การเปลี่ยนแปลงในช่วงระยะไตรมาสที่สอง

การเปลี่ยนแปลงในช่วงระยะไตรมาสที่สอง

การเปลี่ยนแปลงในช่วงระยะไตรมาสที่สอง

            การเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ในช่วงไตรมาสที่สองจะเริ่มเร็วขึ้น  ในสัปดาห์ที่ 16 ขนาดทารกจะประมาณ 14-15 เซนติเมตร มีน้ำหนักประมาณ 100-110 กรัม ทารกสามารถกลืนน้ำคร่ำและเริ่มพบการหายใจ สัปดาห์ที่ 20 ทารกจะมีน้ำหนักประมาณ 300 กรัม ผิวหนังจะดูใส เริ่มมีขนอ่อนตามตัวและมีผม  สัปดาห์ที่ 24 ทารกมีน้ำหนักประมาณ 630 กรัม เริ่มมีการสะสมไขมันใต้ผิวหนัง เริ่มดูดนิ้วมือ และมีพัฒนาการด้านการได้ยินเสียง  สัปดาห์ที่ 28 ทารกมีน้ำหนักประมาณ 1000 กรัม ผิวหนังบางสีแดง มีไขเกาะตามผิวหนัง จะมีพัฒนาการของระบบประสาท ระบบกล้ามเนื้อ และตาจะไวต่อแสง

การเปลี่ยนแปลงของคุณแม่ที่พบในไตรมาสที่สองนี้ ได้แก่

– เริ่มรู้สึกกับการตั้งครรภ์ดีขึ้น  อาการแพ้ท้องหายไป ความตื่นเต้นและความปลื้มปิติจะค่อยๆ สั่งสมขึ้น  โดยเฉพาะเมื่อเริ่มรู้สึกว่าทารกในครรภ์ดิ้น โดยในครรภ์แรกจะรู้สึกราวอายุครรภ์ 18-20 สัปดาห์ ส่วนในครรภ์หลังจะรู้สึกราวอายุครรภ์ 16-18 สัปดาห์ โดยความรู้สึกครั้งแรกๆ จะคล้ายมีอะไรมากระตุกตุบๆ ในท้องน้อย และค่อยๆ แรงขึ้น และบ่อยครั้งขึ้น

– จะหิวเก่งและบ่อยตามครรภ์ที่มากขึ้น

– สีผิวบางตำแหน่งจะคล้ำเข้มขึ้น นอกจากบริเวณลานหัวนมและหัวนมแล้ว  เส้นกึ่งกลางตัวระดับต่ำจากกลางหน้าท้องลงไปก็จะมีสีเข้มขึ้นด้วย  สีที่เข้มขึ้นนี้จะจางลงหลังคลอด

– อาจพบมีน้ำนมใสไหลออกจากเต้านมได้

– พบอาการแสบบริเวณหน้าอกหลังกินอิ่ม  และอาหารไม่ย่อยได้

– บริเวณหน้าท้องจะขยายขึ้นเร็ว อาจพบรอยแตกลาย

– บางครั้งพบมดลูกมีการหดรัดตัว  จนแข็งคลำรู้สึกได้  เป็นการเจ็บครรภ์เตือน  อาการปวดอาจพบร่วมได้แต่จะไม่มากและเป็นๆ หายๆ

– อาจพบมีการเกร็งของกล้ามเนื้อ  ตะคริว  และปวดหลัง

– อาจมีเหงื่อมากจนรู้สึกว่าเป็นปัญหา มักรู้สึกร้อน

– เส้นผม ลักษณะจะเปลี่ยนแปลงไป บางคนอาจนุ่มสลวย หรือบางคนอาจแห้งแตกปลายได้

– ฝ้า พบเพิ่มขึ้นได้ในบางคนที่มีฝ้าอยู่แล้ว

– ในตอนปลายของไตรมาสที่สอง  จะพบขาและเท้าบวมเวลานั่งห้อยขานานๆ ได้  นอกจากนี้อาจพบเส้นเลือดขอดเป็นมากขึ้นได้

– น้ำหนักในช่วงไตรมาสที่สองจะเพิ่มโดยรวมประมาณ 5 กิโลกรัม

คุณแม่จะปฏิบัติตัวอย่างไรในช่วงไตรมาสที่สอง? 

การปฏิบัติตัวของคุณแม่ที่เหมาะสมในระยะนี้ ได้แก่

– ไปตรวจฝากครรภ์ตามนัด  และรับประทานยาบำรุงเลือด

– เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์  โดยเพิ่มรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง  เนื่องจากระยะนี้จะมีการเสริมสร้างกระดูกของทารกในครรภ์

– ลักษณะการรับประทานอาหารควรรับประทานมื้อละน้อย  แต่บ่อยครั้งขึ้นเหมือนเดิม  หลีกเลี่ยงอาหารรสจัดและหลังรับประทานอาหารไม่ควรนอนราบทันที เพราะอาจทำให้แสบบริเวณหน้าอกได้ ถ้าต้องการนอนอาจหนุนหมอนสูง

– เสื้อผ้าที่ใส่อยู่อาจรู้สึกคับ  แต่ในระยะแรกคุณแม่อาจจะยังไม่อยากใส่ชุดคลุมท้อง  อาจใส่ชุดหลวมและโปรงสบายได้  แต่เมื่อย่างเข้าเดือนที่ 6 ควรใส่ชุดคลุมท้องได้แล้วเพราะขนาดหน้าท้องจะขยายเร็วการใส่กางเกงจะรู้สึกอึดอัดได้

– เลือกยกทรงที่เหมาะสมโดยเลือกชนิดที่ทำจากผ้าฝ้ายมีแถบหนารองใต้ทรงสายไหล่กว้างและสามารถปรับตะขอหลังได้  เต้านมคุณแม่จะโตขึ้นเรื่อยๆ ตามอายุครรภ์ที่เพิ่มขึ้น  จนในที่สุดมักจะใหญ่กว่าตอนแรกราว 2 ขนาด ฉะนั้นเมื่อเลือกซื้อเสื้อยกทรงไม่ควรซื้อครั้งละมากๆ

– เมื่อท้องใหญ่ขึ้นในช่วงอายุครรภ์ราว 20 สัปดาห์ การขยายตัวของมดลูกจะเพิ่มขนาดขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้ผิวหนังบริเวณหน้าท้องเกิดอาการแตกลายและเป็นริ้วรอยโดยเฉพาะผู้ที่มีผิวคล้ำจะเห็นได้ชัด การที่อ้วนหรือมีน้ำหนักมากเกินไปเป็นปัจจัยเสี่ยง การทาโลชั่นหรือน้ำมันมะกอกช่วยให้ผิวยืดหยุ่นดีก็มีส่วนช่วยลดอาการหน้าท้องแตกลายได้

– พักผ่อนให้เพียงพอในเวลากลางวันและเข้านอนแต่หัวค่ำ  ถ้ายังทำงานอยู่ควรใช้เวลาในช่วงพักกลางวันยกขาสูง เพื่อให้เลือดไหลเวียนจากบริเวณขาได้ดีขึ้น  และทำลักษณะเดียวกันเมื่อกลับบ้าน

– ไม่ควรก้มยกของหนัก  ถ้าจำเป็นควรนั่งยองๆ แล้วค่อยๆ ยก

– หากเป็นตะคริว การเกิดตะคริวเกิดจากระดับของแคลเซียมในร่างกายลดลง เนื่องจากมีการนำไปใช้เพิ่มขึ้นในการสร้างกระดูกทารก ดังนั้นหากนั่งหรือยืนนานๆ เลือดไหลเวียนไม่ดี จะมีการขาดแคลเซียมในกล้ามเนื้อได้ การป้องกันคือ พยายามออกกำลังกายสม่ำเสมอ ขยับเปลี่ยนท่าเมื่อนั่งหรือยืนนานๆ จะช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น หากเป็นตะคริวแล้ว การรักษาคือ การรับประทานแคลเซียมเสริมมากขึ้น รับประทานปลาตัวเล็ก นม ผลิตภัณฑ์อาหารจากนมเพิ่มขึ้น

– สวมรองเท้าส้นเตี้ย การใส่สันสูงจะส่งเสริมให้เกิดการปวดหลัง เนื่องจากขณะตั้งครรภ์ คุณแม่ต้องแบกน้ำหนักท้อง ทำให้กระดูกสันหลังระดับเอวแอ่นมากขึ้น การใส่ส้นสูงจะส่งเสริมภาวะนี้ การปวดหลังจึงเพิ่มขึ้นได้

– การมีเพศสัมพันธ์สามารถมีได้ตามปกติ  ถ้าไม่มีภาวะแทรกซ้อนอันได้แก่ เลือดออกจากโพรงมดลูกหรือภาวะแท้งคุกคาม ท่าในการมีเพศสัมพันธ์เมื่อท้องใหญ่ขึ้น อาจจะใช้ท่าที่คุณแม่นั่งอยู่ทางด้านบนหรือคุณแม่หันหลังคุกเข่าและใช้มือวางบนพื้นได้

– หลีกเลี่ยงการย้อมผมหรือดัดผมระหว่างตั้งครรภ์ เพราะจะได้รับสารเคมีจากยาย้อมหรือยาดัดผมซึ่งส่งผลต่อทารกในครรภ์ได้

– สำหรับผู้ที่มีฝ้าเพิ่มขึ้นจากการตั้งครรภ์ หลังคลอดมักจะค่อยๆ หายไปเอง ไม่ควรรับประทานยาแก้ฝ้า หรือซื้อยามาทาเอง ควรหลีกเลี่ยงการถูกแดดเป็นเวลานานๆ

– ท่านั่งที่เหมาะสมคือ ควรนั่งให้หลังตรง หลัง ไหล่ และสะโพกพิงพนักเก้าอี้ วางแขนที่เท้าแขนหรือบนตัก เท้าราบกับพื้นหรือวางบนที่วางเท้า แยกเข่าเล็กน้อย

– ท่ายืนที่เหมาะสมคือ ยืนตรงเท้าแยกจากกันเล็กน้อย ลงน้ำหนักให้เท่ากันทั้งสองข้าง เข่าตรง ยืดอก ปล่อยไหล่ตามสบาย

– ท่านอนที่เหมาะสมเมื่อครรภ์ใหญ่ขึ้นในปลายไตรมาสที่สอง ควรนอนตะแคง งอขาข้างหนึ่งและใช้หมอนรองไว้ เพราะการนอนหงายจะอึดอัดเนื่องจากขนาดมดลูกที่ใหญ่จะกดทับเส้นเลือดใหญ่ที่อยู่ข้างใต้และทำให้หายใจไม่สะดวก

– เมื่ออายุครรภ์ยังเล็ก การสัมผัสจะช่วยกระตุ้นพัฒนาการได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เมื่ออายุครรภ์ราว 24 สัปดาห์ ทารกจะเริ่มได้ยินเสียง การเปิดเพลงบรรเลง เพลงช้าๆ เพลงคลาสิก ช่วยเรื่องอารมณ์และกระตุ้นการพัฒนาการ การตั้งชื่อเล่นโดยเรียกชื่อทารก ร่วมกับคุณพ่อและคุณแม่พูดคุยกับในเรื่องต่างๆ จะช่วยสานความสัมพันธ์ความคุ้นเคยระหว่างทารกกับเสียงคุณพ่อและคุณแม่ เมื่ออายุครรภ์ 28 สัปดาห์ ทารกจะเริ่มมองเห็น การกระตุ้นโดยใช้ไฟฉายส่องบริเวณท้องแม่ สอนและพูดคุยกับทารก จะกระตุ้นพัฒนาการทางตาและระบบประสาทได้

อาการอะไรบ้างที่ต้องรีบปรึกษาแพทย์ในไตรมาสที่สอง?

– มีไข้สูง ไม่ทราบสาเหตุ

– ปัสสาวะแสบ ขัด หรือเป็นเลือด

– ปวดท้องน้อยรุนแรง หรือมีเจ็บครรภ์ ท้องแข็งเป็นก้อนเป็นพักๆ นอนพักแล้วอาการไม่ดีขึ้น

– เลือดออกจากช่องคลอด ซึ่งอาจเป็นอาการนำของการแท้ง หรือการตกเลือดก่อนคลอด

– ทารกในครรภ์ดิ้นน้อย หรือไม่ดิ้น

– ท้องลดขนาดลง หรือน้ำหนักลดโดยไม่มีสาเหตุ

– ตกขาวผิดปกติ มีกลิ่นเหม็นหรือคันช่องคลอด

 

บทความโดย รศ.นายแพทย์ภาวิน พัวพรพงษ์

 

 

ข้อแนะนำสำหรับคุณแม่ระหว่างการตั้งครรภ์ เดือนที่ 2

ข้อแนะนำสำหรับคุณแม่ระหว่างการตั้งครรภ์ เดือนที่ 2

 

ข้อแนะนำสำหรับคุณแม่ระหว่างการตั้งครรภ์ เดือนที่ 2

– เดือนที่สอง เมื่อทราบว่าตั้งครรภ์ ควรไปฝากครรภ์ทันทีเพื่อตรวจเลือดและปัสสาวะ รับความรู้เรื่องการดูแลครรภ์ และข้อควรระวังจากแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์  หากมีอาการแพ้ท้อง วิงเวียน คลื่นไส้อาเจียน การแบ่งมื้ออาหารให้มากขึ้น โดยเพิ่มอาหารว่างระหว่างมื้อ และก่อนนอน โดยรับประทานอาหารที่ย่อยและดูดซึมง่าย ได้แก่ น้ำหวาน น้ำผลไม้ หลีกเลี่ยงอาหารมัน ลดปริมาณอาหารในแต่ละมื้อลง หากจำเป็นอาจขอยาแก้คลื่นไส้อาเจียนเพื่อเตรียมพร้อมในกรณีที่แพ้ท้องมาก ระยะนี้มารดาจะปัสสาวะบ่อย แนะนำให้ไม่ควรกลั้นปัสสาวะเพราะจะทำให้เกิดกระเพาะปัสสาวะหรือกรวยไตอักเสบได้

 

บทความโดย รศ.นายแพทย์ภาวิน พัวพรพงษ์

 

 

การเปลี่ยนแปลงในช่วงระยะไตรมาสแรก

การเปลี่ยนแปลงในช่วงระยะไตรมาสแรก

            การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในระหว่างการตั้งครรภ์เป็นสิ่งที่คุณแม่ต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจ เพื่อจะได้ปฏิบัติตัวได้อย่างเหมาะสม โดยปกติจะแบ่งการเปลี่ยนแปลงระหว่างการตั้งครรภ์เป็นสามช่วง ช่วงละสามเดือนหรือเรียกเป็นไตรมาส เรามาเรียนรู้การเปลี่ยนแปลงในแต่ละไตรมาสกันเถอะ

 

การเปลี่ยนแปลงในช่วงระยะไตรมาสแรก

            หากนับจากประจำเดือนครั้งสุดท้าย ในสัปดาห์ที่สองที่เกิดการตกไข่  และเกิดการปฏิสนธิขึ้นในสัปดาห์ที่สามจะมีการฝังตัวของตัวอ่อนบริเวณโพรงมดลูก  หลังจากนั้น ตัวอ่อนจะเริ่มเจริญเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนในสัปดาห์ที่ 6 ขนาดจะประมาณเม็ดส้มเขียวหวานหรือประมาณ 4-5 มิลลิเมตร เริ่มตรวจพบการเต้นของหัวใจทารก เริ่มมีการสร้างแขนขา สัปดาห์ที่ 8 ขนาดประมาณผลสตอเบอรี่หรือประมาณ 22-24 มิลลิเมตร ซึ่งในสัปดาห์นี้ตัวอ่อนจะมีลักษณะเหมือนทารกมากขึ้นแต่ยังไม่สมบูรณ์ ศีรษะโตกว่าลำตัว เริ่มมีนิ้วมือนิ้วเท้า ใบหู  สัปดาห์ที่ 10 ขนาดทารกประมาณลูกมะนาวหรือประมาณ 4 เซนติเมตร เริ่มมีการสร้างอวัยวะสำคัญมากขึ้น หากมีสิ่งกระตุ้นทารกสามารถอ้าปาก ขยับนิ้วมือและเท้าได้ สัปดาห์ที่ 12 ขนาดทารกในครรภ์จะยาวประมาณนิ้วก้อยหรือประมาณ 6-7 เซนติเมตร  นิ้วมือนิ้วเท้าเห็นชัดเจน อวัยวะเพศเริ่มแยกได้ว่าเป็นเพศหญิงหรือชาย (แต่จะตรวจจากคลื่นเสียงความถี่สูงจะแยกเพศได้เมื่ออายุครรภ์ราว 16-20 สัปดาห์) และมีเคลื่อนไหวของทารกให้เห็น สัปดาห์ที่ 14 ขนาดทารกในครรภ์จะยาวประมาณครึ่งฝ่ามือหรือประมาณ 8-10 เซนติเมตร  เมื่อถึงระยะนี้อาการของคุณแม่ที่พบในระยะแรกของการตั้งครรภ์ก็จะเริ่มเปลี่ยนแปลงไปโดย

– ถ้าเคยมีอาการคลื่นไส้อาเจียน หรือแพ้ท้องมาก  พอถึงสัปดาห์นี้อาการต่างๆ จะทุเลาลง

– อาการปัสสาวะบ่อยจะไม่ถี่เหมือนในช่วงแรกของการตั้งครรภ์

– อาจจะมีปัญหาเรื่องท้องผูก  เนื่องจากการเคลื่อนตัวของอุจจาระในลำไส้ช้าลงเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน

– จะรู้สึกว่าคลำยอดมดลูกได้  เหนือกระดูกหัวหน่าว

–  เต้านมขยายขึ้นและอาจเจ็บเมื่อสัมผัส

– น้ำหนักตัวของคุณแม่เมื่อถึงระยะนี้จะเพิ่มเพียงเล็กน้อยประมาณ 1 กิโลกรัม  โดยในบางรายที่มีอาการแพ้มาก อาจไม่เพิ่มเลยก็ได้

คุณแม่จะปฏิบัติตัวอย่างไรในช่วงไตรมาสแรก? 

การปฏิบัติตัวของคุณแม่ในช่วงไตรมาสแรก  สิ่งแรกที่ย้ำให้ต้องปฏิบัติคือ “เข้ารับการฝากครรภ์ทันทีเมื่อทราบว่าทีการตั้งครรภ์ ซึ่งจะมีการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องของคุณแม่ดังนี้

– กินอาหารที่สดใหม่  โดยมีสารอาหารที่ครบถ้วนทั้งห้าหมู่ ปริมาณอาหารในแต่ละมื้อลดลงแต่เพิ่มมื้ออาหารบ่อยครั้งขึ้น อาจมีอาหารว่างช่วงสายหรือบ่ายเพิ่มขึ้น หลีกเลี่ยงอาหารมัน หรือย่อยยากเพราะอาจทำให้อาเจียนมากขึ้น งดอาหารที่ไม่สะอาด ดิบ หรือปรุงไม่สุก สำหรับคุณแม่ที่มีอาการอาเจียนมากจนน้ำหนักลด อาจรับประทานน้ำหวานระหว่างมื้ออาหาร เพราะย่อยง่ายดูดซึมเร็ว ช่วยให้พลังงานและลดการอ่อนเพลียได้ สำหรับยาแก้แพ้ท้องที่อาจใช้ได้แก่ วิตามินบีหก รับประทานสามเวลาก่อนอาหารครั้งละหนึ่งเม็ด หรือ ไดเมนไฮดริเนต (Dimenhydrinate) ขนาด 50 มิลลิกรัม รับประทานก่อนอาหารครึ่งชั่วโมง ครั้งละหนึ่งเม็ด หากมีอาการมากให้ได้ถึงวันละสามเวลา อาจพบอาการข้างเคียงคือ ง่วงซึม ปากแห้งได้

– หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด ในคุณแม่ที่มีอาการแสบร้อนบริเวณหน้าอก ไม่รับประทานอาหารจนอิ่มหรือแน่นเกินไป ค่อยๆรับประทานอาหารช้าๆ แบ่งให้อาหารแต่ละมื้อให้น้อยลง การย่อยจะเกิดได้ดีขึ้น ลดความผิดปกติจากการที่น้ำย่อยไหลย้อนเข้าไปในหลอดอาหารทำให้แสบบริเวณหน้าอก ไม่ควรนอนพักทันทีหลังรับประทานอาหารใหม่ๆ หากอาการเป็นมากอาจรับประทานยาลดกรดในกระเพาะจะช่วยลดอาการนี้ได้

– การออกกำลังกายในระหว่างมีครรภ์ อาจใช้การเดินออกกำลังหรือสามารถว่ายน้ำได้ แต่ควรทำอย่างพอเหมาะ หากมีอาการแพ้มาก อ่อนเพลีย ควรงดออกกำลังกายไปก่อน

– หากมีหน้ามืดเป็นลมเมื่อต้องยืนนานๆ ควรแก้ไขโดยการยืนสลับเท้าไปมาเพื่อให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น ร่วมกับการหายใจเข้าออกยาวๆ ลึกๆ และพักผ่อนให้เพียงพอ หากเป็นจากการคลื่นไส้และอาเจียนมาก แนะนำเรื่องการแบ่งมืออาหารเพิ่มขึ้นและรับประทานน้ำหวานเพิ่มเติม

– ไม่ควรกลั้นปัสสาวะ เพราะจะเกิดกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ดังนั้นการเดินทางโดยรถประจำทางไกลๆ ควรหลีกเลี่ยงเพราะอาจจำเป็นต้องกลั้นปัสสาวะนานๆ

– ป้องกันอาการท้องผูกโดยดื่มน้ำมากๆ และรับประทานอาหารจำพวกผัก ผลไม้หรืออาหารที่มีกากเส้นใยสูง การรับประทานโยเกิร์ตก็ช่วยได้

– เลือกซื้อยกทรงที่พยุงทรงได้ดี เนื่องจากจะมีการขยายและคัดของเต้านม จะทำให้ผ่อนคลายไม่อึดอัด อาจทาเบบี้ออยล์หรือครีมช่วยลดการแตกของผิวหนังบริเวณเต้านมได้

– ตรวจสุขภาพฟันกับทันตแพทย์ หากพบฟันผุ สามารถอุดฟันได้ ควรหลีกเลี่ยงการถอนฟันหากทำได้ควรรักษาหลังคลอดบุตรแล้ว

– การมีเพศสัมพันธ์สามารถมีได้ตามปกติ  ถ้าไม่มีภาวะแทรกซ้อนอันได้แก่ เลือดออกจากโพรงมดลูกหรือภาวะแท้งคุกคาม

– การปฏิบัติตัวในชีวิตประจำวันอื่นๆ เหมือนปกติ แต่การเคลื่อนไหวต้องระมัดระวังเรื่องการโดนกระแทกบริเวณหน้าท้อง การหกล้มและการก้มยกของหนัก

– หลีกเลี่ยงการใช้ยาโดยไม่จำเป็น หากไม่สบายควรปรึกษาแพทย์และแจ้งแพทย์ทุกครั้งว่าตั้งครรภ์ เพื่อแพทย์จะได้เลือกใช้ยาอย่างเหมาะสมโดยไม่เป็นอันตรายกับทารกในครรภ์

– ท่านั่ง ท่ายืน ท่านอน ที่เหมาะสมยังคงเหมือนกับปกติ ก่อนการตั้งครรภ์

อาการอะไรบ้างที่ต้องรีบปรึกษาแพทย์ในไตรมาสแรก?

– เลือดออกจากช่องคลอด ซึ่งอาจเป็นอาการนำของการแท้ง หรือท้องนอกมดลูก

– ปัสสาวะแสบ ขัด หรือเป็นเลือด

– ปวดท้องน้อยรุนแรง

– มีไข้สูง ไม่ทราบสาเหตุ

– คลื่นไส้อาเจียน จนน้ำหนักลดมากกว่า 1 กิโลกรัม

– ตกขาวผิดปกติ มีกลิ่นเหม็นหรือคันช่องคลอด

 

 

บทความโดย รศ.นายแพทย์ภาวิน พัวพรพงษ์

 

 

ข้อแนะนำสำหรับคุณแม่ระหว่างการตั้งครรภ์ เดือนที่ 1

ข้อแนะนำสำหรับคุณแม่ในแต่ละเดือนของการตั้งครรภ์

 

ข้อแนะนำสำหรับคุณแม่ระหว่างการตั้งครรภ์ เดือนที่ 1

– เดือนที่หนึ่ง ก่อนอื่นต้องการให้คุณแม่วางแผนสำหรับการตั้งครรภ์ทั้งครอบครัว งดการคุมกำเนิด พักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ พยายามไม่เครียด ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานยาต่างๆ และการเอกซเรย์ เมื่อปฏิบัติได้ดังกล่าวแล้ว ประจำเดือนขาด ควรตรวจปัสสาวะเพื่อทดสอบเรื่องการตั้งครรภ์

 

บทความโดย รศ.นายแพทย์ภาวิน พัวพรพงษ์

 

การเจ็บครรภ์และการคลอด

               เมื่อการเจ็บครรภ์และการคลอดมาถึง  คุณแม่อาจจะรู้สึกหวาดกลัว  ตื่นเต้น  เพราะจะเป็นช่วงที่มีการเจ็บครรภ์คลอดเป็นพักๆ สม่ำเสมอและมีความถี่ขึ้นเรื่อยๆ  ซึ่งหลังจากนั้นจะได้พบกับทารกตัวน้อย  การผจญกับการเจ็บครรภ์จะผ่านไปได้ถ้าคุณแม่ได้มีการเตรียมตัวมาก่อนและเข้าใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นในระยะต่างๆ ของการคลอด  การให้กำเนิดลูกน้อยเป็นประสบการณ์อันยิ่งใหญ่  ยิ่งคุณแม่สงบใจและผ่อนคลายได้มากเท่าไรก็จะสามารถซึมซับความประทับใจและผ่านประสบการณ์ครั้งนี้ได้อย่างน่าจดจำ

การคลอดจะแบ่งเป็น 3 ระยะ

               ระยะที่หนึ่ง  จะเป็นช่วงที่คุณแม่มีอาการเจ็บครรภ์สม่ำเสมอและถี่ขึ้น  จะพบท้องแข็งเกร็งเป็นก้อนนูนขึ้นมา  เกิดจากการหดรัดตัวของมดลูกเป็นระยะๆ  ระยะนี้จะกินเวลานาน 8-10 ชั่วโมงในท้องแรก และ 6-8 ชั่วโมงในท้องหลัง การผ่านช่วงเวลานี้จะสำเร็จได้ด้วยดี หากได้รับการอบรมเรื่องการคลอดมาก่อน ร่วมกับการพยายามผ่อนคลาย  สงบใจ  และปล่อยตัวตามสบาย

               เมื่อคุณแม่มีอาการเจ็บครรภ์คลอด  มีมูกเลือดหรือน้ำเดิน  ซึ่งเป็นอาการนำมาโรงพยาบาล  เมื่อมาถึงห้องคลอด  เจ้าหน้าที่จะสอบถามรายละเอียดของการเจ็บครรภ์ว่าเริ่มต้นเมื่อใด  ถี่บ่อยแค่ไหน  มีมูกเลือดจากช่องคลอดหรือน้ำเดินหรือไม่  จากนั้นจะมีแพทย์ถามประวัติซ้ำพร้อมตรวจร่างกาย  วัดความดันโลหิต  ชีพจร  การหายใจ  อุณหภูมิ  ชั่งน้ำหนัก  วัดส่วนสูง  ตรวจหน้าท้องและตรวจภายในว่าปากมดลูกเปิดมากแค่ไหนแล้ว  จากนั้นจะตรวจปัสสาวะเพื่อดูน้ำตาลและโปรตีน  เพื่อค้นหาภาวะแทรกซ้อนต่างๆ  หากพบว่าปากมดลูกเปิดไม่มาก  จะทำการสวนอุจจาระ  แล้วย้ายเข้ารอคลอดในห้องรอคลอด

               ห้องรอคลอด  จะมีพยาบาลและแพทย์มาตรวจการหดรัดตัวของมดลูกและตรวจภายในเป็นระยะ  เพื่อดูความก้าวหน้าของการคลอด  การคลอดจะเข้าสู่ระยะที่สองเมื่อปากมดลูกเปิดเต็มที่  หรือปกติประมาณ 10 เซนติเมตร  ในระยะนี้คุณแม่มักจะได้รับคำแนะนำให้งดน้ำงดอาหาร  และได้รับน้ำเกลือเพื่อการเตรียมพร้อมสำหรับการดมยาสลบในการผ่าคลอดและภาวะฉุกเฉินในการสตั้งครรภ์ต่างๆ  สำหรับอาการเจ็บครรภ์ในระยะนี้  แพทย์อาจพิจารณาให้ยาระงับความรู้สึกวิธีต่างๆ หรือใช้ยาแก้ปวดตามความเหมาะสม ในบางสถานพยาบาลคุณพ่ออาจมีส่วนร่วมในการลดความเจ็บปวดจากการเจ็บครรภ์คลอดโดยอยู่ข้างเตียง พูดให้กำลังใจ นวดหรือกดบริเวณสันหลังส่วนเอวอันจะเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี การมีส่วนร่วมในกระบวนการคลอดและส่งเสริมแรงใจให้แก่มารดาเป็นอย่างมาก

               ระยะที่สอง  เป็นระยะที่ปากมดลูกเปิดเต็มที่และจะมีการคลอดของทารกจนเสร็จสิ้น  ในระยะนี้คุณแม่จะได้รับการย้ายเข้าสู้ห้องคลอด  และนอนอยู่ในท่าเตรียมคลอด  ซึ่งจะอยู่ในท่านอนหงาย  ศีรษะยกสูงหรือขึ้นขาหยั่ง  จากนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการคลอดทารกคือ  แรงเบ่งของคุณแม่  การเรียนรู้และได้รับการอบรมเรื่องการเบ่งคลอด  จะช่วยให้คุณแม่ออกแรงเบ่งตลอดได้ถูกวิธี  โดยเมื่อมีการเจ็บครรภ์คลอด  มดลูกเริ่มหดรัดตัว  คุณแม่ควรหายใจเข้าลึก  กลั้น และเบ่งยาว   เมื่อหมดแรงเบ่งสูดหายใจเข้าลึก กลั้น และเบ่งยาวซ้ำ  ในการหดรัดตัวของมดลูก 1 ครั้งควรเบ่งยาวได้ 2-3 ครั้ง ขณะที่คุณแม่เบ่ง พยาบาลหรือบางแห่งจะให้คุณพ่อช่วยให้กำลังใจ ให้จังหวะการเบ่งและเชียร์เบ่งคลอด การเบ่งคลอดที่ถูกต้องจะทำให้ทารกเคลื่อนตัวลงมาอย่างเหมาะสม เมื่อทารกเคลื่อนตัวลงมาที่ปากช่องคลอด แพทย์จะช่วยทำคลอดโดยฉีดยาชาระงับความรู้สึกบริเวณฝีเย็บ และอาจพิจารณาตัดฝีเย็บเพื่อช่วยเหลือกลไกการคลอด หลังจากนั้นแพทย์จะทำคลอดทารกโดยช่วยประคองศีรษะทารก คลอดไหล่ ตัวและขา

               เมื่อทารกคลอดแล้ว  แพทย์จะทำการดูดน้ำคร่ำในปากและจมูกของทารกโดยใช้ลูกยางแดง  เพื่อให้ช่องทางเดินหายใจโล่ง ช่วยกระตุ้นทารกและช่วยให้ทารกเริ่มหายใจ  จากนั้น จะเช็ดตัวทารกให้แห้ง  ห่มผ้าให้อบอุ่น  และอาจพิจารณานำทารกมาวางไว้บนหน้าอกคุณแม่เพื่อกระตุ้นความสัมพันธ์ระหว่างแม่และลูก และให้ทารกดูดนมเพื่อกระตุ้นกลไกการสร้างและหลั่งน้ำนม  ขณะเดียวกัน แพทย์ก็จะพิจารณาทำคลอดรกซึ่งจะเป็นการคลอดในระยะที่สาม  ระยะที่สองนี้โดยปกติในท้องแรกจะใช้เวลา 1-2 ชั่วโมง ส่วนในท้องหลังจะใช้เวลา ½ -1 ชั่วโมง

               ระยะที่สาม   เป็นระยะที่จะเกิดการคลอดของรก  หลังทารกคลอดปกติรกจะเริ่มลอกตัวภายใน 5 นาที เมื่อรกลอกตัวแล้วแพทย์จะพิจารณาทำคลอดรก โดยอาจจะทำการกดบริเวณหน้าท้องหรือท้องน้อยของคุณแม่เพื่อดันไล่รกลงมาที่ช่องคลอด และช่วยทำคลอดรก หลังคลอดรก แพทย์จะทำการตรวจสอบหาบาดแผลในช่องทางคลอด และพิจารณาเย็บซ่อมแซมโดยใช้ยาชาระงับความรู้สึก โดยมากระยะนี้จะใช้เวลาประมาณ 15-30 นาที

               หลังจากระยะนี้แล้ว คุณแม่จะพักอยู่ในห้องคลอดต่อไปประมาณ 1-2 ชั่วโมง เพื่อสังเกตภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น การตกเลือดหลังคลอด หลังจากนั้นจะได้รับการย้ายเข้าสู่หอผู้ป่วยหลังคลอด ซึ่งในระยะนี้คุณแม่มักจะหลับ เนื่องจากการเหนื่อยและอ่อนเพลียจากการคลอด การพักผ่อนในโรงพยาบาลมักใช้เวลาเพียง 1-2 วันหลังคลอดในกรณีที่คลอดปกติทางช่องคลอด จากนั้น แพทย์มักอนุญาตให้คุณแม่และทารกกลับไปพักผ่อนต่อที่บ้านได้

บทความโดย รศ.นายแพทย์ภาวิน พัวพรพงษ์

แหล่งความรู้ เกี่ยวกับสูติ-นรีเวช (Obstetrics-Gynecology)