับคุณหมอหลายๆ ท่าน ในแต่ละครั้งของการนัดและการคลอด แต่หากต้องการตรวจและคลอดกับคุณหมอท่านใดท่านหนึ่งเป็นพิเศษ ต้องเรียนปรึกษาคุณหมอท่านนั้น หรือฝากพิเศษซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างคุณหมอและผู้ฝากครรภ์นั้นๆ เนื่องจากเป็นความพึงพอใจของทั้งสองฝ่าย ข้อจำกัดของการฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลของรัฐบาลก็คือ ผู้ป่วยมาก รอนาน แม้จะมีการปรับปรุงพัฒนาเรื่องการให้บริการแล้วก็ตาม การตรวจที่คลินิกนอกเวลาราชการก็เป็นทางออกทางหนึ่ง หากเลือกโรงพยาบาลเอกชน ในกรณีที่มีคุณหมอประจำอยู่แล้วจากโรงพยาบาลรัฐบาลหรือเอกชนก็แล้วแต่ ควรปรึกษาหมอเพื่อเลือกสถานพยาบาลที่พร้อม มีการประกันคุณภาพการรักษา สะดวกและใกล้บ้าน ถ้าไม่มีคุณหมอประจำอาจพิจารณาเลือกตรวจกับคุณหมอท่านใดท่านหนึ่งก่อน หากพูดคุยกันรู้เรื่อง สามารถให้คำปรึกษาได้ดีก็ขอฝากเป็นคนไข้ประจำ หากมีปัญหาเรื่องการสื่อสารคุยกันไม่รู้เรื่อง อาจพิจารณาขอเปลี่ยนคุณหมอได้เพราะเป็นสิทธิของผู้ป่วยอยู่แล้ว

บทความโดย รศ.นายแพทย์ภาวิน พัวพรพงษ์

เมื่อตรวจพบว่าตั้งครรภ์ ควรไปฝากครรภ์เมื่อไร?

 

? ? ? ? ? เมื่อคุณแม่ตรวจพบว่าตนเองตั้งครรภ์ ควรไปฝากครรภ์ทันที เพราะเมื่อไปฝากครรภ์ตั้งแต่อายุครรภ์น้อยแพทย์จะทำการซักประวัติ ตรวจร่างกาย เจาะเลือด ตรวจปัสสาวะและแนะนำการปฏิบัติตัวที่เหมาะสม เพื่อให้ครรภ์สมบูรณ์แข็งแรง ป้องกันความเสี่ยงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น สำหรับการเลือกสถานพยาบาลที่ฝากครรภ์ ควรเป็นที่ที่สะดวกในการเดินทาง โดยใกล้บ้านหรือใกล้ที่ทำงาน จะทำให้สะดวกในการฝากครรภ์ เนื่องจากจำเป็นต้องตรวจครรภ์เป็นระยะๆ ระหว่างฝากครรภ์ตลอดระยะเวลาเก้าเดือน

บทความโดย รศ.นายแพทย์ภาวิน พัวพรพงษ์

การนับลูกดิ้น

การนับลูกดิ้น

 

การดูแลครรภ์ต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งครอบครัวและแพทย์ผู้ดูแลการฝากครรภ์ ในระหว่างการฝากครรภ์ แพทย์จะนัดตรวจครรภ์ประมาณเดือนละ 1 ครั้ง ซึ่งจะทำการตรวจคุณแม่ว่ามีการเปลี่ยนแปลงเป็นไปตามระยะปกติของการตั้งครรภ์หรือไม่ ตรวจฟังอัตราและจังหวะการเต้นของหัวใจทารก และสอบถามอาการแทรกซ้อนต่างๆ ในระหว่างที่คุณแม่อยู่ที่บ้านกับครอบครัว ซึ่งเป็นเวลาส่วนใหญ่ของการตั้งครรภ์ คุณแม่ควรจะทราบว่าจะร่วมดูแลครรภ์อย่างไร การนับลูกดิ้นเป็นวิธีที่ดีที่สุดวิธีหนึ่งในการสังเกตความแข็งแรงของลูก คุณแม่จึงควรมาเรียนรู้ว่าจะนับลูกดิ้นให้ถูกต้องอย่างไร?

การนับลูกดิ้น ควรเริ่มที่อายุครรภ์ 28 สัปดาห์หรือประมาณ 7 เดือนและนับต่อเนื่องไปจนกระทั่งถึงกำหนดคลอด วิธีการนับลูกดิ้น จะนับตั้งแต่เวลา 8.00 นาฬิกา โดยทำการนับแล้วจดลงในสมุดบันทึก เมื่อลูกดิ้นครบ 10 ครั้งให้ลงเวลาที่ลูกดิ้นครบ หากลูกดิ้นครบ 10 ครั้งก่อนเวลา 12.00 นาฬิกา คุณแม่ก็ไม่จำเป็นต้องนับลูกดิ้นต่อในวันนั้น เนื่องจากทารกที่แข็งแรงควรดิ้นเกิน 10 ครั้งใน 4 ชั่วโมง แต่หากทารกดิ้นไม่ครบ 10 ครั้งภายใน 12.00 นาฬิกา แนะนำให้คุณแม่รีบไปปรึกษาแพทย์ที่โรงพยาบาล เพื่อตรวจยืนยันความแข็งแรงของทารกในครรภ์ ตัวอย่างการนับลูกดิ้นในตารางที่ 1

 

ตารางที่ 1 ตารางบันทึกการนับลูกดิ้น

คลิกที่ตารางเพื่อดูภาพใหญ่

? ? ? ? ? ? ? ??การดิ้นของทารกนั้น อาจรู้สึกได้ตั้งแต่อายุครรภ์ 16-18 สัปดาห์ในท้องหลังและ 18-20 สัปดาห์ในท้องแรก แต่การนับลูกดิ้นในช่วงอายุครรภ์น้อยนั้น จะแปรผลยาก เนื่องจากการดิ้นของทารกยังไม่สม่ำเสมอ บางวันก็ดิ้นมาก บางวันก็ดิ้นน้อย การแปลผลและตัดสินใจจากผลการนับลูกดิ้นนั้นลำบาก จึงแนะนำให้เริ่มนับลูกดิ้นและจดบันทึกตามข้อแนะนำข้างต้นเมื่อลูกเริ่มมีการดิ้นสม่ำเสมอคือเมื่ออายุครรภ์ 28 สัปดาห์ขึ้นไป ซึ่งนับจากนี้ไปคุณแม่ก็จะเป็นคนสำคัญที่มีส่วนร่วมในการดูแลความสมบูรณ์แข็งแรงของทารกในครรภ์

บทความโดย รศ.นายแพทย์ภาวิน พัวพรพงษ์

วิตามิน อี : ยาเสริมสุขภาพ?

? ? ? ? ? ปัจจุบันมีการใช้วิตามินและแร่ธาตุต่าง ๆ เสริมลงไปในอาหารเพื่อสุขภาพ ความจำเป็นสำหรับการเสริมและข้อบ่งชี้ในการเสริมนั้น มักไม่มีข้อมูลการศึกษาที่ชัดเจน แต่ก็มีขายในท้องตลาดอย่างกว้างขวาง? ดังนั้นแพทย์และบุคลากรทางสาธารณสุขจึงควรมีความรู้เกี่ยวกับยาในอาหารเสริมสุขภาพแต่ละชนิดเพื่อสามารถให้ความรู้และชี้แนะแก่ผู้บริโภคและประชาชนทั่วไปได้

 

วิตามินอี คืออะไร และสำคัญอย่างไร?

? ? ? ? ?วิตามินอี เป็นวิตามินชนิดหนึ่งที่ละลายในไขมัน มีสูตรทั่วไป คือ C29H50O2? ประวัติความเป็นมาของวิตามินอีนั้น เริ่มใน ค.ศ. 1920 มีการสังเกตว่าหนูที่กินนมวัวอย่างเดียวไม่สามารถสืบพันธุ์ได้ตามปกติ จากนั้น 2-3 ปีต่อมาได้มีการทดลองหาความสัมพันธ์ระหว่างอาหารและการสืบพันธุ์ พบว่า น้ำมันพืชโดยเฉพาะที่สกัดจากจมูกข้าวสาลี(wheat germ oil) มีสารประกอบที่ช่วยให้สัตว์สืบพันธุ์ได้เป็นปกติ ดังนั้นจึงมีการสกัดสารนี้จากน้ำมันดังกล่าวโดยประสบความสำเร็จในปี ค.ศ. 1936 และให้ชื่อว่า ?วิตามินอี หรือ Tocopherol?(แปลว่า เกี่ยวข้องกับการให้กำเนิดบุตร)1

? ? ? ? ?วิตามิน อี?เป็นน้ำมันข้นสีเหลือง มีโครงสร้างถึง 8 รูปแบบ สำหรับรูปแบบที่ออกฤทธิ์ได้ดี ได้แก่ แอลฟา-โทโคเฟอรอล(alpha-Tocopherol) หน้าที่ของวิตามินอีเป็นสารต้านฤทธิ์ปฏิกิริยาออกซิเดชั่นที่มีประสิทธิภาพสูง ปฏิกิริยาออกซิเดชั่นนี้จะทำให้เกิดอนุมูลอิสระที่เป็นอันตรายต่อเซลล์และเนื้อเยื่อ อันส่งผลทำให้เกิดการเสื่อมสภาพ และโรคเรื้อรังต่าง ๆ เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด มะเร็ง เป็นต้น2

? ? ? ? ?ได้มีการนำวิตามินอี มาใช้เพื่อการป้องกันและรักษาโรคต่าง ๆ ได้แก่ การชะลอความแก่ การรักษาผมร่วง การอักเสบของถุงน้ำในข้อ แผลในกระเพาะอาหาร โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง การแท้ง การเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ การมีบุตรยาก ใช้ลดการเจ็บครรภ์คลอด ใช้เป็นยาเสริมสุขภาพสตรีวัยทองและอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น รักษาหิมะกัด ผึ้งต่อย?? โดยอ้างอิงกลไกปฏิกิริยาของวิตามินอี และความเชื่อต่าง ๆ 3

? ? ? ? ? ก่อนที่จะไปดูผลการศึกษาในรายงานต่างๆ ต้องเข้าใจเกี่ยวกับหลักการรับประทานหรือเสริมสารอาหาร แร่ธาตุ และวิตามินก่อน คือ ปกติแล้วในร่างกายมนุษย์จะต้องได้รับสารอาหาร แร่ธาตุ และวิตามินโดยมีความสมดุล ?ปริมาณของสารอาหารชนิดต่างๆ แร่ธาตุ และวิตามินต้องการในแต่ละวันไม่เท่ากัน แต่มีความสำคัญและจำเป็นอย่างมากต่อการปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นปกติ ในกรณีที่มีการขาดของสารอาหารเหล่านี้? จะส่งผลต่อกิจกรรมต่างๆ ของร่างกายโดยทำให้เกิดอาการผิดปกติได้หลายอย่าง สำหรับวิตามินอี ความต้องการในแต่ละวันราว ?5 ? 30 หน่วยสากล2,3 ขึ้นอยู่กับช่วงอายุ เพศ และสภาพร่างกาย การรับประทานอาหารจำพวกไขมัน โดยในสตรีตั้งครรภ์และให้นมบุตรจะมีความต้องการวิตามินอีสูงขึ้น เมื่อเกิดการขาดวิตามินอีจะส่งผลต่อสุขภาพและการเจริญเติบโต ทำให้การทำงานของระบบประสาทผิดปกติ การส่งกระแสประสาทช้าลง กล้ามเนื้ออ่อนแรง และพบการเสื่อมสภาพของจอประสาทตาที่อาจส่งผลทำให้เกิดตาบอดได้2

ใครควรจะได้รับการเสริมวิตามินอี?

??????????? ความเหมาะสมของการเสริมวิตามินอี หลักดังกล่าวมาแล้วคือ ? สำหรับผู้ที่ขาดหรือมีความเสี่ยงต่อการขาดวิตามินอี ควรได้รับการเสริม? เริ่มตั้งแต่วัยเด็ก สมควรให้ในทารกที่เกิดก่อนกำหนด หรือน้ำหนักแรกเกิดกว่า 1500 กรัม โดยการเสริมจะให้เสริมลงไปในนม? สำหรับวัยผู้ใหญ่ สมควรให้ในผู้ที่มีปัญหาความผิดปกติของการย่อยไขมัน คือ? ผู้ที่ได้รับการผ่าตัดเอากระเพาะบางส่วนหรือทั้งหมดออกไป ผู้ที่มีลำไส้อักเสบและมีปัญหาเรื่องการดูดซึมไขมัน สำหรับในปัจจุบัน อาจพบปัญหาเพิ่มเติมขึ้นในสตรีที่ลดความอ้วนมากๆ โดยไม่รับประทานไขมันเลย หรือกินยาป้องกันการดูดซึมของไขมันก็อาจจะเสี่ยงต่อการขาดวิตามินอีได้

วิตามินอี พบมากในอาหารจำพวกใด?

??????????? วิตามินอีพบมากใน น้ำมันพืช ได้แก่ น้ำมันสกัดจากจมูกข้าวสาลี? น้ำมันรำข้าว? น้ำมันข้าวโพด ถั่วเมล็ดแห้ง ผักใบเขียว อย่างไรก็ตามขณะที่ร่างกายต้องการวิตามินอีเพิ่มขึ้น การรับประทานสารอาหารจำพวกไขมันในปริมาณที่เหมาะสมก็มีความจำเป็นต่อการดูดซึมวิตามินอีด้วย? ตัวอย่างปริมาณวิตามินอีในอาหารชนิดต่าง ๆ2 แสดงดังตาราง

ตารางแลดงปริมาณวิตามินอีในอาหารแหล่งต่าง ๆ

คลิกที่ตารางเพื่อดูภาพใหญ่

 

อันตรายจากการเสริมวิตามินอี?

??????????? จากข้อมูลปัจจุบันพบว่า วิตามินอี มีความปลอดภัยสูง โดยหากเสริมจากอาหารปริมาณที่ได้รับมักจะไม่เป็นอันตราย แต่หากรับประทานวิตามินอีที่เกิน 1500 หน่วยสากลต่อวัน อาจจะส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือดและเสี่ยงต่อปัญหาเรื่องเลือดออกง่ายได้2

ข้อมูลของวิตามินอีที่กำลังมีการศึกษา

จากการทบทวนวรรณกรรมจาก Cochrane Library ได้มีการศึกษาผลของการใช้วิตามินอีในการรักษาและป้องกันโรคดังต่อไปนี้

-การศึกษาการใช้วิตามินอีในการรักษาผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมหรืออัลไซเมอร์ (Alzheimer?s disease)??? พบว่า ยังมีข้อมูลในการศึกษาน้อย แต่มีหลักฐานว่า วิตามินอีอาจจะมีประโยชน์ และเหมาะสมที่จะทำการวิจัยเพิ่มเติมต่อไป3

 

-การศึกษาการใช้วิตามินอีในการรักษาผู้ป่วยที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อเป็นพักๆ (intermittent claudication)? พบว่า วิตามินอีอาจจะมีประโยชน์ และไม่พบอาการข้างเคียงรุนแรงจากการใช้ แต่อย่างไรก็ตาม ควรมีการศึกษาเพิ่มเติม4

-การศึกษาการใช้วิตามินอีในการรักษาผู้ป่วยที่มีการเสื่อมของจอประสาทตาที่สัมพันธ์กับอายุ (age-related macular degeneration) พบว่า ปัจจุบันไม่พบว่า คนที่ไม่มีการเสื่อมของจอประสาทตาที่สัมพันธ์กับอายุ จะได้ประโยชน์จากการกินวิตามินอีเพื่อป้องกันโรคนี้ 5

-การศึกษาการเสริมวิตามินอีในผู้ป่วยจิตเวชที่มีภาวะแทรกซ้อนจากยาโดยมีการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ (neuroleptic-induced tardive dyskinesia) พบว่าจากข้อมูลที่มีอยู่ วิตามินอีช่วยป้องกันการทรุดลงของอาการแต่ไม่ได้ช่วยทำให้ภาวะแทรกซ้อนนี้ดีขึ้น6

สรุปข้อมูลของการศึกษาการใช้วิตามินอี ส่วนใหญ่ ยังมีการศึกษาที่เป็นระบบยังไม่มากนัก แต่มีแนวโน้มว่าน่าจะเป็นประโยชน์และไม่พบอาการข้างเคียงจากการใช้ที่รุนแรง สำหรับการศึกษาเพื่อเก็บข้อมูลจำนวนมากต้องใช้เวลาในการศึกษา จึงคงต้องติดตามผลการศึกษาเรื่องเหล่านี้ต่อไป

หนังสืออ้างอิง

  1. เสาวนีย์ จักรพิทักษ์. หลักโภชนาการปัจจุบัน. พิมพ์ครั้งที่ 4.? กรุงเทพมหานคร: ไทยวัฒนาพานิช, 2532.
  2. National Institutes of Health. Facts about vitamin E , [citedAugust 29, 2012] Available from: http://ods.od.nih.gov/factsheets/VitaminE-QuickFacts/
  3. Tabet N,BerKs J, Grimley Evans J, Orrel M, Spector A. Vitamin E for Alzheimer?s disease.The Cochrane Library,Issue 4,2002.
  4. Kleijnen J, Mackerras D, Vitamin E for intermittent claudication. The Cochrane Library,Issue 4,2002.
  5. Evans JR, Henshaw K. Antioxidant vitamin and mineral supplementation for preventing age-related macular degeneration. The Cochrane Library, Issue 4, 2002.
  6. Soares KVS, McGrath JJ. Vitamin E for neuroleptic-induced tardive dyskinesia. The Cochrane Library, Issue 4, 2002.

 

 

บทความโดย รศ.นายแพทย์ภาวิน พัวพรพงษ์

 

 

เนื้องอกมดลูก

 

? ? ? ? ? เนื้องอกมดลูกเป็นภาวะแทรกซ้อนทางสูติศาสตร์นรีเวชวิทยาที่พบบ่อย แบ่งเป็นเนื้องอกชนิดที่ไม่ใช่เนื้อร้าย และชนิดที่เป็นเนื้อร้ายหรือมะเร็ง อาการของเนื้องอกมดลูกขึ้นอยู่กับขนาด ตำแหน่ง และชนิดของเนื้องอกมดลูก โดยเริ่มตั้งแต่ไม่มีอาการ มีอาการประจำเดือนผิดปกติ มามาก มากะปริดกะปรอย ปวดท้องน้อย ปัสสาวะบ่อย ท้องผูก รู้สึกท้องโตขึ้น คลำได้ก้อนที่หน้าท้อง เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ซึ่งการตรวจหาเนื้องอกมดลูกนั้น แนะนำให้ทำโดยการตรวจภายในประจำปีเพื่อเป็นการตรวจคัดกรองร่วมกับหากมีอาการดังกล่าวข้างต้น ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจสอบเพิ่มเติม

? ? ? ? ? การตรวจสอบเพื่อการวินิจฉัยเนื้องอกมดลูก อาศัยข้อมูลจากการซักประวัติ การตรวจร่างกายและการตรวจภายใน สำหรับการตรวจเพิ่มเติมส่วนใหญ่ใช้การตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงในการวินิจฉัยแยกโรค ช่วยวางแผนการรักษา บอกแนวโน้มชนิดของโรคว่าเป็นเนื้องอกที่มีลักษณะสงสัยเป็นเนื้อร้ายหรือไม่ ซึ่งจะช่วยให้แพทย์สามารถแนะนำผู้ป่วยได้ว่า ควรจะทำการผ่าตัดหรือสามารถเลือกการใช้ยาและติดตามการรักษาได้ ในกรณีที่เลือกการผ่าตัด หากเป็นเนื้องอกชนิดที่ไม่ใช่เนื้อร้าย การผ่าตัดอาจจะพิจารณาเลือกการผ่าตัดเฉพาะเนื้องอกออกหรือเลือกผ่าตัดตัวมดลูกออกด้วย แต่ในกรณีที่อายุเกิน 45 ปี การเลือกการผ่าตัดมีแนวโน้มที่จะแนะนำให้ตัดมดลูกพร้อมรังไข่ทั้งสองข้าง เช่นเดียวกันกับกรณีที่สงสัยเนื้อร้าย การผ่าตัดจะพิจารณาตัดมดลูก รังไข่ทั้งสองข้าง และเพิ่มการตัดชิ้นเนื้อบริเวณไขมันในช่องท้องและต่อมน้ำเหลืองในอุ้งเชิงกราน การผ่าตัดเหล่านี้จะช่วยบอกระยะและการกระจายของโรคในกรณีที่เป็นเนื้อร้ายหรือมะเร็ง

? ? ? ? ? ?สำหรับชนิดของเนื้องอกมดลูกชนิดที่ไม่ใช่เนื้อร้ายที่พบบ่อย ได้แก่ เนื้องอกของกล้ามเนื้อมดลูกหรือทางการแพทย์เรียก ?ไมโอมา (myoma)? ดังแสดงในรูปที่ 1 และเนื้องอกของเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่หรือทางการแพทย์เรียก ?อะดิโนไมโอซีส (adenomyosis)? ดังแสดงในรูปที่ 2 ส่วนเนื้องอกมดลูกที่เป็นเนื้อร้าย ได้แก่ มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก มะเร็งปากมดลูกและมะเร็งกล้ามเนื้อมดลูก

? ? ? ? ? ?สาเหตุของการเกิดเนื้องอกมดลูกส่วนใหญ่ไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน การป้องกันจึงทำได้ยาก ผู้หญิงเราจึงควรดูแลสุขภาพตนเองให้แข็งแรง รับประทานอาหารที่มีประโยชน์สมส่วนและออกกำลังกายอย่างเหมาะสม การสังเกตอาการที่ผิดปกติ ได้แก่ ลักษณะของประจำเดือน การปัสสาวะบ่อยขึ้น การปวดท้องน้อย ร่วมกับการตรวจคัดกรองโดยการตรวจภายในประจำปี ซึ่งจะสามารถคลำตรวจขนาดหรือลักษณะความผิดปกติของตัวมดลูกได้พร้อมกับสามารถตรวจมะเร็งปากมดลูกไปพร้อมกัน จะทำให้การตรวจวินิจฉัยโรคได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น มีผลลัพธ์ในการรักษาดี และส่งเสริมสุขภาวะสตรีให้ดียิ่งขึ้น

 

รูปที่ 1 แสดงมดลูกที่ผ่าตัดให้มองเห็นเนื้องอกของกล้ามเนื้อมดลูก

 

รูปที่ 2 แสดงเนื้องอกของเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่

 

 

บทความโดย รศ.นายแพทย์ภาวิน พัวพรพงษ์

 

 

 

 

 

แหล่งความรู้ เกี่ยวกับสูติ-นรีเวช (Obstetrics-Gynecology)